Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Rimping Supermarket
•
ติดตาม
6 ก.ย. 2025 เวลา 03:00 • อาหาร
Rimping Supermarket NimCity Branch
ทำความรู้จัก “Malay Apple” หรือ “ชมพู่ม่าเหมี่ยว” ผลไม้โบราณแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“Malay Apple” หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ “ชมพู่ม่าเหมี่ยว” หรือ “ชมพู่แดง” เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ชมพู่ยอดนิยมในประเทศไทยและประเทศเขตร้อนอื่นๆ มีถิ่นกำเนิดในแถบเกาะชวาและเกาะสุมาตรา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประกอบด้วยประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย และภาคใต้ของประเทศไทย
.
มีเอกลักษณ์ที่รสชาติเปรี้ยวอมหวาน ผลที่สุกมีสีแดงเข้ม มีกลิ่นหอมคล้ายกุหลาบ เนื้อนุ่มฉ่ำน้ำ และมีเมล็ดขนาดใหญ่ นอกจากนี้ แม้ผลชมพู่ม่าเหมี่ยวในประเทศไทยจะมีลักษณะกลมรีคล้ายไข่ แต่ในบางประเทศก็ยังพบรูปทรงยาวหรือทรงระฆังอีกด้วย
.
ชื่ออย่างเป็นทางการของชมพู่ม่าเหมี่ยวคือ “Syzygium malaccense” (ไซซีเจียม มาแลคเซนส์) ผลไม้ชนิดนี้มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษมากมาย เช่น Rose Apple (เนื่องจากมีกลิ่นหอมคล้ายกุหลาบและผลมีสีแดง), Mountain Apple, หรือ Otaheite apple (แอปเปิลจาก Tahiti) แต่ชื่อที่นิยมเรียกมากที่สุดคือ “Malay rose apple” หรือเรียกสั้นๆว่า “Malay apple” ซึ่งหมายถึง แอปเปิลจากมาเลเซียนั่นเอง ในขณะที่ชาวมาเลเซียเองจะเรียกชมพูม่าเหมี่ยวว่า “Jambu bol” ที่หมายถึง ฝรั่งสีแดง
.
ชื่อเรียกของชมพู่ม่าเหมี่ยวในภาษาไทย ไม่ได้มีการบันทึกไว้อย่างแน่ชัดว่ามีความหมายอย่างไร คำว่า “ม่าเหมี่ยว” ในภาษาไทย หมายถึงด้วงปีกแข็งชนิดหนึ่งที่มีลำตัวสีน้ำตาลเกือบดำ ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับชมพู่ม่าเหมี่ยวแต่อย่างใด จึงอาจคาดการณ์ได้ว่า ชื่อนี้อาจมีอิทธิพลมาจากภาษาต่างประเทศ โดยชื่อเรียกที่ใกล้เคียงที่สุด เป็นชื่อเรียกในภาษาจีน “马六甲蒲桃” (Mǎliùjiǎpútáo) ซึ่งอ่านว่า หม่าหลิวเจี่ยปู้เท่า นั่นเอง
.
ชมพูม่าเหมี่ยวเป็นพืชที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ และเริ่มมีการกระจายสายพันธุ์ไปยังเอเชียใต้ และประเทศในมหาสมุทรแปซิฟิก จากการที่ชาว Lapita มนุษย์จากยุค 1500-600 ปีก่อนคริสตกาล และเป็นบรรพบุรุษของชาว Polynesian ได้มีการเดินเรือเพื่อบุกเบิกดินแดนใหม่ ๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และได้นำพืชพรรณหลากหลายชนิด รวมถึงชมพู่ม่าเหมี่ยว ไปเพาะปลูก
.
ชมพู่ม่าเหมี่ยว คาดว่าเริ่มเข้าสู่เขตร้อนชื้นและหมู่เกาะ West Indies ของอเมริกาใต้ ในปีค.ศ. 1793 จากการที่ William Bligh กับตันเรือ Providence แห่ง British ได้รับมอบหมายให้จัดหาพืชพรรณชนิดใหม่ ๆ จากหมู่เกาะแปซิฟิก เพื่อนำมาให้ทาสของอังกฤษซึ่งอยู่ใน Jamaica และ Brazil ได้บริโภคอาหารราคาถูกที่มีสารอาหารครบถ้วน ในการเดินทางครั้งนี้ เป้าหมายหลักของเขาคือต้นสาเก จากเกาะ Tahiti ซึ่ง ณ ที่แห่งนี้ เขาได้พบกับพืชพรรณชนิดอื่นอีกมากมาย รวมไปถึงชมพู่ม่าเหมี่ยวด้วย
.
ชมพู่ม่าเหมี่ยวสามารถเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีความชื้น ตั้งแต่ป่าเขตร้อนไปจนถึงป่าฝน ทั้งในบริเวณเชิงเขาและภูเขาระดับต่ำ และยังมีการเพาะปลูกเป็นพืชสวนครัว เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่มีลำต้นแข็งแรงและมีใบแน่นหนา จึงนิยมปลูกเป็น ต้นไม้กันลมอีกด้วย
.
นอกจากในประเทศต้นทางแล้ว ปัจจุบันยังสามารถพบตามธรรมชาติได้ในประเทศร้อนชื้น เช่น โบลิเวีย, โคลอมเบีย, เอกวาดอร์, หมู่เกาะกาลาปากอส และฮาวาย เป็นต้น ชมพู่ม่าเหมี่ยวมักเติบโตใกล้แหล่งน้ำน้ำ เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่มีความต้องการน้ำเป็นอย่างมาก และก็ยังสามารถเติบโตได้ในที่ที่ยากลำบาก เช่น บริเวณใกล้บ้านเรือน
.
ในประเทศไทย ชมพู่ม่าเหมี่ยวจัดเป็นผลไม้ตามฤดูกาล ออกผลเฉพาะในเดือนธันวาคมจนถึงเดือนเมษายน จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นจังหวัดแรกที่เริ่มมีการเพาะปลูกในรูปแบบเกษตรกรรม และกลายเป็นผลไม้หลักของจังหวัด รองจากส้มโอและลิ้นจี่ ปัจจุบันชมพู่ม่าเหมี่ยวสามารถปลูกได้ในทุกภาคของประเทศไทย และมีความนิยมปลูกไว้ตามบ้านเรือน ทั้งเพื่อการบริโภค ให้ร่มเงา และยังเป็นไม้มงคลอีกด้วย
.
ผลของชมพู่ม่าเหมี่ยวนอกจากจะนิยมรับประทานสด ๆ แล้ว ยังสามารถนำไปทำเป็นแยมหรือไวน์ได้ ผลที่ห่ามจะมีรสชาติที่เปรี้ยว สามารถเอาไปทำเป็นอาหารประเภทแกง เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยวิตามินซีและเอ มีแคลเซียมและฟอสฟอรัส บำรุงกระดูกและฟัน และยังมีสาร แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ที่พบในผลไม้สีแดง ซึ่งช่วยกำจัดสารก่อมะเร็ง ขยายเส้นเลือด และยังช่วยลดโอกาสเกิดของโรคหัวใจและอัมพาต
.
ชมพู่ม่าเหมี่ยวยังมีส่วนประกอบอื่นที่สามารถรับประทานได้ เกสรของชมพู่ม่าเหมี่ยว ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นฝอยสีแดงอมม่วง มีรสชาติเปรี้ยวอมฝาด นิยมนำมาทำอาหารประเภทยำ ยอดอ่อนของชมพู่ม่าเหมี่ยวก็สามารถนำมารับประทานเป็นผักสดเคียงกับเมนูอาหารต่าง ๆ รากของชมพู่ม่าเหมี่ยวก็สามารถนำมาใช้เป็นสมุนไพรได้ ใช้ในการลดไข้ รักษาโรคบิด กระตุ้นการขับถ่ายปัสสาวะ และยังใช้รักษาผื่นคันตามผิวหนังได้
.
ดอกของชมพูม่าเหมี่ยวก็เป็นดอกไม้ที่มีความสวยงามและมีกลิ่นหอม ดอกมีลักษณะเป็นพู่แน่นหนา สีชมพูเข้มถึงแดงสด และมักออกเป็นช่อบริเวณลำต้นหรือกิ่งที่ไม่มีใบ โดยแต่ละช่อประกอบด้วยดอก 2 ถึง 8 ดอก เกสรจำนวนมากจะยื่นยาวออกมาจากกลีบดอก ความสวยงามของดอกทำให้ต้นชมพู่ม่าเหมี่ยวถูกปลูกเพื่อความสวยงาม และมีการนำดอกไม้ไปใช้ตกแต่งในโอกาสต่างๆอีกด้วย
สามารถเลือกซื้อผลไม้สดใหม่หลากหลายชนิดได้ที่ริมปิงทุกสาขานะคะ
อาหาร
ความรู้
ประวัติศาสตร์
บันทึก
4
1
4
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย