17 ก.พ. เวลา 03:05 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ความสัมพันธ์ของหุ้นและตราสารหนี้ : กรณีศึกษาจาก China Evergrande

ในการระดมทุนเพื่อดำเนินกิจการของบริษัทนั้น ทุกบริษัทดำเนินธุรกิจบนสมการพื้นฐานทางการเงินที่ว่า
สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น
ซึ่งหมายความว่าสินทรัพย์ทั้งหมดที่บริษัทใช้ในการสร้างรายได้ มาจากเงินสองทางหลักคือ การกู้ยืม (หนี้สิน) และ การลงทุนของผู้ถือหุ้น (ส่วนของผู้ถือหุ้น)
การกู้ยืมอาจอยู่ในรูปของเงินกู้จากธนาคารหรือการออกตราสารหนี้(หุ้นกู้) ซึ่งบริษัทต้องจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้นตามกำหนด จุดแข็งคือได้เงินก้อนโดยไม่ทำให้สิทธิการบริหารลดลง แต่ความเสี่ยงคือภาระดอกเบี้ยคงที่ หากรายได้ไม่เพียงพอก็อาจเกิดการผิดนัดชำระหนี้ได้
ส่วนการระดมทุนผ่าน ตลาดหลักทรัพย์ เช่น IPO หรือเพิ่มทุน แม้จะไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย แต่ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมลดลงและต้นทุนทุนของหุ้นก็มักจะสูงกว่าหนี้ เพราะนักลงทุนที่ถือหุ้นต้องการผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่มากกว่าเจ้าหนี้
#ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้เกี่ยวข้องกันมากกว่าที่คิด
แม้หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้นจะเป็นเส้นทางระดมทุนที่ต่างกัน แต่ในทางปฏิบัติทั้งสองเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง หากบริษัทมีปัญหากับหนี้ เช่นผิดนัดชำระดอกเบี้ยในหุ้นกู้ นักลงทุนในตลาดหุ้นจะสะท้อนความกังวลทันที ราคาหุ้นจึงมักร่วงลงอย่างรุนแรง เพราะในลำดับการได้รับชำระเงิน เจ้าหนี้ย่อมมาก่อนผู้ถือหุ้นเสมอ กล่าวอีกอย่างคือ หากบริษัทไม่สามารถจ่ายหนี้ให้เจ้าหนี้ได้ โอกาสที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับเงินส่วนที่เหลืออยู่นั้นก็แทบไม่มี
อีกสิ่งหนึ่งที่ควรทำความเข้าใจนั้นคือ บทบาทของธนาคารกลางและอัตราดอกเบี้ย เมื่อดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ บริษัทสามารถออกหุ้นกู้ด้วยต้นทุนที่ถูกและหมุนหนี้ (roll-over) ได้อย่างต่อเนื่อง แต่หากธนาคารกลางปรับขึ้นดอกเบี้ย ต้นทุนของการออกหุ้นกู้รอบใหม่ก็จะสูงขึ้นทันที บริษัทที่เคยอาศัยการกู้ยืมต้นทุนต่ำมาขยายกิจการ จะเผชิญแรงกดดันรุนแรงเพราะต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงกว่าเดิม การ roll-over หนี้ที่เคยทำได้ง่าย กลับกลายเป็นภาระหนักที่บั่นทอนกำไรและทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง
#บทเรียนจาก China Evergrand
กรณีศึกษาที่เห็นชัดคือ China Evergrande บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของจีนซึ่งเติบโตมาด้วยการกู้ยืมอย่างมหาศาล Evergrande ออกหุ้นกู้จำนวนมากทั้งในและต่างประเทศเพื่อใช้พัฒนาโครงการ อสังหาฯ ขนาดใหญ่ แต่เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว ยอดขายลดลง และเงินสดเริ่มขาดมือ ผนวกกับดอกเบี้ยในตลาดโลกอยู่ในทิศทางขาขึ้น Evergrande จึงไม่สามารถหมุนหนี้รอบใหม่ได้ด้วยต้นทุนที่พอรับไหว สุดท้ายจึงผิดนัดชำระหนี้ ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสั่นคลอนทันที
หุ้นของ Evergrande ในตลาดฮ่องกงร่วงลงกว่า 90% ภายในเวลาไม่นาน และถูกถอดออกจากตลาดในที่สุด กรณีนี้ตอกย้ำว่าหากหนี้สินไม่ถูกจัดการอย่างระมัดระวัง ปัญหาหุ้นกู้สามารถลุกลามไปสู่ตลาดหุ้นและทำให้ทั้งเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นต่างขาดทุนไปพร้อมกัน
บทเรียนจาก Evergrande จะเห็นชัดว่าการใช้หนี้มากเกินไปคือดาบสองคม ในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโต หนี้อาจช่วยเร่งการขยายตัวและเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นได้ แต่เมื่อรายได้ลดลงหรือดอกเบี้ยสูงขึ้นจนต้นทุนกู้ยืมพุ่งขึ้น บริษัทที่พึ่งพาหนี้มากเกินไปจะเผชิญแรงกดดันอย่างรุนแรง และอาจเข้าสู่วิกฤตได้ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้
สำหรับนักลงทุน สิ่งสำคัญคือการ ประเมินโครงสร้างเงินทุน (Capital Structure) ของบริษัทก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง ไม่ควรมองแค่กำไรหรือราคาหุ้น แต่ต้องดูด้วยว่าบริษัทมีหนี้สินมากน้อยเพียงใด และมีความสามารถสร้างกระแสเงินสดเพียงพอหรือไม่ หากพบว่าสัดส่วนหนี้ต่อทุนสูงเกินไป และรายได้ของบริษัทผันผวนง่าย นั่นก็คือสัญญาณเตือนที่ต้องระวัง
นอกจากนี้ สำหรับนักลงทุนในตราสารหนี้เองก็ไม่ควรคิดว่าปลอดภัยเสมอไป เพราะแม้จะมีสิทธิได้รับเงินก่อนผู้ถือหุ้น แต่หากบริษัทเข้าสู่ภาวะล้มละลายจริง ๆ มูลค่าที่ได้คืนก็อาจต่ำกว่าที่คาดมาก การลงทุนในหุ้นกู้จึงต้องเลือกบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแรง ไม่ใช่แค่ผลตอบแทนดอกเบี้ยสูงเพียงเท่านั้น
โฆษณา