2 ส.ค. เวลา 05:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

อัปเดตล่าสุด พิชัย ตอบแล้ว "ไทยเอาอะไรไปแลกภาษีทรัมป์"

อัปเดตล่าสุด พิชัย ตอบแล้ว "ไทยเอาอะไรไปแลกภาษีทรัมป์" แต่ยืนยันไม่มีเรื่องความมั่นคงมาเกี่ยวข้องในการเจรจา
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าสหรัฐ กับประเทศไทย ที่ 19% โดยนายพิชัย กล่าวว่า ขณะนี้ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจน ที่ทำให้ไทยสามารถวางแผนดำเนินนโยบายต่างๆ ได้ต่อเนื่อง พร้อมระบุว่าแม้จะโล่งใจ แต่ยังมีรายละเอียดที่ไทยต้องเร่งดำเนินการ ทั้งในเชิงเทคนิค ข้อกฎหมาย และมาตรการภายในประเทศ เพื่อให้ไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจากความร่วมมือครั้งนี้
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ตอนนี้เรื่องภาษีที่ไทยได้อัตรา 19% นั้นยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ซึ่งยังต้องมีการพูดคุยกันอีกครั้ง โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆนี้ ว่าจะเปิดตลาดสินค้าอะไรให้กับสหรัฐบ้าง
นายพิชัย กล่าวว่า การเจรจาครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องภาษีเพียงอย่างเดียว แต่แบ่งเป็นเรื่องอื่นๆด้วย ได้แก่
1. เรื่องอัตราภาษีที่กำหนดให้สินค้าไทย หรือสินค้าสหรัฐที่ไทยนำเข้า
2. สิ่งที่ไทยจะนำเข้าจากสหรัฐ และสิ่งที่สหรัฐจะนำเข้าจากไทย
3. แผนการลงทุนของไทยในสหรัฐ และของสหรัฐในไทย
4. มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff)
เราต้องเจรจาอย่างรอบคอบ เพราะบางเรื่องไม่ใช่แค่ตัวเลข เช่น วิธีปฏิบัติ ขั้นตอนต่างๆ โดยในเบื้องต้น คือ ไทยจะเปิดตลาดสินค้า 0% และหากรายละเอียดของข้อตกลงมีความชัดเจน ก็จะประกาศอย่างเป็นทางการ เช่นเดียวกับเขตการค้าเสรีหรือ FTA ที่ได้มีการประกาศไปแล้ว รวมถึงในเรื่องนี้จะต้องเข้าสู่ที่ประชุมของคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. เนื่องจากเป็นประเด็นที่สำคัญ
ส่วนในเรื่องการเปิดตลาดสินค้าเกษตรนั้น ในส่วนเนื้อหมู ไทยมีการเปิดตลาดเพียงเล็กน้อยไม่ถึง 1​% ของการบริโภคในประเทศเท่านั้น เพื่อเป็นการเปิดตลาดต่างประเทศ และจะต้องได้รับการตรวจสอบคุณภาพจากโรงงาน​อย่างเข้มงวด ส่วนการนำเข้าถั่วเหลือง จะมีสัดส่วนการนำเข้าใกล้เคียงกับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ประมาณ 1-2 ล้านตัน
นอกจาก สินค้าเกษตรที่ไทยจะเปิดตลาดแล้ว ยังมีตลาดอื่นๆที่ไทย นำเข้าสินค้าทางลัดเพิ่มเติม เช่น เครื่องบิน ที่มีแผนอยู่แล้วโดยอนาคตมีแผนจะซื้อเพิ่มอีก 80-90 ลำ ที่จะนำเข้ามาภายใน 10 ปี หลังจากนี้
ส่วนด้านพลังงาน นายพิชัย ระบุว่า ไทยมีการใช้น้ำมันดิบราว 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ที่ปัจจุบันนำเข้าจากหลายประเทศ แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะนำเข้าจากสหรัฐเพิ่มในสัดส่วนราว 10% หากราคาและเงื่อนไขเอื้ออำนวย โดยเฉพาะสัญญาซื้อขายที่คาดว่าจะเริ่มในปี 2569
ส่วนประเด็น Transshipment หรือ สินค้าราคาถูกจากประเทศที่สามลักลอบเข้ามาในไทย เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี รัฐบาลเตรียมมาตรการป้องกัน เช่น บรรจุสินค้าในไทยเพื่อส่งต่อสหรัฐ ซึ่งอาจไม่ผ่านมาตรฐานของ Local Content หรือไม่สร้างการจ้างงานในไทย โดยรัฐบาลไทยจะตรวจสอบอย่างเข้มงวด
ส่วนประเด็น Transshipment หรือ สินค้าราคาถูกจากประเทศที่สามลักลอบเข้ามาในไทย เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี รัฐบาลเตรียมมาตรการป้องกัน เช่น บรรจุสินค้าในไทยเพื่อส่งต่อสหรัฐ ซึ่งอาจไม่ผ่านมาตรฐานของ Local Content หรือไม่สร้างการจ้างงานในไทย โดยรัฐบาลไทยจะตรวจสอบอย่างเข้มงวด
นายพิชัย ยืนยันว่า การหารือในครั้งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับดีลแก๊สธรรมชาติ และเรื่องของความมั่นคง โดยที่ผ่านมา การหารือระหว่างสหรัฐและทีมไทยแลนด์ เป็นการหารือเรื่องเศรษฐกิจและการค้าเป็นหลักเท่านั้น
ส่วน GDP หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย จะมีโอกาสโตเพิ่มขึ้นมากกว่า 2.2% ตามที่ กระทรวงการคลังได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่นั้น หลังได้กรอบอัตราภาษีที่ 19% นายพิชัย ระบุว่า GDP จะโตขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการทำงานของรัฐบาล และสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยส่วนตัวคิดว่าสิ่งที่จะสามารถเพิ่มได้อย่างถาวร คือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การบริหารจัดการต้นทุนการผลิตที่สามารถแข่งขันได้ สนับสนุนให้มีสินค้าที่เป็น Local Content
สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะต่อไปนั้น จะต้องเน้นให้เกิดการจ้างงาน และเกิดการใช้ Local Content ในประเทศ โดยได้ให้ภาคเอกชน ไปประเมินว่าแต่ละภาคธุรกิจได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด และเสนอกลับมาที่กระทรวงการคลังเพื่อขอรับการเยียว
ส่วนการสกัดการไหลทะลักสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศนั้น หากไม่มีการขึ้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐ รัฐบาลก็ได้มีมาตรการดำเนินการป้องกันสินค้าราคาถูกที่ไม่มีคุณภาพ ไม่เกิดการจ้างงาน และไม่ใช้ Local content อยู่แล้ว ซึ่งหลังจากนี้ 1 ปี จะต้องมาพิจารณาอีกครั้งว่าสัดส่วนสินค้าเหล่านี้ลดลงหรือไม่
โดยรัฐบาลเตรียมวงเงินจากกองทุนกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการจ้างงาน การปรับปรุงสายการผลิต และรองรับต้นทุนที่สูงขึ้นในช่วงระหว่างรอการสรุปข้อตกลงเสร็จสิ้น
ขณะที่การส่งออก อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ผู้ส่งออกจำนวนมากชะลอการส่งออก และนักลงทุนต่างชาติบางรายได้ชะลอการตัดสินใจลงทุนใหม่ โดยรอความชัดเจนเรื่องภาษีนำเข้าในตลาดสหรัฐ ซึ่งเมื่อมีประกาศอัตรา 19% ออกมาแล้ว เชื่อว่าการตัดสินใจของภาคเอกชนจะเดินหน้าต่อได้
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ :
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
โฆษณา