3 ส.ค. 2025 เวลา 04:34 • ธุรกิจ

การเดินทางของกฎ 80/20

กฎ 80/20 หรือ Pareto Principle กฎที่พูดว่า “ผลลัพธ์ 80% (outputs) มาจากสาเหตุ 20% (inputs)” สัดส่วนของตัวเลขของความจริงอันทรงพลัง ด้วยกฎนี้ทำให้ทราบว่ายอดขายส่วนใหญ่มาจากมาจากสินค้าขายดีเพียงไม่กี่ชนิด สินค้าที่บกพร่องในขั้นตอนการผลิตจำนวนมากมาจากสาเหตุสำคัญเพียงไม่กี่ประการ หรือแม้กระทั้งทำให้เราทราบว่า 80% ของความสำเร็จในงานมาจากการลงมือทำสิ่งที่ถูกต้องเพียงไม่กี่อย่าง สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการนำกฎ 80/20 ไปอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเหตุที่ถูกต้องที่ให้ผลลัพธ์ในปริมาณมาก
ทุกท่านทราบไหมครับว่าพาเรโตเองไม่เคยเขียนคำว่า “กฎ 80/20” ไว้ในผลงานของเขาโดยตรง เป็นแต่เพียงการตั้งข้อสังเกตบางประการไว้ และนี่แหละครับคือเรื่องราวของเรา บทความฉบับนี้ไม่ได้นำเสนอการนำกฎ 80/20 ในด้านการประยุกต์ใช้ในงาน แต่เราตั้งใจจะพาท่านย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นในงานเขียนของพาเรโต และการเดินทางของถ้อยคำนั้นจนกลายมาเป็น Pareto Principle อย่างที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้ครับ
เรื่องราวของเราจะย้อนกลับไปในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 (1896–1897) ในหนังสือที่ชื่อว่า Cours d'économie politique(Course in Political Economy) แต่งโดยวิลเฟรโด พาเรโต (Vilfredo Pareto) นักเศรษฐศาสตร์ ชาวอิตาลี เดิมทีพาเรโตนั้นเป็นวิศวกร ต่อจึงหันมาสนใจเศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มแรกๆ ที่พยายามใช้ คณิตศาสตร์และตรรกะ ในการอธิบายพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ
ซึ่งในหนังสือเล่มนี้พาเรโตได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับรายได้และทรัพย์สินในสังคมอิตาลีว่ามีการกระจายตัวอย่างไม่เท่าเทียมกัน มีประชากรเพียงประมาณ 20% ถือครองทรัพย์สินรวมกันราว 80% ของทรัพย์สินทั้งหมด และแนวโน้มนี้ปรากฏคล้ายกันในหลายประเทศและหลายช่วงเวลา พร้อมทั้งสร้างกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างสัดส่วนประชากรกับทรัพย์สิน
พออ่านมาถึงตรงนี้แล้วเราจะพบว่าไอ้เจ้าอัตราส่วนของความเหลื่อมล้ำในการถือครองทรัพย์สินนี่แหละครับที่เป็นสารตั้งต้นทำให้เกิดกฎ80/20 ในเวลาต่อมา แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้นผมขอพาท่านไปดูข้อมูลทางประวัติศาสตร์ซักเล็กน้อยเพื่อให้ท่านได้เห็นภาพว่าทำมัยจึงเกิดความเหลื่อมล้ำเช่นนั้น
โดยในช่วงเวลาที่พาเรโตยังมีชีวิตอยู่นั้น (1848–1923)ยุโรปกำลังเปลี่ยนผ่านจากสังคมศักดินาไปสู่สังคมอุตสาหกรรม และเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สอง (Second Industrial Revolution) (1870-1914) ระบบทุนนิยมขยายตัว ชนชั้นแรงงานมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างลำบาก ในขณะที่กลุ่มนายทุนและชนชั้นสูงมีอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง ทำให้ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่เฉพาะคนบางกลุ่ม และนี่แหละครับคือจุดเริ่มต้น
เวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งปี 1940 ดร. โจเซฟ เอ็ม จูราน (Dr. Joseph M. Juran) ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการคุณภาพ (Quality Management) ชาวอเมริกัน เขามีบทบาทสำคัญในวงการอุตสาหกรรม โดยเฉพาะด้านการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการบริหารคุณภาพ โดยในช่วงเวลานั้นจูรานได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ตรวจควบคุมด้านคุณภาพและข้อร้องเรียนของบริษัทเวสต์เทิร์น อิเล็กทริก(Western Electric)
จูรานพบว่าปัญหาในเชิงคุณภาพส่วนใหญ่ (เช่น ข้อผิดพลาดในการผลิต) มักเกิดจากสาเหตุเพียงไม่กี่อย่าง และเขาพยายามหาคำอธิบายให้กับเรื่องนี้ เขาค้นพบว่าสัดส่วนขอข้อบกพร่อบกับสาเหตุ มีความใกล้เคียงกับสัดส่วนของการกระจายทรัพยากรที่พาเรโตค้นพบ
จูรานเริ่มศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง และตั้งชื่อแนวคิดนี้ว่า Pareto Principle หรือกฎของพาเรโต (Pareto’s Law) หรือเรียกง่ายๆว่ากฎ80/20 โดยให้ความหมายของ Pareto Principle นี้ว่าในหลายสถานการณ์ 80% ของผลลัพธ์มักเกิดจากสาเหตุ 20% ของปัจจัยทั้งหมด พร้อมทั้งแนะนำว่าองค์กรควรโฟกัสกับสิ่งสำคัญไม่กี่อย่าง (Vital Few) และลดความใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อยจำนวนมาก (Trivial Many) จูราน ได้เผยแพร่แนวคิด Pareto Principle ผ่านหนังสือ Quality Control Handbook(1951) ที่ต่อมาได้กลายเป็นคู่มือมาตรฐานในวงการอุตสาหกรรม
ในช่วงปี 1970-1980 กฎ 80/20 ได้เริ่มแพร่หลายเข้าในวงการธุรกิจ ตัวอย่างการใช้ กฎ80/20 เช่น หากเราทราบว่ามีลูกค้าอยู่ 20% ที่มียอดคำสั่งซื้อรวมกันมีมูลค่าสูงถึง 80% ยอดขายทั้งหมด องค์กรก็ควรให้ความสนใจและดูแลกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้เป็นพิเศษ เป็นต้น
ในปี 1997 หนังสือที่ชื่อ The 80/20 Principle: The Secret of Achieving More with Less เขียนโดยริชาร์ด โคช (Richard Koch) นักธุรกิจและนักเขียนชาวอังกฤษ ได้ถูกวางจำหน่ายและติดอันดับหนังสือขายดี ทำให้กฎ 80/20 กลายเป็นที่รู้จักในหมู่บุคคลทั่วไป และมีการนำไปใช้ในแง่มุมที่หลากหลายมาจนถึงปัจจุบัน
นี่แหละครับคือเรื่องราวการเดินทางของกฎ 80/20 ที่แม้จะช่วงเวลามาเนิ่นนานจากจุดเริ่มต้น สัดส่วนดังกล่าวก็ยังคงปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน และผมมีความเชื่อว่าในอนาคตสัดส่วนนี้ก็ยังคงสามารถนำไปใช้ได้อีกนานแสนนาน ท้ายที่สุดนี้ขอขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ได้สละเวลามาอ่านบทความนี้ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อท่านไม่มากก็น้อย ขอบคุณจริงๆครับ
โฆษณา