นโยบายดีแต่ไม่ปัง เพราะรัฐยังไม่ยอมปล่อยอำนาจ

ในทางทฤษฎี รัฐไทยมีนโยบายที่ดูดีจนควรได้รับรางวัล UNESCO
มีศูนย์เฝ้าระวังช้างป่า
มีระบบ Early Warning
มีโครงการ Smart Patrol
มีคู่มืออยู่ร่วมกับสัตว์ป่าแบบยั่งยืน
ฟังแล้วเหมือนโลกอนาคตอยู่แค่เอื้อม…
แต่ความจริงในพื้นที่แนวป่าภาคตะวันออกคืออะไร?
ไฟฉายเก่า ถ่านหมด กล้องเสีย รถกระบะไม่มีน้ำมัน
ชุดเคลื่อนที่เร็วห้าหกคนเฝ้าพื้นที่สามตำบล
ชาวบ้านยังต้องตั้งเวรเอง ใช้ผ้าใบเก่า ๆ ทำจุดเฝ้าช้าง กลางไร่อ้อยที่รั้วไฟฟ้าถูกขโมยแบตเตอรี
ถามว่าระบบ Early Warning อยู่ไหน?
คำตอบคือ…อยู่ในงบปีหน้า (อาจชาติหน้า)
ระบบรัฐราชการแบบ “Top-Down” ที่ขาดแรงแต่เต็มไปด้วยพิธีกรรม
นโยบายจากกรุงเทพฯ สวยหรูเสมอ
มีคณะกรรมการระดับชาติตั้งซ้ำซ้อน
มีเอกสาร Roadmap แสนละเอียด
แต่ไม่เคยถามเลยว่า
ชาวบ้านใช้มือถือรุ่นไหน?
มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตหรือเปล่า?
เขาเข้าใจคำว่าฐานข้อมูล GIS ไหม?
รัฐ “ควบคุม” มากกว่าสนับสนุน
และกลัวเสียอำนาจมากกว่ากลัวช้างตาย
ระบบราชการไทยเป็นโรคกลัว decentralization อย่างเรื้อรัง
ถึงขั้นที่ อบต.จะของบติดกล้อง ก็ต้องเขียนโครงการส่งผ่านระดับจังหวัด
ผู้ใหญ่บ้านจะเอารั้วเสริมคูกันช้าง ก็ต้องรอกรมทำโครงการของบประมาณ
ทั้งที่…พื้นที่มันอยู่หลังบ้านเขาแท้ ๆ
โครงการดี ๆ จึงกลายเป็นแค่ของโชว์
ป้ายศูนย์เฝ้าระวังมีครบ
แผ่นพับแจกเพียบ
แต่พอช้างลงกลางดึก คนที่ออกมาเฝ้ากลับเป็นลุงวัย 60 ที่ไม่มีเงินซื้อลูกซอง
ลูกสาวต้องหยุดเรียนไปเป็นอาสาเฝ้าป่า
ความปลอดภัยกลายเป็น “ภาระ” แทนที่จะเป็น “สิทธิขั้นพื้นฐาน”
ข้อเสนอจากสนามที่ถูกหลงลืม
1. กระจายงบประมาณบริหารจัดการสัตว์ป่าไปยังองค์กรปกครองท้องถิ่น พร้อมระบบกำกับจากชุมชนและประชาชน
2. ยกเลิกระบบอนุมัติที่ล่าช้าเกินศตวรรษ เปลี่ยนเป็นกลไกคล่องตัวที่อนุญาตให้ผู้บริหารท้องถิ่นตัดสินใจในสถานการณ์เร่งด่วน
3. ปรับหลักสูตรฝึกอบรม จนท. และชาวบ้าน ให้เท่าทันเทคโนโลยีเชิงพื้นที่ ไม่ใช่แค่เอา PowerPoint ไปเปิดสี่ชั่วโมงแล้วจบ
นโยบายจะดีแค่ไหนก็ไร้ความหมาย
ถ้าคนใช้ต้องแบกมันไว้บนหลังเหมือนเกวียนพัง ๆ
ถึงเวลาแล้วที่รัฐจะเลิกพูดว่า “เราทำดีที่สุดแล้ว”
และเริ่มถามว่า… “ทำไมคนในพื้นที่ถึงไม่อยากทำตามนโยบายของเรา?”
โฆษณา