11 ส.ค. เวลา 04:11 • ข่าวรอบโลก

ทรัมป์กำลังปั่นป่วนละตินอเมริกา

ด้วยวาระ “กลุ่มขบวนการค้ายา”
เมื่อไม่นานนี้มีรายงานว่า ประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ได้ “อนุมัติแบบลับๆ” ให้เพนตากอนใช้กำลังต่อกลุ่มค้ายาบางกลุ่มในละตินอเมริกาที่ถูกกำหนดให้เป็นกลุ่มก่อการร้ายต่างประเทศ (FTO) พร้อมทั้งได้ “ไฟเขียว” อย่างเป็นทางการให้กองกำลังสหรัฐฯ เข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารโดยตรงในทะเลและบนดินแดนต่างประเทศของละตินอเมริกา [1]
กลุ่มขบวนการค้ายาที่เป็นเป้าหมายให้กำจัด เช่น หกกลุ่มจากเม็กซิโก ได้แก่ “กลุ่มซินาโลอา” “กลุ่มฮาลิสโก นูวา เจเนราซิออน” “กลุ่ม Northeast” “กลุ่ม Gulf” “กลุ่มยูไนเต็ด” และ “ลา นูเอวา ฟามิเลีย มิโชอากานา” รวมไปถึง “กลุ่ม Tren de Aragua” และ “กลุ่ม Cartel de los Soles” ของเวเนซุเอลา “กลุ่ม MS-13” ของเอลซัลวาดอร์ และกลุ่มแก๊งชาวเฮติ [2]
เครดิตภาพ: Votolatino
ประธานาธิบดีเม็กซิโก “คลอเดีย เชนบอม” กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า กองทหารสหรัฐฯ จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศของเธอเพื่อดำเนินการปราบปรามกลุ่มค้ายาเสพติด และเน้นย้ำว่าแม้ทั้งสองประเทศจะให้ความร่วมมือในเรื่องนี้ แต่ก็ปฏิเสธการปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในเม็กซิโกไปแล้ว [3]
เชนบอมกล่าวต่อไปว่า รัฐบาลของเธอได้รับแจ้งแล้วว่า ทรัมป์จะลงนามคำสั่งเกี่ยวกับกลุ่มค้ายาต่อกระทรวงกลาโหมสหรัฐ และคำสั่งดังกล่าวจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับกองทหารสหรัฐฯ ที่จะเข้ามาปฏิบัติการในเม็กซิโกแต่อย่างใด [4]
เม็กซิโกและสหรัฐ ร่วมมือกันต่อต้านกลุ่มค้ายามาเป็นเวลานานแล้ว รวมถึงตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้ามาในทำเนียบขาว และ ประธานาธิบดีเชนบอมของเม็กซิโกคาดหวังว่าร่างข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งปันข่าวกรองและการประสานงานการบังคับใช้กฎหมายจะได้รับการลงนามในเร็วๆ นี้ (ไม่ใช่ให้ทหารสหรัฐเข้ามาบุกในดินแดนเม็กซิโกแบบนี้) [5]
เครดิตภาพ: Quantfury
ขณะเดียวกันประธานาธิบดี “กุสตาโว เปโตร” แห่งโคลอมเบีย เตือนว่าคำสั่งของทรัมป์อาจนำไปสู่การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ต่อประเทศของเขา อย่างไรก็ตามโพสต์บน X ของเขาระบุว่า เขามีข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเขาอาจจะเห็นด้วยกับทรัมป์ ตราบใดที่นโยบายปราบปรามยาเสพติดของเขายังคงยึดหลักความเคารพต่ออธิปไตยของชาติอื่น [6]
เกี่ยวกับเรื่องนี้ กระแสของฝ่ายสนับสนุนทรัมป์บอกว่า ทรัมป์จำเป็นต้องส่งกองทัพสหรัฐฯ เข้าไปยังชายแดนทางใต้ และอาจจะเลยออกไปไกลกว่านั้นเนื่องจากความอ่อนแอของรัฐบาลอื่นๆ ในซีกโลกตะวันตก เพื่อต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายที่ปล่อยเฟนทานิลเข้าสู่สหรัฐฯ อย่างหนักหน่วง ซึ่งมีต้นทางมาจากจีน มันคร่าชีวิตชาวอเมริกันหลายหมื่นคนต่อปี [7]
ส่วนกระแสของฝ่ายต่อต้านทรัมป์นั้นก็มาอีกแนวหนึ่งเลย พวกเขามองว่าทรัมป์ซึ่งเคลื่อนไหวหลังเข้ารับตำแหน่งได้ผสานสงครามยาเสพติดเข้ากับสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ขณะที่รัฐบาลของเขาใช้รายชื่อผู้ก่อการร้ายเป็นข้ออ้างในการแทรกแซงในต่างประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องให้ข้อมูลที่เพียงพอเกี่ยวกับแผนการของตน และเพื่อให้ปลุกกระแสประชาชนเกี่ยวกับสงคราม [8]
มาต่อกันที่อีกข่าวหนึ่งซึ่งต่อเนื่องกัน กระทรวงยุติธรรมและกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ประกาศมอบรางวัล (ค่าหัว) 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แก่ผู้ที่แจ้งเบาะแสจนนำไปสู่การจับกุม และ/หรือ มีคำสั่งตัดสิน “นิโคลัส มาดูโร” ประธานาธิบดีแห่งเวเนซุเอลาฐานละเมิดกฎหมายยาเสพติดของสหรัฐ เรื่องนี้มีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการโดย “แพม บอนดี” อัยการสูงสุดสหรัฐ ตามลิงก์ด้านล่างนี้
นี่เป็นเงินรางวัลสูงสุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ สำหรับการจับกุมผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้ายหรือผู้ค้ายาเสพติด โดยเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากเงินรางวัลสูงสุดเดิมที่ 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอนที่เกิดขึ้นในสมัยอดีตผู้นำอัลกออิดะห์อย่าง โอซามา บิน ลาเดน และ ไอมาน อัล-ซาวาฮิรี [9]
สหรัฐอ้างว่ามาดูโรเป็น “หนึ่งในผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่สุดของโลกและเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ” โดยเป็นผู้นำองค์กรก่อการร้ายต่างประเทศที่สหรัฐฯ ชื่อว่า Cartel de los Soles และทำงานร่วมกับองค์กรอื่นๆ เช่น Tren de Aragua และ Sinaloa Cartel เพื่อนำยาเสพติดที่อันตรายถึงชีวิตและความรุนแรงเข้ามาในสหรัฐ [10]
1
”แพม บอนดี” (ซ้าย) อัยการสูงสุดสหรัฐ “นิโคลัส มาดูโร” (ขวา) ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เครดิตภาพ: Getty Images
มาดูโรขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเวเนซุเอลาหลังจากการเสียชีวิตของ “อูโก ชาเวซ” ในปี 2013 และยังคงดำรงตำแหน่งอยู่จนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ปฏิเสธที่จะรับรองเขาอย่างเป็นทางการ เนื่องจากข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตในการเลือกตั้งในปี 2018 และ 2024
เมื่อมีนาคม 2020 “นิโคลัส มาดูโร” ถูกฟ้องต่อศาลแขวงสหรัฐฯ ประจำเขตนิวยอร์กใต้ พร้อมกับพันธมิตรใกล้ชิดอีกหลายคน ในข้อหาจากรัฐบาลกลาง รวมถึงการก่อการร้ายด้วยยาเสพติดและสมรู้ร่วมคิดนำเข้าโคเคน ในขณะนั้นสหรัฐฯ เสนอรางวัลนำจับ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับการจับกุมเขา
เรื่องนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลทรัมป์อนุญาตให้เชฟรอนกลับมาดำเนินการผลิตน้ำมันในเวเนซุเอลาได้อีกครั้ง [11] และเสร็จสิ้นการแลกเปลี่ยนนักโทษกับทางการเวเนซุเอลาเพื่อปล่อยตัวพลเมืองอเมริกัน 10 คน [12]
กระแสจากฝ่ายที่ไม่ชอบมาดูโรก็ออกมาบอกว่า การเข้าถึงตัวมาดูโรโดยตรงถูกจำกัดด้วยอำนาจอธิปไตย ความมั่นคง และการทูต นั่นคือเหตุผลที่สหรัฐฯ เสนอค่าหัวเขาสูงถึง 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการผลักดันให้ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือเขาต้องจ่ายเงินช่วยเหลือเขาสูงขึ้น และกระตุ้นให้ผู้อื่นนำข่าวกรองที่นำไปปฏิบัติได้จริงมาเปิดเผย
ส่วนกระแสจากฝ่ายสนับสนุนมาดูโรหรือไม่ชอบทรัมป์บอกว่า เงินรางวัลที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นเพียงฉากบังตาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความล้มเหลวภายในประเทศของสหรัฐ และพยายามผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในเวเนซุเอลา ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ มาดูโรยืนหยัดในฐานะผู้นำที่ได้รับการเลือกตั้ง ผู้ปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อแรงกดดันจากจักรวรรดินิยม และกล้าที่จะท้าทายอำนาจครอบงำโลกของวอชิงตัน ปกป้องประเทศชาติของตน และสนับสนุนประชาชนผู้ถูกกดขี่ทั่วโลก
เรียบเรียงโดย Right Style
11th Aug 2025
  • อ้างอิง:
<เครดิตภาพปก: (บน) Aristegui (ล่าง) Sky News>
โฆษณา