Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Prashya Global
•
ติดตาม
10 ก.ย. 2025 เวลา 06:13 • การเมือง
เจาะลึกสมรภูมิชายแดน: 5 ความจริงเบื้องหลังความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่คุณอาจไม่เคยรู้
ความจริงเบื้องหลังความขัดแย้งไทย-กัมพูชา
Prashya Global
บทความนี้จะพาไปเจาะลึก 5 ประเด็นสำคัญที่จะทำให้คุณมองความขัดแย้งไทย-กัมพูชาในมุมมองใหม่ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม ตั้งแต่กลยุทธ์การบิดเบือนข้อมูลเพื่อชิงความชอบธรรม ไปจนถึงผลประโยชน์มหาศาลที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนทะเล ซึ่งอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติในอนาคต
1. นี่คือ 'สงครามข่าวสาร' ที่สู้กันด้วยฉากจัดตั้งและเฟคนิวส์
ความขัดแย้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การใช้กำลังทหารในสนามรบ แต่ยังขยายขอบเขตมาสู่ "สงครามข้อมูลข่าวสาร" (Information War) ที่ทั้งสองฝ่ายต่างพยายามสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเองและโจมตีความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้ามในเวทีโลก โดยมีการใช้สื่อและข้อมูลเป็นเครื่องมืออย่างเป็นรูปธรรมหลายครั้ง
หนึ่งในกรณีที่ชัดเจนที่สุดคือเหตุการณ์ที่ฝ่ายกัมพูชานำสื่อต่างชาติลงพื้นที่เพื่อกล่าวหาว่าไทยรุกล้ำดินแดน แต่สถานการณ์กลับพลิกผันเมื่อนักข่าวต่างชาติชี้ไปที่หลักเขตแดนเก่าแก่ที่สลักคำว่า "สยาม" ไว้อย่างชัดเจน ทำให้เจ้าหน้าที่กัมพูชาที่นำทางถึงกับอ้ำอึ้งและตอบได้เพียงว่า "I don't know" ซึ่งภาพดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไปในวงกว้าง สร้างความกังขาต่อคำกล่าวอ้างของฝ่ายกัมพูชา
นอกจากการเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริง ยังมีการใช้ฉากจัดตั้งเพื่อสร้างภาพความน่าสงสาร โดยมีการเปิดเผยภาพจากกล้องวงจรปิดที่ชี้ให้เห็นการจัดฉากให้ชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กและคนชรา มานั่งร้องไห้ประท้วงต่อว่าทางการไทยบริเวณจุดผ่านแดน เบื้องหลังภาพนั้นปรากฏชายคนหนึ่งที่ถือกระดาษคล้าย "บท" คอยกำกับการแสดงอยู่ ทำให้ความน่าเชื่อถือของการประท้วงลดลงทันที
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการใช้ข่าวปลอมหรือเฟคนิวส์อย่างโจ่งแจ้ง เช่น กรณีที่สื่อกัมพูชาเผยแพร่คลิปวิดีโอโดยอ้างว่าเป็นทูตต่างชาติกำลังโยนยางรถยนต์ใส่เจ้าหน้าที่เพื่อประท้วงการกระทำของทางการไทย แต่ในเวลาต่อมา ความจริงก็ถูกเปิดเผยว่าคลิปดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ประท้วงเรื่องถนนชำรุดที่เกิดขึ้นในประเทศสเปน และไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งไทย-กัมพูชาแต่อย่างใด
ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า สมรภูมิในยุคปัจจุบันไม่ได้ต่อสู้กันด้วยปืนใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการสร้างเรื่องเล่า (Narrative) และการใช้ข้อมูลบิดเบือนเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์และความชอบธรรมในสายตาประชาคมโลกโดยตรง
2. เส้นเลือดเศรษฐกิจ 'วันละ 500 ล้านบาท' กำลังถูกบีบ
นอกเหนือจากสงครามข่าวสารที่ดุเดือด ผลกระทบที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้มากที่สุดคือบาดแผลทางเศรษฐกิจ การค้าชายแดนไทย-กัมพูชาซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงผู้คนจำนวนมาก กำลังถูกบีบให้หยุดชะงัก
ข้อมูลระบุว่า การค้าชายแดนมีสัดส่วนสูงถึง 48% ของมูลค่าการค้ารวมระหว่างสองประเทศ โดยข้อมูลจากช่วงเวลา 6 เดือนชี้ให้เห็นว่าไทยมีการส่งออกสินค้าผ่านชายแดนไปยังกัมพูชาเป็นมูลค่าสูงถึง 108.4 พันล้านบาท แต่เมื่อความขัดแย้งทวีความรุนแรงจนนำไปสู่การปิดด่าน มีการประเมินว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนอาจพุ่งสูงถึง 500 ล้านบาทต่อวัน แต่เดิมพันทางเศรษฐกิจอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่การค้าชายแดน เพราะยังมีผลประโยชน์ด้านทรัพยากรที่ใหญ่กว่านั้นรออยู่เบื้องหลังความขัดแย้งนี้
บริษัทที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนที่สุดคือ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป (CBG) ซึ่งมีรายได้จากการจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลังในกัมพูชาคิดเป็นสัดส่วนถึง 21% ของยอดขายรวมทั้งหมด นักวิเคราะห์ประเมินว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทได้ถึง 340 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่เปราะบางที่สุดคือ ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) บริเวณชายแดน ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า ร้านอาหาร หรือผู้ให้บริการขนส่งขนาดเล็ก ธุรกิจของพวกเขาต้องหยุดชะงักลงทันทีเมื่อด่านถูกปิด ขาดทั้งลูกค้าและรายได้ ความขัดแย้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของทหาร แต่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ถึงปากท้องของคนจำนวนมาก ตั้งแต่บริษัทใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ไปจนถึงร้านค้าเล็กๆ ตามแนวชายแดน
3. 'เกมสองหน้า' ของไทย: ได้เปรียบในสนามรบ แต่สะดุดในเกมการเมือง
เมื่อวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้าน จะพบภาพที่ซับซ้อน นั่นคือแม้ไทยจะมีความได้เปรียบในหลายมิติ แต่กลับมีจุดอ่อนสำคัญอยู่ภายในประเทศ ทำให้ไม่สามารถใช้ความได้เปรียบนั้นได้อย่างเต็มศักยภาพ
ความได้เปรียบภายนอกของไทย:
ด้านการทหาร: ไทยสามารถครองจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญตามแนวชายแดนได้
ด้านข้อเท็จจริงและศีลธรรม: ข้อเท็จจริงส่วนใหญ่อยู่ฝั่งไทย ขณะที่ภาพลักษณ์ของกัมพูชาถูกตั้งคำถามในเวทีโลก โดยเฉพาะเรื่องการเพิกเฉยต่อปัญหาทุ่นระเบิดและอาชญากรรมข้ามชาติ
ด้านเศรษฐกิจ: กัมพูชาพึ่งพาการค้าชายแดนกับไทยอย่างมาก ทำให้ในระยะยาว ไทยมีอำนาจต่อรองที่เหนือกว่า
จุดอ่อนภายในที่ฉุดรั้ง:
การนำทางการเมือง: รัฐบาลถูกมองว่าอ่อนแรงในการบริหารจัดการวิกฤต และปล่อยให้ภาระในการสื่อสารและปฏิบัติการตกอยู่กับกองทัพเป็นหลัก จนเกิดสภาพคล้าย "รัฐบาลเงา" ที่กองทัพต้องขับเคลื่อนแทน
การสื่อสารที่ไม่เป็นเอกภาพ: ขาดศูนย์กลางในการสื่อสารและขยายผลข้อเท็จจริงที่เรามีอยู่ไปสู่เวทีโลกอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจแม้กระทั่งในหมู่ประชาชนชาวไทยด้วยกันเอง
การขาดเครือข่ายล็อบบี้ยิสต์: แตกต่างจากกัมพูชาที่ลงทุนใช้บริการล็อบบี้ยิสต์ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรป อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างเรื่องเล่าที่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายตน
จุดอ่อนเหล่านี้ไม่ได้แยกส่วนกัน แต่ทำงานเสริมแรงซึ่งกันและกัน การที่การเมืองอ่อนแรงนำไปสู่การสื่อสารที่ไม่เป็นเอกภาพ และการขาดเครือข่ายล็อบบี้ยิสต์ในต่างแดนก็ยิ่งทำให้ไทยไม่สามารถใช้ข้อเท็จจริงที่เหนือกว่าให้เป็นประโยชน์สูงสุดได้ การขาดศูนย์กลางในการสื่อสารนี้เองที่เปิดช่องให้สงครามข่าวสารที่กล่าวถึงในตอนต้นสามารถสร้างความสับสนและบั่นทอนความน่าเชื่อถือของฝ่ายไทยได้ แม้ว่าเราจะกุมความจริงไว้ในมือก็ตาม
4. รัฐบาลใหม่และความหวังใหม่? แต่มาพร้อมจุดยืนที่แข็งกร้าวกว่าเดิม
การเข้ามาของรัฐบาลชุดใหม่ได้สร้างบรรยากาศเชิงบวกและความคาดหวังว่าสถานการณ์ชายแดนจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยมีสัญญาณจากการที่นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ได้ทำหนังสือแสดงความยินดีต่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย ซึ่งถูกมองว่าเป็นการเปิดช่องทางการทูตครั้งใหม่
แต่ท่ามกลางความหวังนั้น รัฐบาลใหม่กลับส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวกว่าเดิมในประเด็นที่สำคัญและซับซ้อนอย่าง "พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (OCA)" ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรพลังงานมูลค่ามหาศาล
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตซีอีโอ ปตท. ซึ่งมีชื่อถูกคาดการณ์ว่าจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ประกาศจุดยืนที่ชัดเจนว่า รัฐบาลจะไม่มีการเจรจาเรื่องการบริหารจัดการผลประโยชน์ด้านพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล จนกว่าปัญหาเรื่องเขตแดนทางบกจะได้รับการแก้ไขให้ยุติเสียก่อน ท่าทีดังกล่าวถือเป็นการปิดประตูแนวคิด "แบ่งปันผลประโยชน์ 50:50" ที่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาในอดีตอย่างสิ้นเชิง และเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลใหม่จะผูกโยงประเด็นความมั่นคงทางบกเข้ากับผลประโยชน์มหาศาลทางทะเลอย่างแยกไม่ออก
"ปัจจุบันสถานการณ์เรื่องการแบ่งเขตแดน ดินแดนของไทยและกัมพูชายังไม่จบ ดังนั้นเรื่องการบริหารจัดการพลังงานจะไม่มีการเจรจาพูดคุยหรือดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น เรื่องความมั่นคงของชาติ อธิปไตยของชาติ และดินแดนของชาติ เป็นสิ่งสำคัญสูงสุดเหนือสิ่งอื่นใด"
บทสรุป
ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา มีความซับซ้อนและหลายมิติมากกว่าภาพข่าวการปะทะที่เราเห็น มันคือสมรภูมิที่ประกอบด้วยสงครามข้อมูลข่าวสาร การเดิมพันทางเศรษฐกิจ และเกมการเมืองระหว่างประเทศที่ต่างฝ่ายต่างต้องรักษาผลประโยชน์ของตนเอง
เมื่อรัฐบาลใหม่ของทั้งสองประเทศต่างมีจุดยืนที่ต้องรักษาและแรงกดดันที่ต้องเผชิญ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ใครจะชนะในสนามรบ แต่คือใครจะสามารถเดินเกมระยะยาวบนกระดานแห่งการทูตและเศรษฐกิจได้ดีกว่ากัน โดยมีผลประโยชน์มหาศาลในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลเป็นเดิมพันสุดท้าย ซึ่งคำตอบของคำถามนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางความสัมพันธ์และเสถียรภาพของภูมิภาคในอนาคตต่อไป
ต่างประเทศ
ประวัติศาสตร์
การเมือง
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย