27 ส.ค. เวลา 13:30 • สุขภาพ

ยาปฏิชีวนะในเด็ก คลายกังวลครั้งใหญ่ เมื่อผลวิจัยชี้ ไม่เพิ่มความเสี่ยงโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง

ผมพบว่ามีคำถามหนึ่งที่ลอยวนอยู่ในใจของคุณแม่แทบทุกคนเสมอ นั่นคือความกังวลใจเกี่ยวกับการใช้ยาในขณะท้อง คำถามที่ว่า "ถ้าหนูต้องกินยาปฏิชีวนะตอนท้อง มันจะส่งผลอะไรกับลูกในระยะยาวไหมคะ?" คือเสียงสะท้อนของความรักและความห่วงใยอันยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความกลัวที่ว่ายาเหล่านี้อาจจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงระบบภูมิคุ้มกันที่กำลังก่อร่างสร้างตัวของลูก จนนำไปสู่การเกิดโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune Diseases) ในวันที่เขาเติบโตขึ้น
ความกังวลนี้ไม่ใช่เรื่องที่เลื่อนลอย เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางว่า ยาปฏิชีวนะซึ่งเป็นอาวุธสำคัญในการต่อสู้กับการติดเชื้อแบคทีเรียนั้น อาจมีผลกระทบข้างเคียงในการไปรบกวนสมดุลของเหล่าจุลินทรีย์ดีๆ ในลำไส้ ซึ่งเปรียบเสมือนโรงเรียนฝึกฝนแห่งแรกของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย
แต่ทว่าผลการศึกษาที่ผ่านมากลับให้ภาพที่ยังไม่ชัดเจนนัก บางชิ้นก็ดูน่ากลัว บางชิ้นก็ดูน่าสบายใจ ทิ้งให้คุณพ่อคุณแม่และแม้แต่บุคลากรทางการแพทย์อย่างพวกเรายังคงต้องอยู่กับความไม่แน่นอน
แต่วันนี้ผมอยากจะเล่าถึงงานวิจัยครั้งประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งที่เพิ่งตีพิมพ์ลงในวารสารการแพทย์ชั้นนำระดับโลกอย่าง PLOS Medicine ซึ่งน่าจะเป็นการศึกษาที่ใหญ่และน่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่เคยมีมาในหัวข้อนี้
ทีมนักวิจัยจากเกาหลีใต้ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพของคู่แม่ลูกจำนวนมหาศาลถึง กว่า 4 ล้านคน เพื่อหาคำตอบที่ชัดเจนที่สุดให้กับคำถามที่ค้างคาใจเรามานาน และข้อสรุปที่พวกเขาได้มานั้นก็น่าจะทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายคนถอนหายใจได้อย่างโล่งอก เพราะผลการศึกษาครั้งใหญ่นี้ชี้ชัดว่า โดยรวมแล้ว การใช้ยาปฏิชีวนะเมื่อมีความจำเป็นทางการแพทย์อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะในช่วงที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์ หรือในช่วงวัยทารกของลูกน้อย ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคแพ้ภูมิตัวเองในวัยเด็ก
ความพิเศษของการศึกษาครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ขนาดที่ใหญ่โตของมันเท่านั้น แต่อยู่ที่การออกแบบงานวิจัยที่ชาญฉลาดและรัดกุมอย่างยิ่งครับ
ที่ผ่านมาการศึกษาในเรื่องนี้มักจะมีจุดอ่อนสำคัญที่เรียกว่า "ปัจจัยกวน" (Confounding factors) เราไม่สามารถแน่ใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าความเสี่ยงที่อาจพบนั้นมาจาก "ตัวยา" เอง หรือมาจาก "การติดเชื้อ" ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องใช้ยา หรือแม้กระทั่งมาจาก "พันธุกรรม" ที่ส่งต่อกันมาในครอบครัว
แต่ทีมวิจัยครั้งนี้ได้ใช้เทคนิคทางสถิติขั้นสูงเพื่อจัดการกับปัญหาเหล่านี้ พวกเขาไม่ได้แค่เปรียบเทียบคนที่กินยากับคนที่ไม่กินยาแบบทื่อๆ แต่ได้ทำการเปรียบเทียบในกลุ่มคุณแม่ที่มีการติดเชื้อเหมือนกัน ระหว่างคนที่ได้รับยากับคนที่ไม่ได้รับยา เพื่อแยกผลของตัวยาออกมาให้ชัดเจนที่สุด
และที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือ พวกเขาได้ทำการวิเคราะห์แบบ "คู่พี่น้อง" (Sibling-matched analysis) คือการเปรียบเทียบความเสี่ยงระหว่างพี่น้องแท้ๆ ในครอบครัวเดียวกันที่คนหนึ่งเคยได้รับยาและอีกคนไม่เคย การทำเช่นนี้ก็เปรียบเสมือนการตัดปัจจัยเรื่องพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมในบ้านที่ใช้ร่วมกันออกไปได้เกือบทั้งหมด ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้นั้นมีความน่าเชื่อถือสูงมาก
หลังจากที่ได้วิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วนในโรคแพ้ภูมิตัวเอง 6 ชนิดที่พบบ่อยในเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเบาหวานชนิดที่ 1, ข้ออักเสบในเด็ก, โรคลำไส้อักเสบ, ไปจนถึงโรคพุ่มพวง (SLE) ผลลัพธ์ที่ออกมาในภาพรวมนั้นสอดคล้องกันอย่างน่าทึ่ง
นั่นคือไม่พบความแตกต่างของความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเลย นี่คือข่าวดีครั้งใหญ่ที่ช่วยยืนยันว่า หากคุณหมอได้วินิจฉัยแล้วว่าคุณแม่หรือลูกน้อยมีการติดเชื้อแบคทีเรียและจำเป็นต้องได้รับการรักษา ประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้ยาเพื่อกำจัดเชื้อโรคนั้นมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงที่น้อยมากในการที่จะเกิดโรคแพ้ภูมิตัวเองในอนาคต
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมจะดูสดใส แต่งานวิจัยก็ได้ให้ข้อสังเกตเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสนใจไว้สำหรับการศึกษาในอนาคต เช่น มีแนวโน้มที่ความเสี่ยงของ "โรคโครห์น" ซึ่งเป็นโรคลำไส้อักเสบชนิดหนึ่ง อาจจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหากคุณแม่ได้รับยาปฏิชีวนะกลุ่มเซฟาโลสปอรินในช่วงต้นถึงกลางของการตั้งครรภ์
หรือความเสี่ยงของ "โรคไทรอยด์อักเสบฮาชิโมโต" อาจจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในเด็กผู้ชายที่ได้รับยาในช่วงสองเดือนแรกของชีวิต แต่ผมขอย้ำอีกครั้งว่านี่เป็นเพียงข้อสังเกตในกลุ่มย่อยเท่านั้น และยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อสรุปหลักในภาพรวมได้
ในฐานะเภสัชกร ผมอยากจะกลั่นกรองสาระสำคัญที่สุดจากงานวิจัยชิ้นนี้ออกมาเป็นข้อความถึงคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านว่า การค้นพบครั้งนี้ควรจะช่วยให้ท่านคลายความกังวลแต่ไม่ใช่การประมาทหัวใจสำคัญที่สุดยังคงอยู่ที่การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เสมอ
ยาปฏิชีวนะคือยาวิเศษที่ช่วยชีวิตผู้คนมาแล้วนับไม่ถ้วนเมื่อใช้ได้ถูกโรค ถูกเวลา และถูกวิธี แต่หากใช้พร่ำเพรื่อกับโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสอย่างไข้หวัดทั่วไป มันก็จะไม่ให้ประโยชน์ใดๆ เลย มีแต่จะสร้างโทษจากการรบกวนสมดุลของจุลินทรีย์ดีๆ ในร่างกายและเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยาในอนาคต ดังนั้น การปรึกษาแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งก่อนใช้ยาจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามครับ
แหล่งอ้างอิง:
Choi, E-Y., Bea, S., Lee, H., Choi, A., Han, JY., Kang, EH., et al. (2025). Exposure to antibiotics during pregnancy or early infancy and the risk of autoimmune disease in children: A nationwide cohort study in Korea. PLOS Medicine, 22(8), e1004677. https://doi.org/10.1371/journal.pmed.1004677
โฆษณา