7 ส.ค. เวลา 13:05 • ปรัชญา
..เวลาจิตอยู่กับโลก ..เวลาจิตอยู่กับธรรม ..
เรื่องราวของเวลา นั่น ..ตามปกติธรรมดา ที่เราใช้ชีวิตตั้งแต่ตื่นนอน ใช้ร่างกาย ไปทำสิ่งนั้น สิ่งนี้ มันก็มีอารมณ์ เกิดขึ้น อีกทั้งการใช้วิญญาณทั้งหก ไปสัมผัส ไปรับรู้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ ไปจนกระทั่งจะนอน มันก็มีแต่อารมณ์นึกคิด ที่ปรุงแต่งกาย ตลอดเวลา แม้ยามนอนหลับ ก็เป็นอารมณ์ .
คราวนี้จิตเราก็อยู่กับกายที่มีอารมณ์ปรุงแต่งตลอดเวลา เวลาที่ใช้กาย เดิน ไปมา นั่งคิด เดินไปที่นั่นที่นี้ ก็ด้วยอารมณ์ที่ปรุงแต่งนำพาไป แม้เวลาจะนอนก็เป็นอารมณ์ .จะเรียกว่า กิริยาท่าทาง ทั้งสี่ นั้น ที่เราใช้กายนั้น ยืนเดินนั่งนอนล้วนมีแต่อารมณ์ที่ปรุงแต่ง
คราวนี้ เมื่อเรานำกาย มาเดินตามรอยของพระ ที่เรียกว่า พระยืน พระเดิน พระนั่ง พระนอน ..ไม่มีอารมณ์นึกคิด .. เรากแบ่งเวลานั้น นำกายมาฝึกหัด ให้จิตนั้น ไปยึดคำว่า พุทโธ ระลึกในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทำกายนิ่งๆ จิตเฉย .ไม่ขยับเขยื้อนกาย ..อารมณ์นึกคิดที่เกิดขึ้น ..นันคืออารมณ์ นั่นคือกรรม
เมื่อเรานำกายมาปฏิบัติธรรม..ในเวลานั้น ..ก็เป็นเวลาให้กายมาเดินตามรอย ของผู้ที่เดืนหนีกรรม หนีอารมณ์กรรม ..ไม่ให้จิตไปนึกถึง ยึดเรื่องราวต่างๆ ปลดเปลื้องอารมณ์นึกคิดที่เกิดขึ้น เหลือแต่คำว่า พุทโธ รวบรวมจิตให้เป็นหนึ่ง เป็นสมาธิ เมื่อเราทำได้ กายนิ่ง จิตนิ่ง .พอกายนิ่ง จิตนิ่ง ได้อารมณ์ก็ไม่มีเข้ามารบกวนจิต คราวนี้ ..เมื่อออกจากการประพฤติปฏิบัติ ..อารมณ์ก็เข้ามอีกแล้ว เป็นเวลาที่กายกับจิต อยู่กับโลก สะสมกรรม
คราวนี้ เราก็ลองทบทวน เรื่องราวของพระสิทธัตถะ ที่ไปอยู่ป่า มีพระบอกว่า ท่านก็ไปกระทำรอยทั้งสี่ รอยของพระ รอยทั้งสี่ของท่าน เดิน ยืน นั่ง นอน ..ไม่นึกคิดอะไร
เราเคยสอบถามพระ เรื่อวการนั่ง ในอาสนะของผู้ที่มีธรรม ท่านก็เล่าว่า พระสิทธัตถะ ท่านนั่งพับเพียบ .เพราะจิตท่านก็มาจากที่สูงๆ สะสมบุญกุศลบารมีมา ท่านก็นั่งพับเพียบ ในที่แจ้ง ตากแดดตากฝน นั่งนิ่งเหมือนเสา ไม่ขยับเขยื้อนเลย
พอท่านทำกายนิ่ง จิตนิ่ง ก็เกิดมีแสงเกิดขึ้นที่จิต แล้วท่านก็ใช้แสงนั้น ..ไปชำระสะสาง ในเรื่องราวของธาตุทั้งสี่ ที่สะสมกรรม ปลดเปลื้อง ให้ธาตุนั้นบริสุทธิ์ผุดผ่อง จนเป็นแก้วเจียระไน ด้วยจิตที่มีความขันติเป็นบารมี จนกายนั้นเป็นแก้ว วิญญาณทั้งหกก็เป็นแก้ว ขัันธ์ทั้งห้า ก็เป็นแก้ว ธาตุทั่งสี่ก็เป็นแก้ว ไปจนถึงคำว่า ธาตุุนะโม ก็เป็นแก้ว พอธาตุนะโมเป็นแก้ว พ่อแม่ก็ได้อานิสงส์ หลุดพ้น พ้นทุกข์ตามไปด้วย ด้วยธาตุทั้งสองของคุณบิดามารดา ที่บุตรนั้นนำไปกระทำ ให้เกิดขึ้น
เรื่องราวที่เขียนมา ก็ฟังมาจากพระ ที่ท่านเล่าให้ฟัง พระอรหันต์ ทุกพระองค์ ท่านก็เดืนตามรอยทั้งสี่ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็แนะนำให้ ทำจิตทำใจ ให้ดี ปลดเปลื้องอารมณ์นึกคิดออกไป เริ่มตั่งแต่เวลา นำกายบิดามารดามา มากราบพระ .เรื่องราวอารมณ์อะไร วัตถุสิงชอง ปัจจัยอะไร ต่าง ทั่งที่มีชีวิตไม่มีชีวิต ..วางมันให้หมด
ก่อนที่จะมากราบพระ ปฏิบัติธรรม ..สิ่งที่เราห่วง เรายึดนั่น มันเป็นกรรม ..เป็นทุกข์ ..เราก็วางมัน ..แล้วก็ใช้กายพ่อแม่ที่จิตอาศัย นำมากราบพระ .เอากิริยาดีๆ มากราบพระ จะได้บันทึก เรื่องราวต่างลงไปที่ธาตุทั้งสี่ ตลอดไปจนครบกำหนดเวลาที่ประพฤติปฏิบัติธรรม .ก่อนออกจากรอยทั้งสี่ เราก็กราบพระ .พากายไปอยู่กับโลกอีกแล้ว
อย่างที่เขียนนี่ ก็เป็นเวลาที่อยู่กับอารมณ์ อยู่กับโลก. ไม่ใข่เวลาที่กายไปอยู่ในรอยของผู้ที่มีธรรม..ผู้ที่ทำได้ จิตท่านก็เฉย .ไม่มีอารมณ์อะไรมารบกวน แต่กายเมื่อมีกรรมอยู่ กายก็มีทุกขเวทนา .ท่านก็อยู่นิ่ง จิตเฉยๆ ปลดเปลื้องทุกข์นั้นไป จิตไม่ไปยึดทุกข์ที่เกิดขึ้น นั่นเป็นเรื่องราวของจิตที่มีขันติเป็นบารมี
การปฏิบัติธรรมต้องมีขันติ เพียรพยายาม https://www.blockdit.com/posts/618aa7ba4b642406eec931eb
โฆษณา