เขตอนุรักษ์หรือเขตกักกัน? “ป่าคุก” ที่ช้างต้องติดอยู่

เวลาใครพูดถึง “เขตอนุรักษ์”
เรามักจะนึกถึงผืนป่าเขียวชอุ่ม สัตว์ป่าเดินอย่างสงบ
นักท่องเที่ยวถ่ายรูปจากระยะห่างที่ปลอดภัย
เจ้าหน้าที่เดินถือแฟ้มตรวจแนวเขต
มันฟังดูอบอุ่นเหมือนโปสเตอร์โฆษณาในสถานีขนส่ง
แต่ลองเปลี่ยนมุมมองมาจากสายตาของ “ช้างป่า”
แล้วคุณจะรู้ว่าเขตอนุรักษ์ ไม่ได้สวยงามขนาดนั้น
เพราะสำหรับช้าง มันคือ “กรงที่ไม่มีลูกกรง”
พื้นที่ที่เขาถูกกักไว้ โดยที่ไม่สามารถหาอาหาร หาน้ำ หรือขยับตัวได้อย่างอิสระ
ช้างอ่างฤาไน ตัวเลขที่ไม่โกหก
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน
มีขนาด 1,079 ตารางกิโลเมตร
รองรับช้างได้ตามหลักนิเวศไม่เกิน 166 ตัว
แต่ปัจจุบันมีอยู่จริง เกิน 350 ตัว
นั่นคือช้างเกินมาราว 2 เท่า
แต่รัฐไม่เพิ่มพื้นที่
ไม่ควบคุมประชากร
ไม่ขยับแนวกันชน
มีแต่โครงการจัดการช้าง โดยเอาคูกันช้าง เอารั้วกึ่งถาวร และแบริเออร์ไปตอกหน้าชาวบ้าน
“ป่า” กลายเป็นที่กักกัน
แต่พื้นที่รอบป่ากลายเป็นของเอกชน
ลองดูแผนที่อีกครั้ง
รอบเขตอนุรักษ์มีแต่ไร่อ้อย ไร่มัน รีสอร์ต ฟาร์มไก่ และที่ดิน สปก.-นส.3 ที่ออกมาจากช่องโหว่ทางกฎหมาย
ช้างเดินออกจากป่าไม่ใช่เพราะดื้อ
แต่เพราะในป่าไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำ ไม่มีที่ให้ลูกมันวิ่งเล่น
พอเดินออกมา…ก็เจอกับโลกที่ตั้งกฎใหม่ โลกที่ป่าหมดสิทธิ
ระบบอนุรักษ์ที่กลายเป็นเครื่องมือควบคุม
เขตอนุรักษ์ในไทย ไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อการอยู่ร่วมกัน
แต่มันคือเขตอำนาจของรัฐราชการ
เป็นพื้นที่ที่ชุมชนไม่มีสิทธิพูด
NGOs ไม่มีข้อมูลใช้
และสัตว์ไม่มีตัวเลือก
ช้างจึงต้องเลือกเดินผิดเส้นทาง
เพียงเพื่ออยู่รอด
ข้อควรพิจารณาและทบทวนจากคุกกลางป่า
1. ขยายแนวกันชนเชิงนิเวศรอบเขตอนุรักษ์ โดยใช้ข้อมูลเส้นทางอพยพของช้าง
2. จัดทำแผนกระจายประชากรช้างอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่ผลักเข้าป่าเดิมจนล้น
3. ปรับปรุงระบบบริหารจัดการเขตป่าให้นำ “เสียงของชุมชน” เข้ามามีบทบาทจริงจัง ไม่ใช่แค่เวทีประชาพิจารณ์ปลอม ๆ
เราบอกกับช้างว่า “อยู่ในป่าซะ จะได้ไม่ถูกรบกวน”
แต่เรากลับตัดน้ำจากป่า
เอาพื้นที่ไผ่ออกไปให้ไร่มัน
แล้วถามว่าทำไมช้างไม่อยู่เฉย ๆ?
ป่ากลายเป็นกรง
ช้างกลายเป็นนักโทษ
แต่คนที่มีอำนาจวางแผนกลับไม่มีวันโดนคดี
โฆษณา