บทเรียนจากเลือดและน้ำตา “ช้างท้อง คนร้อง ชุมชนร้าง”

ผมเล่าถึงช้างที่ไม่มีป่า
เล่าถึงรัฐที่ไม่มีหัวใจ
แต่ยังไม่เคยเล่าชัด ๆ ถึงคน คนธรรมดา ที่อยู่แนวป่า
คนที่ไม่ได้เป็นนักอนุรักษ์ ไม่ใช่ข้าราชการ ไม่ใช่ NGOs
พวกเขาคือชาวบ้านที่ไม่ได้เลือกที่จะสู้ แต่ถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องอยู่
ช้างบางตัวกำลังท้อง
แต่คนในหมู่บ้านกลับแทบไม่มีใครกล้ามีลูก
หลายครอบครัวในจังหวัดฉะเชิงเทรา สระแก้ว จันทบุรี
เริ่มย้ายลูกหลานออกจากบ้านเพราะกลัวช้าง
กลัวเสียงฝีเท้ายามค่ำคืน
กลัวพืชสวนที่ปลูกไว้ต้องถูกเหยียบพัง
กลัวว่าเด็ก ๆ จะถูกทิ้งให้อยู่ในพื้นที่ที่แม้แต่รัฐยังไม่กล้าเข้ามาดูแลจริงจัง
บางหมู่บ้านไม่มีเสียงเด็กหัวเราะมาหลายปี
เหลือแต่เสียงเครื่องเสียงงานศพ เมื่อใครสักคนโดนช้างกระทืบตาย
หรือเสียอวัยวะจากการไล่ต้อนในยามดึก
การอยู่ร่วมกับช้าง ไม่ใช่เรื่องโรแมนติก
มันคือการเสียสละที่ไม่มีใครถามว่า “โอเคมั้ย?”
ในความเป็นจริง ชาวบ้านส่วนมากไม่ได้เกลียดช้าง
แต่เขาเกลียดความไม่มั่นคงในชีวิต
ที่ต้องพึ่งลวดไฟฟ้ามากกว่ารั้วหัวใจ
ต้องซื้อไฟฉายกับถ่านมากกว่านมผงให้ลูก
ต้องตื่นมาตอนตีสามเพราะเสียงหมาเห่า แทนที่จะได้หลับเพราะฝนตก
ความเงียบของคนแนวป่า คือความล้มเหลวของรัฐในการรับฟัง
ไม่มีช่องทางร้องเรียนที่มีพลัง
ไม่มีสายด่วนที่มีคนรับสาย
ไม่มีแผนเยียวยาที่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า “วิถีชีวิต”
และยิ่งไม่มีใครฟัง
คนก็ยิ่งเงียบ
บางคนเงียบจนตัดสินใจขายที่ ย้ายบ้าน
ทิ้งรากของตนเอง แล้วบอกว่า…
“อยู่ไปก็แค่รอวันโชคร้าย”
ข้อเสนอจากพื้นที่ที่คนกำลังหายไป
1. พัฒนาให้ระบบการเยียวยารวดเร็ว และเป็นธรรม
2. สร้างระบบดูแลจิตใจสำหรับครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากช้าง (คลินิกสุขภาพจิตชุมชนแบบเคลื่อนที่)
3. เปิดเวทีฟังเสียงชาวบ้านอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ประชาพิจารณ์ แต่เป็นการร่วมออกแบบนโยบาย
บางครั้งการจากไปไม่ใช่เพราะช้าง
แต่เพราะความเงียบของรัฐที่ปล่อยให้คนอยู่โดดเดี่ยวในความกลัว
ถ้าเรายังไม่เปลี่ยนวิธีคิด
วันหนึ่งอาจเหลือแต่ช้าง…
กับป่าเงียบ ๆ ที่ไม่มีเสียงมนุษย์เลยแม้แต่น้อย
โฆษณา