21 ส.ค. เวลา 07:16 • ท่องเที่ยว
มัลดีฟส์

แสงแดด สายลม และมัลดีฟส์

Chapter 85/1: My Escape to Maldives 
 
ตามคำสัญญา Blog นี้เราจะพาไปเที่ยวทะเลสวยๆ ที่มัลดีฟส์กันค่ะ ได้มาทะเลในฝันทั้งทีขออยู่มัน 5 วัน 4 คืนฉ่ำๆ ไปเลย แล้วในทริปนี้จะมีอะไรให้ทำมั่งนอกจากนอนมองดูทะเลฟังเสียงคลื่นแล้ว ต้องตามมาอ่านกันเลยค่ะ
ก่อนอื่นขอเล่าให้ฟังเรื่องการหาที่พักของเราซักเล็กน้อย เผื่อเป็นข้อมูลให้กับคนที่กำลังจะไปเที่ยวมัลดีฟส์
ที่พักในมัลดีฟส์ส่วนใหญ่จะมีแบบห้องพักที่คล้ายๆ กัน คือถ้าไม่เป็นห้องอยู่ติดริมชายหาดก็จะเป็นห้องแบบ Water Villa (เป็นห้องที่สร้างอยู่บนทะเลซึ่งให้บรรยากาศที่เป็นส่วนตัวและได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติแบบสุดๆ) จะต่างกันแค่ความหรูหราของรีสอร์ตกับประสบการณ์ที่จะมอบให้กับแขกที่มาพัก
 
เราหาที่พักอยู่นานมากกก เพื่อให้ได้ห้องในแบบที่ตรงกับความต้องการของเรามากที่สุด จนมาเจอกับ Lux South Ari Atoll เดี๋ยวจะพาไปดูว่าทำไมห้องที่นี่ถึงถูกจริตเรา
หลังจากได้ที่พักที่ถูกใจแล้วขั้นต่อไปก็ต้องมาเลือกว่าจะเอาแพ็คเกจอาหารแบบไหน เพราะรีสอร์ตแทบทุกแห่งในมัลดีฟส์จะขายห้องพักพร้อมแพ็คเกจอาหาร สาเหตุก็เพราะมัลดีฟส์เป็นเกาะ สินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ เค้าต้องนำเข้าทั้งหมดทำให้มีราคาต้นทุนที่สูง ถ้าต้องจ่ายค่าอาหารเครื่องดื่มเบ็ดเตล็ดตลอดเวลานักท่องเที่ยวที่มีงบจำกัดอาจจะสู้ไม่ไหว เค้าก็เลยทำเป็นแพ็คเกจที่พักรวมอาหารขึ้นมา เพื่อที่นักท่องเที่ยวจะได้ไม่ต้องปวดหัวกับค่าบริการจุกจิกอย่างอื่นอีก
ซึ่งในโปรแกรมอาหารของรีสอร์ตที่มัลดีฟส์แทบจะทุกที่จะเป็นแบบนี้หมด คือมีแบบ
  • Half Board (HB) รวมอาหารเช้า + อาหารเย็น / อาหารกลางวันต้องซื้อแยกเอง / ไม่รวมเครื่องดื่ม
  • Full Board (FB) รวมอาหารเช้า + อาหารกลางวัน + อาหารเย็น / ไม่รวมเครื่องดื่ม
  • All Inclusive (AI) รวมทุกอย่าง อาหารทุกมื้อ + เครื่องดื่ม (เกือบทั้งหมด) ทั้งแอลและไม่แอล / บางรีสอร์ตจะรวม snack และกิจกรรมทางน้ำด้วย
  • Ultra All Inclusive รวมอาหาร + เครื่องดื่ม (ทั้งหมด) / กิจกรรมครบวงจร และบางแห่งรวม spa ด้วย
  • A la Carte สำหรับคนที่พักแบบ villa หรือ guesthouse บางแห่งที่ไม่มีบุฟเฟ่ต์ แต่ละมื้อต้องเลือกสั่งเมนูเอง
สรุปก็คือ ถ้าอยู่รีสอร์ตที่เป็นเกาะส่วนตัว ราคาอาหารจะแพงมาก เลือก Full Board หรือ All Inclusive จะคุ้มกว่า แต่ถ้าไปอยู่เกาะในเมืองหรือ guesthouse ราคาอาหารจะถูกกว่า เลือกแบบอื่นที่ไม่ใช่ Full Board หรือ All Inclusive ก็จะคุ้มกว่า และที่สำคัญแพ็คเกจเหล่านี้ส่วนใหญ่จะรวมค่าเดินทางจากสนามบินมายังรีสอร์ตแล้วด้วย (เราเลือกแบบ AI เจ็บทีเดียวแต่จบ 😄)
หลังจากตัดสินใจได้เแล้ว ทีแรกเราก็คิดว่าจะจองโดยตรงกับรีสอร์ตเลย แต่ลองสอบถามกับบริษัททัวร์ดูอีกทีเผื่อได้ราคาดีกว่า หาข้อมูลหลายๆ เจ้าที่เชื่อถือได้แล้วก็ลองให้เค้าทำราคามาให้ดู พร้อมกับที่เราก็ลองจองกับรีสอร์ตโดยตรงด้วยเพื่อเปรียบเทียบราคา ก็ไปเจอบริษัทที่ชื่อ Like Maldives สามารถทำราคาได้ใกล้เคียงกับรีสอร์ตเลย แถมเค้าก็ดูแลตอบคำถามโน่นนี่ของเราอย่างดี ก็เลยตกลงที่จองผ่าน Like Maldives ไป
แนะนำนะคะ ใครอยากไปเที่ยวมัลดีฟส์ลองติดต่อ Like Maldives ดู เค้าจะช่วยแนะนำที่พักที่เหมาะกับความต้องการของเราพร้อมกับราคาที่น่าสนใจมาให้ บริการดีค่ะ
 
ส่วนสายการบินจริงๆ มีผู้ให้บริการเส้นทางกรุงเทพฯ มัลดีฟส์หลายสายอยู่แต่เราเลือกบินกับ Bangkok Airways เพราะบินตั้งเกือบ 5 ชั่วโมงอยากนั่งสบายๆ หน่อย และเค้าก็บริการดีนะ แถมมีเลานจ์ให้นั่งรอที่สุวรรณภูมิด้วย
สาธยายมาซะนาน เอาล่ะ เราไปเที่ยวมัลดีฟส์กันซะทีดีกว่า…😄
มัลดีฟส์ (Maldives) ประเทศเล็กๆ ที่อยู่ในมหาสมุทรอินเดีย ประเทศที่มีแต่เกาะนับพัน และเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางในฝันของใครหลายๆ คนรวมถึงเราด้วย
ขาไปแวะพักที่เลานจ์ของ Bangkok Airways
แล้วทุกคนรู้มั้ยว่าพื้นที่ทั้งหมดของมัลดีฟส์มีความยาวจากเหนือจรดใต้ 821 กิโลเมตร จากตะวันออกถึงตะวันตก 120 กิโลเมตร มีส่วนที่เป็นพื้นดินเพียง 300 ตารางกิโลเมตร และมีส่วนที่สูงที่สุดเพียง 2.3 เมตรเท่านั้น
มัลดีฟส์ประกอบไปด้วยเกาะปะการังที่มีมากถึง 1,190 เกาะ ซึ่งเกาะปะการังเหล่านี้จะถูกจัดเป็นกลุ่มเรียกว่าอะตอล (Atoll) มีทั้งหมด 26 อะตอล กระจายไปตามจุดต่างๆ ทั่วมัลดีฟส์ แต่เกาะที่มีประชากรอาศัยอยู่จริงมีประมาณ 200 เกาะเท่านั้น
อาหารบนเครื่องอร่อยใช้ได้เลยค่ะ
สาเหตุที่มัลดีฟส์เป็นจุดหมายในฝันของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกก็เพราะมัลดีฟส์มีธรรมชาติที่สวยงามมาก ไม่ว่าจะเป็นหาดทรายขาวละเอียด น้ำทะเลสีฟ้าใสราวกับคริสตัล แนวปะการังที่อุดมสมบูรณ์ และบรรยากาศเงียบสงบเป็นส่วนตัว จนทำให้เกิดโรงแรม ที่พัก และรีสอร์ตสุดหรูมากมายที่มัลดีฟส์
ทะเลสีสวยมาก
และแล้วเราก็มาถึงมัลดีฟส์ค่ะ ตื่นเต้นมากกกก
มาถึงก็เจอฝนมาต้อนรับเลย
เราไปเดือนมิถุนายนซึ่งเป็นช่วงหน้าฝนและเป็น Low Season ของมัลดีฟส์ ข้อดีคือราคาที่พักช่วงนี้จะถูกสุดเลย แต่ข้อเสียก็คือฝนนี่แหละค่ะ 🥲 ก็เสียวๆ อยู่เหมือนกันว่าฝนจะตกทั้งวันทั้งคืนมั้ย ต้องมาลุ้นกัน
 
พอเครื่องลงที่สนามบินก็มีเจ้าหน้าที่ของรีสอร์ตมารอรับและพาเราไปเช็คอินและโหลดกระเป๋าสำหรับ Seaplane ที่เคาน์เตอร์นี้ จากนั้นก็พาเราไปที่ห้องรับรองที่อยู่อีกอาคารซึ่งเราต้องนั่งรถบัสไปอีกประมาณ 10 นาที
ที่ Noovilu Seaplane Terminal นอกจากจะเป็นที่ขึ้น Seaplane แล้วก็จะมีห้องรับรองของแต่ละรีสอร์ตอยู่ที่นี่ด้วย
เจ้าหน้าที่พาเรามาที่ห้องรับรองของ Lux ซึ่งเราเป็นแขกคนแรกของไฟลท์บ่ายนี้ ห้องก็เลยว่างมาก
อาหารว่าง เครื่องดื่มมีบริการครบครัน กินกันเพลินเลย
มีระเบียงให้ออกไปนั่งดูเครื่องบินด้วย
จากนั้นก็ได้เวลาไปขึ้นเครื่อง เจ้าหน้าที่จะมาพาเราไป Check-in และรอขึ้นเครื่องที่ห้องนี้
และนี่คือเครื่องที่จะพาเราไปที่ Lux South Ari Atoll ค่ะ
เป็นเครื่องรุ่น DHC 6 Twin Otters ที่เป็นใบพัด จุคนได้แค่ประมาณ 15 ที่นั่งเท่านั้น
ข้างในเครื่องไม่มีแอร์มีแต่พัดลม ค่อนข้างร้อนและแคบมาก เวลาเครื่องขึ้นหรือลงนี่ตื่นเต้นมากเลยเพราะมันขึ้นจากทะเล แถมเครื่องจะสั่นและส่งเสียงดังมากๆ บรรยากาศนี่หยั่งกะอยู่ในหนัง Indiana Jones เลย 😆 แต่ก็สนุกดีนะ
หลังจากบินกันประมาณครึ่งชั่วโมงเราก็มาถึงรีสอร์ตค่ะ
พนักงานจะมายืนต้อนรับแล้วก็พาแขกแต่ละคนไปยังห้องที่จองไว้ โดยเค้าจะพาเรานั่งรถบักกี้ส่วนตัวไป พร้อมกับแนะนำสถานที่ต่างๆ ภายในรีสอร์ตให้เรา เพราะ Lux เป็นเกาะส่วนตัวก็จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เยอะไปหมด ไม่ว่าจะเป็นห้องอาหารที่มีถึง 8 แห่ง บาร์อีก 5 บาร์ ยิม สปา คลับ ห้องถ่ายรูป คาเฟ่ ห้องสมุด ฯลฯ เอาจริง จำอะไรไม่ได้เลย 🤣
Welcome Drink ระหว่างรอ Check-in
และแล้วก็มาถึงห้องที่เราจองไว้ ซึ่งเราจองเป็นห้อง Water Villa ฝั่งทิศตะวันตก
ถ้าไม่นั่งรถบักกี้มาก็คงหอบแฮ่ก…ไกลมากกกก
เปิดประตูเข้ามาก็เจอวิวแบบนี้เลย
โรงแรมจัดของที่ระลึกไว้ให้ด้วยมีพัด เสื้อคลุม และหมวกแก็ป
โซฟาสีฟ้าเข้ากับสีน้ำทะเล
ตู้เสื้อผ้าแบบ Walk-In Closet
อีกส่วนที่ชอบมากๆ และทำให้ตัดสินใจเลือกที่ Lux ก็คือห้องน้ำค่ะ
ห้องน้ำขนาดใหญ่เท่าห้องนอนเลย
ก็ดูเหมือนห้องน้ำโรงแรมทั่วไปใช่มะ…แต่ที่เจ๋งอยู่ตรงนี้
ดูวิวซิเทอออ
ห้องนี้ที่ไว้วิวเดียวกับห้องนอนเลย สวยมากๆ
ระเบียงห้องก็ใหญ่…ดีงาม
มี Hammock ให้นอนถ่ายรูปสวยๆ
ส่วนตัว เราไม่อยากได้สระว่ายน้ำหรืออ่างจากุชชี่ อยากได้วิวทะเลเต็มๆ แบบนี้มากกว่า และคิดว่าถ้าอยากเล่นน้ำก็คงจะลงทะเลเลย ก็เลยได้มาเป็นห้องนี้ที่สวยและถูกใจ ที่สำคัญเหมือนในรูปเป๊ะ ประทับใจมากค่ะ
และในส่วนของมินิบาร์ก็จะมีขนม อาหารว่าง เครื่องดื่มทั้งแอลไม่แอล เตรียมไว้ให้เราทุกวันแบบนี้ 😋
กินกันจนฉ่ำอ่ะ 🥂
บรรยากาศสุดแสนจะโมแรนติก 😍
หลังจากว่ายน้ำ นั่งเล่น นอนเล่น ก็ได้เวลาอาหารเย็นซึ่งวันนี้เราจะไปทานอาหารเย็นกันที่ห้องอาหาร East Market ซึ่งอยู่อีกฝากของรีสอร์ตเลย แต่ไม่ต้องห่วงนะทางรีสอร์ตจะมีรถเวียนคอยรับส่งแขกวิ่งประจำตลอดเวลา เราอาจจะต้องรอนิดนึงแต่เดี๋ยวรถก็จะมา แต่ถ้าใครชอบเดินจริงๆ ก็สามารถเดินได้นะ อย่างเราวันแรกๆ ก็นั่งรถกันหลังๆ พอจำทางได้ก็เดินซะเป็นส่วนใหญ่ สนุกดี
ห้องสมุดของที่นี่ อุ้ย! ชื่อคุ้นๆ เนอะ 😁
บรรยากาศตอนค่ำสวยมากๆ
ถึงห้องอาหารละค่ะ
มีโต๊ะส่วนตัวให้บริการด้วยซึ่งต้องจองล่วงหน้า
ช่วงที่เราไปเป็นช่วง Low Season ห้องอาหารก็จะไม่ได้เปิดให้บริการทุกที่ โดยในแต่ละวันทางโรงแรมก็จะแจ้งตารางให้บริการของแต่ละร้านไว้ใน whatsapp ว่าวันนี้สามารถไปใช้บริการได้ที่ไหนบ้าง หรือวันนี้จะมีกิจกรรมอะไรให้ทำบ้าง ซึ่งแบบนี้ก็สะดวกดี
ร้านอาหารนี้ค่อนข้างใหญ่ บรรยากาศเป็นแบบ Street Food ไลน์อาหารแน่นมากครบทั้งเอเชียทั้งยุโรป อ้อ! มีอาหารไทยด้วยนะ
จบโซนของคาว
และโซนของหวาน
แต่วันนี้อากาศค่อนข้างอบอ้าวไปหน่อย กว่าจะกินมื้อเย็นเสร็จก็เล่นเอาเหงื่อซึมเหมือนกัน รสชาติอาหารหลายอย่างใช้ได้ แต่หลายอย่างก็ไม่โดน (อันนี้แล้วแต่ความชอบเลย) แต่โดยรวมถือว่าบรรยากาศทำให้อาหารอร่อยขึ้นได้จริงๆ 😄
วิวจากห้องอาหารนะเนี่ย
ก่อนกลับห้องพัก เราแวะกันที่ Sense ห้องอาหารอีกแห่งเพื่อไปดื่มค็อกเทลต่อ (ชอบจริงๆ แพ็คเกจ AI จะกินจะดื่มอะไรก็…ฟรีหมด (แต่มีบางเมนูที่ special และจะต้องจ่ายเพิ่ม ดูในเมนูดีๆ นะคะ แต่ส่วนใหญ่ พนง. จะบอกเราด้วย))
ฟิลโรงหนังเลย มี Popcorn ให้กินด้วย
ระหว่างนั่งดูสารคดีที่ทางโรงแรมทำไว้ให้ศึกษาเกี่ยวกับจุดดำน้ำบริเวณรอบโรงแรมว่าเราจะได้เจอปลาอะไรบ้าง (ซึ่งเราวางแผนว่าจะไป snorkel กันด้วย) ก็มี Popcorn ให้บริการเป็นกิมมิคที่น่ารักดี
กลัวก็กลัวแต่ก็อยากเจอน้องทั้ง 2 มาก
วันแรกของมัลดีฟส์ก็ประมาณนี้ค่ะ
โซนที่พักเรา กลางคืนโรแมนติกมากก
Blog ต่อไปจะพาไปดูบรรยากาศของรีสอร์ตเราว่าสวยขนาดไหน พาไปดูห้องอาหารต่างๆ ที่เราได้ไปลองชิมมา พร้อมกับการไปตามล่าหาฉลามวาฬ ดูซิว่าทริปนี้จะโชคดีมั้ย 😁
ลาไปพร้อมกับแสงจันทร์ที่มัลดีฟส์
สำหรับ Blog นี้ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ 😊
โฆษณา