Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ข้อคิดปริศนาธรรม
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 09:24 • การศึกษา
มัชฌิมาปฏิปทา (Majjhimā Paṭipadā)
"มัชฌิมาปฏิปทา" เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ ‘ทางสายกลาง’ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา เป็นหนทางที่นำไปสู่ความดับทุกข์และความหลุดพ้น (นิพพาน) อย่างละเอียด ดังนี้
๑. ความหมายและที่มา: ทำไมต้องเป็น "ทางสายกลาง"?
มัชฌิมาปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติที่ไม่สุดโต่งไปในทางใดทางหนึ่ง พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบและนำมาแสดงไว้ใน ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (ปฐมเทศนา) โดยทรงชี้ให้เห็นถึงที่สุด ๒ อย่าง(อติ ๒) ที่บรรพชิต(ผู้มุ่งหาทางหลุดพ้น)ไม่ควรข้องแวะ คือ
1) กามสุขัลลิกานุโยค (การหมกมุ่นในกามสุข): คือ การปล่อยตัวปล่อยใจให้เพลิดเพลินไปกับความสุขทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕ (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) เป็นทางของชาวโลกที่นำไปสู่ความมัวเมา ความยึดติด และความทุกข์ในที่สุด พระองค์ตรัสว่าเป็นธรรมอันเลว(หีโน) เป็นของชาวบ้าน(คัมโม) เป็นของปุถุชน (โปถุชฺชนิโก) ไม่ใช่ของพระอริยะ(อนริโย) และไม่ประกอบด้วยประโยชน์ (อนตฺถสญฺหิโต)
2) อัตตกิลมถานุโยค (การทรมานตนให้ลำบาก): คือ การบำเพ็ญตบะด้วยวิธีการต่างๆ ที่ทำให้ร่างกายต้องเจ็บปวดและลำบากอย่างแสนสาหัส เช่น การอดอาหาร การกลั้นลมหายใจ การนอนบนหนาม โดยเชื่อว่าจะชำระกิเลสได้ พระพุทธเจ้าเองก็เคยทรงทดลองมาแล้วถึง ๖ ปี จนพระวรกายซูบผอม แต่ก็ทรงพบว่า เป็นเพียงการสร้างทุกข์ให้แก่ตนเอง(ทุกฺโข) ไม่ใช่ทางของพระอริยะ (อนริโย) และไม่ประกอบด้วยประโยชน์(อนตฺถสญฺหิโต)
เมื่อทรงละทิ้งหนทางที่สุดโต่งทั้งสองนี้แล้ว พระองค์จึงได้ค้นพบ "ทางสายกลาง" ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติที่พอดี ไม่ตึงเกินไป(ทรมานตน) และไม่หย่อนเกินไป(มัวเมาในสุข) เป็นหนทางที่ทำให้เกิดปัญญาจักษุ(ดวงตาเห็นธรรม) เกิดญาณ(ความรู้) เพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง และเพื่อความหลุดพ้น คือ ‘นิพพาน’
๒. องค์ประกอบของมัชฌิมาปฏิปทา: อริยมรรคมีองค์ ๘
ทางสายกลางที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบนั้น มีองค์ประกอบที่เป็นรูปธรรมในการปฏิบัติ ๘ ประการ เรียกว่า "อริยมรรคมีองค์ ๘" (Ariya Aṭṭhaṅgika Magga) ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นทางเดียวที่ประกอบด้วย ๘ ช่องทางที่ต้องดำเนินไปพร้อมๆ กัน เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน องค์ประกอบทั้ง ๘ นี้ สามารถจัดกลุ่มได้เป็น ๓ หมวดใหญ่ ที่เรียกว่า "ไตรสิกขา" คือ ศีล สมาธิ และปัญญา
หมวดปัญญา (Paññā) - ความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นเหมือนแผนที่และเข็มทิศ ที่ชี้ทางให้ถูกต้องก่อนออกเดินทาง
1. สัมมาทิฏฐิ (Right View) - ความเห็นชอบ: คือความเข้าใจที่ถูกต้องตามความเป็นจริง เป็นรากฐานของมรรคทั้งหมด
หลักการ: เข้าใจใน อริยสัจ ๔ ได้แก่
1) ทุกข์: รู้ว่าอะไรคือทุกข์ (การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความโศกเศร้า ความพลัดพราก ฯลฯ)
2) สมุทัย: รู้ว่าอะไรคือเหตุแห่งทุกข์ (ตัณหา คือความทะยานอยาก)
3) นิโรธ: รู้ว่าอะไรคือความดับทุกข์ (การดับตัณหา คือนิพพาน)
4) มรรค: รู้ว่าอะไรคือหนทางไปสู่ความดับทุกข์ (อริยมรรคมีองค์ ๘ นี่เอง)
วิธีปฏิบัติ: ศึกษาพระธรรม ฟังธรรม สนทนาธรรมกับผู้รู้ และพิจารณาไตร่ตรองด้วยปัญญาของตนเอง เพื่อให้เกิดความเห็นที่ถูกต้องว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัย มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)
2. สัมมาสังกัปปะ (Right Intention) - ความดำริชอบ: คือความคิดหรือเจตนาที่ถูกต้อง งดงาม และไม่เบียดเบียน
หลักการ: ดำริใน ๓ เรื่อง
1) เนกขัมมสังกัปปะ: ดำริที่จะออกจากกาม ความพยาบาท และการเบียดเบียน (คิดที่จะสละ ปล่อยวาง)
2) อพยาบาทสังกัปปะ: ดำริในความไม่พยาบาท (คิดด้วยความเมตตา)
3) อวิหิงสาสังกัปปะ: ดำริในความไม่เบียดเบียน (คิดด้วยความกรุณา)
วิธีปฏิบัติ: หมั่นตรวจสอบความคิดของตนเอง เมื่อมีความคิดอกุศลเกิดขึ้น เช่น ความโลภ ความโกรธ ความคิดเบียดเบียน ก็ให้รู้ทันและพยายามเปลี่ยนเป็นความคิดฝ่ายกุศล
หมวดศีล (Sīla) - การกระทำและการพูดที่ถูกต้อง เป็นเหมือนยานพาหนะและเชื้อเพลิง ที่พร้อมสำหรับการเดินทาง
1. สัมมาวาจา (Right Speech) - วาจาชอบ: คือการพูดจาที่สุจริต ไม่สร้างโทษให้ตนเองและผู้อื่น
หลักการ: เว้นจากวจีทุจริต ๔ อย่าง
1) เว้นจากการพูดเท็จ (มุสาวาทา)
2) เว้นจากการพูดส่อเสียด ยุยงให้คนแตกแยก (ปิสุณาย วาจาย)
3) เว้นจากการพูดคำหยาบ (ผรุสาย วาจาย)
4) เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ไร้สาระ (สัมผัปปลาปา)
วิธีปฏิบัติ: มีสติก่อนพูด พูดแต่คำจริง มีประโยชน์ ถูกกาลเทศะ พูดด้วยความอ่อนโยนและเมตตา
2. สัมมากัมมันตะ (Right Action) - การกระทำชอบ: คือการกระทำทางกายที่สุจริต
หลักการ: เว้นจากกายทุจริต ๓ อย่าง
1) เว้นจากการฆ่าสัตว์ เบียดเบียนสิ่งมีชีวิต (ปาณาติปาตา)
2) เว้นจากการลักทรัพย์ (อทินนาทานา)
3) เว้นจากการประพฤติผิดในกาม (กาเมสุมิจฉาจารา)
วิธีปฏิบัติ: สำรวมการกระทำทางกาย รักษาศีล ๕ เป็นพื้นฐาน ดำเนินชีวิตโดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น
3. สัมมาอาชีวะ (Right Livelihood) - การเลี้ยงชีพชอบ: คือการประกอบอาชีพที่สุจริต ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
หลักการ: เว้นจากอาชีพที่ผิดศีลธรรม เช่น ค้าขายอาวุธ ค้ามนุษย์ ค้าสัตว์เพื่อนำไปฆ่า ค้าสุราและยาเสพติด ค้ายาพิษ
วิธีปฏิบัติ: เลือกประกอบอาชีพที่สุจริต ได้ทรัพย์สินมาด้วยความซื่อสัตย์และชอบธรรม
หมวดสมาธิ (Samādhi) - ความเพียรและการฝึกฝนจิตใจ เป็นเหมือนผู้ขับขี่ที่มีสติและทักษะ สามารถควบคุมยานพาหนะให้ไปถึงจุดหมายได้
1. สัมมาวายามะ (Right Effort) - ความเพียรชอบ: คือความพากเพียรพยายามในทางที่ถูกต้อง มี ๔ ประการ (ปธาน ๔)
1) สังวรปธาน: เพียรระวัง ป้องกันบาปอกุศลใหม่ๆ ไม่ให้เกิดขึ้น
2) ปหานปธาน: เพียร ละ บาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไป
3) ภาวนาปธาน: เพียร สร้าง กุศลธรรมใหม่ๆ ที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น
4) อนุรักขนาปธาน: เพียร รักษา กุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้คงอยู่และเจริญงอกงาม
วิธีปฏิบัติ: มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ ไม่ท้อถอย
2. สัมมาสติ (Right Mindfulness) - ความระลึกชอบ: คือความมีสติระลึกรู้อยู่กับปัจจุบันขณะในกาย เวทนา จิต และธรรม
หลักการ: การเจริญ สติปัฏฐาน ๔
1) กายานุปัสสนา: มีสติรู้ทันกาย (เช่น รู้ลมหายใจเข้าออก รู้ในอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน)
2) เวทนานุปัสสนา: มีสติรู้ทันความรู้สึก (สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ) ที่เกิดขึ้น
3) ภพจิตตานุปัสสนา: มีสติรู้ทันสภาวะของจิต (จิตมีราคะ จิตมีโทสะ จิตฟุ้งซ่าน หรือจิตสงบ)
4) ธัมมานุปัสสนา: มีสติรู้ทันสภาวะธรรมต่างๆ ที่ปรากฏในใจ (เช่น นิวรณ์ ๕, ขันธ์ ๕)
วิธีปฏิบัติ: ฝึกเจริญสติในชีวิตประจำวัน หรือฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างเป็นรูปแบบ
3. สัมมาสมาธิ (Right Concentration) - ความตั้งใจมั่นชอบ: คือการมีจิตใจที่ตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียว (เอกัคคตา) มีความสงบและแน่วแน่
หลักการ: การทำจิตให้สงบตั้งมั่นจนเข้าถึงระดับ ฌานสมาบัติ ตั้งแต่ปฐมฌาน (ฌานที่ ๑) ไปจนถึงจตุตถฌาน (ฌานที่ ๔)
วิธีปฏิบัติ: ฝึกสมถกรรมฐาน เช่น อานาปานสติ (กำหนดลมหายใจ) หรือกสิณ เพื่อให้จิตสงบจากนิวรณ์ และมีกำลังพอที่จะใช้ในการพิจารณาธรรม (วิปัสสนา) ต่อไป
๓. สรุป: การเดินทางบนทางสายกลางสู่ความหลุดพ้น
มัชฌิมาปฏิปทา หรือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ไม่ใช่การปฏิบัติเป็นข้อๆ เรียงลำดับจาก ๑ ถึง ๘ แต่เป็นการปฏิบัติที่ต้องทำไปพร้อมๆ กัน เกื้อหนุนกันเป็นวงจร
1) ศีล เป็นพื้นฐานที่ทำให้การกระทำและคำพูดปกติสุข ไม่สร้างความเดือดร้อนใจ ทำให้ง่ายต่อการฝึก สมาธิ
2) เมื่อมี สมาธิ จิตจะสงบ มีกำลัง และตั้งมั่น เหมาะแก่การเจริญ ปัญญา
3) เมื่อมี ปัญญา เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง(สัมมาทิฏฐิ) ก็จะยิ่งทำให้การรักษา ศีล และการฝึก สมาธิ เป็นไปอย่างถูกต้องและมั่นคงยิ่งขึ้น
การเดินทางบนทางสายกลางนี้ จะนำผู้ปฏิบัติไปสู่การรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรม ชำระล้างกิเลส(โลภ โกรธ หลง) ออกจากจิตใจ และบรรลุเป้าหมายสูงสุดคือ ความหลุดพ้น (วิมุตติ) หรือ นิพพาน ซึ่งเป็นสภาวะที่สิ้นสุดแห่งทุกข์โดยสิ้นเชิง.
แนวคิด
พุทธศาสนา
พัฒนาตัวเอง
บันทึก
2
2
3
2
2
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย