30 ก.ย. 2025 เวลา 01:00 • ประวัติศาสตร์

🇪🇹 เอธิโอเปีย INTERWAR : จักรวรรดิที่ถูกกลืน

Ep.1 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1918 เอธิโอเปีย หรือที่รู้จักในนาม อะบิสซิเนีย เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง: เป็นจักรวรรดิคริสเตียนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,000 ปี แต่ก็เป็นประเทศที่ โดดเดี่ยว และ ล้าหลัง ที่สุดแห่งหนึ่งในแอฟริกา
👑 ราชบัลลังก์ที่อ่อนแอ
ในช่วงเวลานั้น เอธิโอเปียถูกปกครองโดย สมเด็จพระจักรพรรดินีเซาดิตู (Empress Zewditu) ซึ่งเป็นผู้ปกครองในนาม ในขณะที่อำนาจที่แท้จริงกลับกระจายอยู่ในมือของ ขุนนางศักดินา (Rases) ทั่วประเทศ แต่ละคนต่างมีกองทัพและอาณาเขตเป็นของตนเอง ทำให้รัฐบาลกลางในกรุงแอดดิสอาบาบา (Addis Ababa) อ่อนแอและไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ
ท่ามกลางความแตกแยกนี้ มีชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ก้าวขึ้นมาเป็น ผู้สำเร็จราชการ และเป็นผู้ที่ปรารถนาจะนำพาเอธิโอเปียเข้าสู่ยุคสมัยใหม่
💡 การผงาดของราส ตาฟารี
ราส ตาฟารี มาคอนเนน (Ras Tafari Makonnen) คือผู้ที่ต่อมาจะขึ้นเป็น จักรพรรดิไฮเล เซลาสซีที่ 1 เขาเป็นผู้นำที่แตกต่างจากผู้นำคนอื่น ๆ ในยุคสมัยเดียวกัน:
* วิสัยทัศน์ก้าวหน้า: ราส ตาฟารีมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความจำเป็นในการ ปฏิรูปประเทศ เพื่อให้เอธิโอเปียสามารถรอดพ้นจากการรุกรานของมหาอำนาจยุโรป เขาต้องการสร้างกองทัพที่ทันสมัย, สร้างระบบการศึกษาแบบตะวันตก, และรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง
* การต่อต้านจากภายใน: วิสัยทัศน์ของเขาทำให้เขาต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจาก ขุนนางหัวเก่า และ ศาสนจักร ซึ่งเกรงว่าการปฏิรูปจะทำลายอำนาจและอภิสิทธิ์ของพวกเขา
การขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการของราส ตาฟารี จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันกับเวลา: เขาต้องทำให้ประเทศเข้มแข็งและเป็นปึกแผ่น ก่อนที่ความแตกแยกภายในจะทำให้ประเทศต้องพังทลายลง หรือถูกยึดครองจากภายนอก
"เอธิโอเปียเริ่มต้นยุค Interwar ในฐานะชาติที่พยายามลืมตาดูโลกหลังจากการถูกโดดเดี่ยวมานานหลายศตวรรษ การต่อสู้ของราส ตาฟารีไม่ได้มีแค่การเมือง แต่คือการต่อสู้กับความเชื่อที่ฝังรากลึกของยุคเก่า และเขาต้องชนะการต่อสู้ครั้งนี้เพื่อให้ประเทศมีโอกาสอยู่รอดในศตวรรษที่ 20"
🇪🇹 Ep. 2: ราชบัลลังก์กับการปฏิวัติ: การต่อสู้ของราส ตาฟารี
ในฐานะ ผู้สำเร็จราชการ ราส ตาฟารีรู้ดีว่าเขาไม่สามารถสร้างประเทศให้แข็งแกร่งได้ หากอำนาจยังคงกระจายอยู่ในมือของ ขุนนางศักดินา (Rases) และ คริสตจักร ที่หัวเก่า การปกครองของเขาจึงเป็นเสมือน การปฏิวัติอย่างเงียบเชียบ เพื่อรวมอำนาจไว้ที่ราชบัลลังก์
⚔️ การช่วงชิงอำนาจจากเหล่าขุนนาง
ราส ตาฟารีใช้กลยุทธ์ที่เฉียบขาดเพื่อทำลายอำนาจของเหล่าขุนนางผู้ทรงอิทธิพล:
* การสร้างกองทัพใหม่: เขาเชื่อว่าอำนาจที่แท้จริงต้องมาจากกองทัพที่แข็งแกร่งและภักดีต่อรัฐบาลกลางเท่านั้น เขาจึงว่าจ้าง ที่ปรึกษาทางทหารจากต่างประเทศ (เช่น เบลเยียมและสวีเดน) เพื่อฝึกฝน กองทัพสมัยใหม่ ที่มีระเบียบวินัยและอาวุธที่ทันสมัย ซึ่งเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อกองทัพส่วนตัวของเหล่าขุนนาง
* การปฏิรูปกฎหมาย: เขายังออกกฎหมายเพื่อ รวมศูนย์อำนาจศาล และตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นมา ซึ่งเป็นการลดอำนาจของขุนนางในการปกครองพื้นที่ของตนเอง และทำให้อำนาจทั้งหมดขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง
💡 การปฏิรูปที่กล้าหาญ
นอกจากนี้ ราส ตาฟารียังเริ่มต้นการปฏิรูปที่มองการณ์ไกล ซึ่งแม้จะถูกต่อต้านอย่างหนัก แต่ก็เป็นการวางรากฐานสำหรับเอธิโอเปียสมัยใหม่
* การยกเลิกระบบทาส: เขามองว่าการมีระบบทาสในประเทศเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ประเทศถูกมองว่าล้าหลังในเวทีโลก เขาจึงออกกฎหมายเพื่อ ยกเลิกการค้าทาส อย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเป็นนโยบายที่กล้าหาญอย่างยิ่งในสังคมที่ระบบศักดินายังคงแข็งแกร่ง
* การสร้างโรงเรียน: ราส ตาฟารีให้ความสำคัญกับการศึกษา เขาได้ตั้งโรงเรียนแห่งแรก ๆ ที่สอนภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสขึ้นในกรุงแอดดิสอาบาบา เพื่อสร้าง ชนชั้นนำรุ่นใหม่ ที่มีความรู้ความสามารถและจะมาช่วยพัฒนาประเทศในอนาคต
"การต่อสู้ของราส ตาฟารีในช่วง Interwar คือการรณรงค์เพื่อเปลี่ยนอำนาจจากระบบที่เก่าแก่ที่สุดไปสู่ระบบที่ใหม่ที่สุด เขาต้องใช้ทั้งความฉลาดทางการเมืองและอำนาจทางการทหารในการเอาชนะศัตรูภายใน ซึ่งความสำเร็จในการต่อสู้ครั้งนี้ได้ทำให้เขาพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับศัตรูที่ใหญ่กว่าในเวทีโลก"
🇪🇹 Ep. 3: สู่เวทีโลก: การเข้าร่วมสันนิบาตชาติ (1923)
ในสายตาของ ราส ตาฟารี การทำสงครามกับมหาอำนาจตะวันตกนั้นไม่ใช่ทางออก เขาเลือกที่จะต่อสู้ด้วย การทูต และ กฎหมายระหว่างประเทศ โดยมีเป้าหมายคือการทำให้ เอธิโอเปีย ได้รับสถานะที่เท่าเทียมกับประเทศอื่น ๆ ในโลกด้วยการเข้าร่วม สันนิบาตชาติ (League of Nations)
🏛️ การต่อสู้เพื่อการยอมรับ
* คำขอที่เป็นปฏิวัติ: ในปี ค.ศ. 1923 ราส ตาฟารี ได้ส่งคำขอให้เอธิโอเปียเข้าร่วมเป็นสมาชิกสันนิบาตชาติ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศต้องการเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบโลกใหม่ การกระทำนี้ได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างมาก เนื่องจากเอธิโอเปียเป็นหนึ่งในประเทศเอกราชไม่กี่แห่งในแอฟริกา
* ข้อโต้แย้งจากยุโรป: คำขอของเอธิโอเปียถูกคัดค้านโดย อิตาลี และ สหราชอาณาจักร โดยพวกเขายกประเด็นเรื่อง ระบบทาส ที่ยังคงมีอยู่ในเอธิโอเปียมาเป็นข้ออ้างในการปฏิเสธการเป็นสมาชิก แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาไม่ต้องการให้เอธิโอเปียได้รับสถานะที่เท่าเทียม เพราะต้องการเข้าครอบงำประเทศนี้ในอนาคต
📜 ชัยชนะทางการทูต
ราส ตาฟารีได้ตอบโต้ข้อกล่าวหาของอังกฤษและอิตาลีอย่างชาญฉลาด โดยเขายอมรับถึงปัญหาการมีทาสในประเทศ และให้คำมั่นสัญญาว่าจะดำเนินการ ยกเลิกระบบทาสอย่างค่อยเป็นค่อยไป (ซึ่งเป็นนโยบายที่เขาได้เริ่มไว้แล้วใน Ep. 2) การให้คำมั่นสัญญานี้เพียงพอที่จะทำให้ประเทศส่วนใหญ่ในสันนิบาตชาติยอมรับ
* เอธิโอเปียได้เป็นสมาชิก: ในที่สุด ราส ตาฟารีก็ประสบความสำเร็จ เอธิโอเปียได้รับการอนุมัติให้เป็น สมาชิกสันนิบาตชาติ ในปี 1923 ซึ่งถือเป็น ชัยชนะทางการทูตครั้งใหญ่ที่สุด ที่ทำให้เอธิโอเปียได้สถานะเป็นประเทศเอกราชที่มีอธิปไตยสมบูรณ์ และมีเวทีสำหรับร้องเรียนเมื่อถูกคุกคาม
การเข้าร่วมสันนิบาตชาติทำให้ราส ตาฟารีมีเครื่องมือในการดำเนินนโยบายปฏิรูปภายใน และเป็นเวทีที่เขาจะใช้ในการต่อสู้กับ ลัทธิจักรวรรดินิยม ที่กำลังจะมาถึง แต่เขาก็ยังคงไม่เชื่อมั่นในเจตนาของมหาอำนาจยุโรปอย่างเต็มที่
"การเข้าร่วมสันนิบาตชาติของราส ตาฟารีเป็นเหมือนการซื้อ "กรมธรรม์" ที่จะประกันความปลอดภัยของประเทศจากมหาอำนาจภายนอก แต่เขาไม่รู้เลยว่ากรมธรรม์ที่เขาซื้อนั้นจะไม่มีค่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้จริง และผู้ขายกรมธรรม์บางรายก็เป็นผู้ที่ต้องการจะทำลายเขาเสียเอง"
🇪🇹 Ep.4 มรดกที่ถูกหักหลัง: การลงนามในสนธิสัญญาอิตาลี (1928)
หลังจากเข้าร่วมสันนิบาตชาติได้ไม่นาน ราส ตาฟารี ก็พยายามสร้างความมั่นคงในภูมิภาคด้วยการเจรจาทางการทูตกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อิตาลี ซึ่งเป็นเจ้าของอาณานิคมเอริเทรียและโซมาลิแลนด์ที่อยู่ติดกับเอธิโอเปีย
🤝 สนธิสัญญามิตรภาพที่แฝงด้วยเล่ห์
ในปี ค.ศ. 1928 เอธิโอเปียและอิตาลีได้ลงนามใน สนธิสัญญามิตรภาพและการระงับข้อพิพาท (Treaty of Friendship and Arbitration) ซึ่งมีข้อตกลงสำคัญดังนี้:
* สันติภาพ 20 ปี: ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะไม่ทำสงครามต่อกันเป็นเวลา 20 ปี และจะใช้กระบวนการทางอนุญาโตตุลาการในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นตามแนวชายแดน
* เส้นทางสู่ทะเล: สนธิสัญญายังให้อำนาจเอธิโอเปียในการใช้ท่าเรือแห่งหนึ่งของอิตาลีในเอริเทรียโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นความสำเร็จที่สำคัญของราส ตาฟารีในการหาทางออกสู่ทะเลให้กับประเทศที่ไม่มีชายฝั่ง
สนธิสัญญาฉบับนี้ดูเหมือนจะเป็น ชัยชนะทางการทูต ที่ตอกย้ำสถานะของเอธิโอเปียในฐานะชาติเอกราชที่สามารถเจรจากับมหาอำนาจได้อย่างเท่าเทียม
💔 การหักหลังของมหาอำนาจ
แต่ในขณะที่ราส ตาฟารีกำลังเฉลิมฉลองสนธิสัญญาฉบับนี้ เขากลับไม่รู้เลยว่า อิตาลี กำลังแอบทำข้อตกลงลับกับ สหราชอาณาจักร และ ฝรั่งเศส ซึ่งล้วนเป็นสมาชิกของสันนิบาตชาติเหมือนกัน
* ข้อตกลงลับเพื่อแบ่งแยกเอธิโอเปีย: มหาอำนาจยุโรปทั้งสามได้ตกลงกันอย่างลับ ๆ ในการ แบ่งแยกเอธิโอเปีย ออกเป็นเขตอิทธิพลทางเศรษฐกิจของตนเอง โดยเฉพาะการควบคุมการสร้างเส้นทางรถไฟที่สำคัญ
การกระทำนี้เป็น การทรยศ ที่สมบูรณ์ต่อสนธิสัญญาที่เพิ่งลงนามไปเพียงไม่กี่เดือน และเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า แม้แต่สมาชิกของสันนิบาตชาติก็ยังคงมี เจตนาทางจักรวรรดินิยม ที่ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งการกระทำที่ชั่วร้ายนี้จะกลายเป็นจุดอ่อนที่ถูกใช้ในการโจมตีเอธิโอเปียอย่างเปิดเผยในอนาคต
"สนธิสัญญามิตรภาพกับอิตาลีคือ กับดัก ที่ราส ตาฟารีเดินเข้าไปโดยไม่รู้ตัว มันแสดงให้เห็นว่าการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศที่เขายึดมั่นนั้นไม่สามารถเป็นเกราะป้องกันประเทศที่แท้จริงได้ เพราะมหาอำนาจไม่สนใจกฎเกณฑ์เหล่านั้นเลย การหักหลังที่เกิดขึ้นได้ทำให้ราส ตาฟารีตระหนักว่าเขาจะต้องพึ่งพาตนเองเท่านั้น และนั่นคือเวลาที่เขาจะประกาศการปฏิรูปที่กล้าหาญกว่าเดิมและพร้อมที่จะนำพาประเทศเข้าสู่สงคราม"
🇪🇹 Ep. 5: Haile Selassie: จักรพรรดิองค์ใหม่กับการปฏิรูปที่กล้าหาญ
ในวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1930 ราส ตาฟารี ได้รับการประกอบพิธีบรมราชาภิเษกอย่างยิ่งใหญ่ในฐานะ สมเด็จพระจักรพรรดิไฮเล เซลาสซีที่ 1 (Emperor Haile Selassie I) การขึ้นสู่ราชบัลลังก์ของพระองค์ไม่ได้เป็นเพียงการสืบทอดตำแหน่ง แต่เป็นการสถาปนาอำนาจสูงสุดที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ
📜 รัฐธรรมนูญฉบับแรกของชาติ
ในปี ค.ศ. 1931 สมเด็จพระจักรพรรดิไฮเล เซลาสซี ทรงประกาศใช้ รัฐธรรมนูญฉบับแรกของเอธิโอเปีย ซึ่งเป็นการกระทำที่กล้าหาญอย่างยิ่งในประเทศที่ปกครองด้วยระบบศักดินามายาวนาน:
* การสร้างรัฐสมัยใหม่: แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะยังคงอำนาจเบ็ดเสร็จไว้ที่องค์จักรพรรดิ แต่ก็เป็นการวางรากฐานทางกฎหมายสำหรับ รัฐสภาสองสภา และการจัดตั้ง ระบบราชการ ที่ทันสมัย
* สิทธิที่จำกัด: เป็นการให้ความหวังแก่ประชาชนถึงการมีส่วนร่วมในรัฐบาล แต่ในทางปฏิบัติ อำนาจยังคงถูกจำกัดไว้ที่ชนชั้นสูงและกลุ่มที่ภักดีต่อราชบัลลังก์
💡 การปฏิรูปเพื่ออนาคต
ภายใต้อำนาจที่เพิ่มขึ้น ไฮเล เซลาสซี ทรงเร่งเดินหน้าการปฏิรูปที่พระองค์ได้เริ่มต้นไว้ (Ep. 2) เพื่อต่อต้านแรงต่อต้านจากขุนนางหัวเก่า:
* การศึกษา: ทรงส่งเสริมการตั้งโรงเรียนสมัยใหม่และส่งนักเรียนไปศึกษาต่อยังต่างประเทศเพื่อสร้าง บุคลากรรุ่นใหม่ ที่มีความรู้ความสามารถกลับมาพัฒนาชาติ
* การทหาร: ทรงใช้เงินทุนในการสร้าง กองทัพสมัยใหม่ ที่มีอาวุธและยุทธวิธีที่ทันสมัยขึ้น เพื่อให้พร้อมสำหรับการป้องกันตนเองจากภัยคุกคามภายนอก
การปฏิรูปเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของ ไฮเล เซลาสซี ที่ต้องการนำพาเอธิโอเปียไปสู่การเป็นประเทศที่เข้มแข็งและทันสมัย และพระองค์ทรงเชื่อว่าการทำเช่นนี้จะช่วยให้ประเทศรอดพ้นจากภัยคุกคามของจักรวรรดินิยมได้
"การขึ้นเป็นจักรพรรดิของไฮเล เซลาสซีคือจุดสูงสุดของยุคปฏิรูปภายในของเอธิโอเปีย พระองค์ได้สร้างรัฐสมัยใหม่ขึ้นมาบนรากฐานที่แข็งแกร่งกว่าเดิม แต่ในขณะเดียวกัน ชายอีกคนหนึ่งในยุโรปที่ยึดติดกับความรุ่งโรจน์ของจักรวรรดิเก่าก็กำลังเฝ้ามองเอธิโอเปียอยู่ และกำลังวางแผนที่จะทำลายทุกสิ่งที่ไฮเล เซลาสซีได้สร้างขึ้นมา"
🇪🇹 Ep. 6: เงาจากโรม: เผด็จการมุสโสลินีกับความแค้นที่ฝังใจ
ในยุค Interwar อิตาลีถูกปกครองโดย เผด็จการเบนิโต มุสโสลินี (Benito Mussolini) ผู้นำของพรรคฟาสซิสต์ ผู้ซึ่งมีวิสัยทัศน์ที่จะฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของ จักรวรรดิโรมัน อีกครั้ง ความทะเยอทะยานของมุสโสลินีไม่ได้มีแค่ในยุโรป แต่มีเป้าหมายคือการสร้างอาณาจักรในแอฟริกา และเป้าหมายแรกคือ เอธิโอเปีย
🇮🇹 ความอัปยศที่อัดวา (Adwa)
แรงจูงใจที่สำคัญที่สุดของมุสโสลินีคือ การล้างแค้น ให้กับความพ่ายแพ้ทางประวัติศาสตร์ของอิตาลีใน ยุทธการอัดวา (Battle of Adwa) ในปี ค.ศ. 1896
* พ่ายแพ้ต่อเอธิโอเปีย: ในยุทธการนั้น กองทัพอิตาลีที่มาพร้อมอาวุธที่ทันสมัยกว่ากลับต้องพ่ายแพ้อย่างราบคาบต่อกองทัพของ จักรพรรดิเมเนลิกที่ 2 แห่งเอธิโอเปีย ความพ่ายแพ้ครั้งนี้เป็น ความอัปยศของชาติ ที่อิตาลีไม่เคยลืม และถูกมุสโสลินีใช้เป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อปลุกระดมประชาชนให้เชื่อในลัทธิฟาสซิสต์
* การฟื้นฟูเกียรติยศ: มุสโสลินีสัญญาว่าจะ ล้างแค้น ความพ่ายแพ้ที่อัดวา และแสดงให้โลกเห็นว่าอิตาลีไม่ได้เป็นชาติที่อ่อนแออีกต่อไป แต่เป็นมหาอำนาจที่คู่ควรกับการมีจักรวรรดิเป็นของตนเอง
⚔️ การเตรียมพร้อมเพื่อรุกราน
หลังจากขึ้นสู่อำนาจ มุสโสลินีได้เริ่มต้นการ สะสมกำลังทหาร อย่างเงียบ ๆ ในอาณานิคมของอิตาลีที่อยู่ติดกับเอธิโอเปีย ได้แก่ เอริเทรีย และ โซมาลิแลนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงต้นทศวรรษ 1930s
* อาวุธที่ทันสมัย: มุสโสลินีส่งกองทัพขนาดใหญ่พร้อมด้วย รถถัง, เครื่องบินรบ, และแก๊สพิษ ไปยังอาณานิคม เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการบุกรุก
* ความทะเยอทะยาน: เป้าหมายของเขาคือการยึดครองเอธิโอเปีย ซึ่งเป็นหนึ่งในชาติเอกราชไม่กี่แห่งในแอฟริกา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ "จักรวรรดิโรมันใหม่" และเข้าควบคุมทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ
"ในขณะที่ไฮเล เซลาสซีเชื่อในอำนาจของการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศที่เอธิโอเปียได้เข้าร่วม (Ep. 3) มุสโสลินีกลับเชื่อในอำนาจของ ปืนใหญ่และเครื่องบินรบ ความแค้นที่ถูกสั่งสมมานานกว่า 40 ปีได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน และทั้งหมดที่เขาต้องการก็แค่ ข้ออ้างเล็ก ๆ ในการเริ่มสงคราม"
🇪🇹 Ep. 7: อุบัติเหตุวาลวาล: ชนวนไฟที่ถูกสร้างขึ้น (1934)
ในช่วงปลายปี ค.ศ. 1934 กองทัพอิตาลีได้สร้างป้อมปราการอย่างผิดกฎหมายในโอเอซิสที่ชื่อว่า วาลวาล (Walwal) ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทตามแนวชายแดนระหว่างโซมาลิแลนด์ของอิตาลีกับเอธิโอเปีย การกระทำนี้ทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างทหารของทั้งสองฝ่าย
💥 การปะทะที่ถูกบิดเบือน
* อุบัติเหตุชายแดน: ในเดือนธันวาคม 1934 การปะทะกันเล็กน้อยได้เกิดขึ้นที่วาลวาล ทำให้มีทหารเอธิโอเปียและอิตาลีเสียชีวิต
* ข้ออ้างในการทำสงคราม: มุสโสลินี ได้ใช้เหตุการณ์นี้เป็น ข้ออ้าง (Pretext) ในการกล่าวหาว่าเอธิโอเปียเป็นฝ่ายรุกราน โดยเขาเรียกร้องให้เอธิโอเปียชดใช้ค่าเสียหายและขอโทษต่อการกระทำดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่ไม่สามารถยอมรับได้
⚖️ สันนิบาตชาติกับการหักหลัง
สมเด็จพระจักรพรรดิไฮเล เซลาสซี ซึ่งยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศ ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้อง:
* การพึ่งพาสันนิบาตชาติ: พระองค์ทรงเรียกร้องให้ สันนิบาตชาติ (League of Nations) เข้ามาเป็นคนกลางเพื่อไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตาม สนธิสัญญามิตรภาพ ที่เคยทำกับอิตาลีไว้ในปี 1928 (Ep. 4)
* ความล้มเหลวของประชาคมโลก: สันนิบาตชาติซึ่งถูกครอบงำโดยมหาอำนาจอย่าง สหราชอาณาจักร และ ฝรั่งเศส (ซึ่งกำลังพยายามผูกมัดมุสโสลินีเพื่อเป็นพันธมิตรในการต่อต้านฮิตเลอร์) ได้ เพิกเฉย และ ประวิงเวลา การตัดสินใจ ทำให้การร้องเรียนของเอธิโอเปียไม่มีผลใด ๆ เลย
การเพิกเฉยของสันนิบาตชาติเป็นการ หักหลัง ที่สมบูรณ์ต่อสมาชิกของตนเอง และเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังมุสโสลินีว่าเขาสามารถทำตามความต้องการของตนเองได้อย่างไร้ข้อจำกัด
"อุบัติเหตุที่วาลวาลไม่ใช่แค่เหตุการณ์ชายแดน แต่มันคือการทดสอบ ความน่าเชื่อถือ ของสันนิบาตชาติ ซึ่งองค์กรนี้ได้สอบตกอย่างสิ้นเชิง การไร้ซึ่งกลไกการคุ้มครองใด ๆ ของประชาคมโลก ทำให้ไฮเล เซลาสซีต้องเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และสงครามก็ใกล้จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว"
🇪🇹 Ep.8 : สงครามที่ไร้ความยุติธรรม: การบุกรุกของอิตาลี (1935)
ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1935 กองทัพอิตาลีจำนวนกว่า 250,000 นาย พร้อมด้วยอาวุธที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้น ได้บุกรุกเข้าสู่เอธิโอเปียจากอาณานิคมทางตอนเหนือและตอนใต้ นี่คือจุดเริ่มต้นของ สงครามเอธิโอเปีย-อิตาลีครั้งที่สอง
💣 ความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี
สงครามครั้งนี้ไม่ใช่การต่อสู้ที่เท่าเทียมกัน แต่เป็นการต่อสู้ระหว่าง ยุคสมัยที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง:
* อิตาลี: กองทัพอิตาลีมาพร้อมกับ เครื่องบินรบ, รถถัง, ปืนใหญ่ที่ทันสมัย และ ปืนกล ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทางทหารที่ทรงประสิทธิภาพและทำลายล้างอย่างสูง
* เอธิโอเปีย: กองทัพของเอธิโอเปียประกอบด้วยกองกำลังทหารที่ถูกรวมมาจากชนเผ่าต่าง ๆ มีอาวุธเพียง ปืนไรเฟิลเก่า, ดาบ, และ หอก
แม้ว่าทหารเอธิโอเปียจะมีความกล้าหาญและรู้จักภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงดี แต่พวกเขาก็ไม่สามารถต้านทานการโจมตีจากอากาศและรถถังของอิตาลีได้เลย
☠️ อาวุธเคมี: ความโหดร้ายที่ไม่อาจยอมรับได้
สิ่งที่ทำให้สงครามครั้งนี้น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือการที่ เบนิโต มุสโสลินี สั่งให้กองทัพใช้ แก๊สพิษมัสตาร์ด (Mustard Gas) โจมตีทั้งทหารและ พลเรือน อย่างเป็นระบบ ซึ่งถือเป็น อาชญากรรมสงคราม ที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก
* การโจมตีทางอากาศ: เครื่องบินรบของอิตาลีทิ้งแก๊สพิษใส่หมู่บ้าน, โรงพยาบาล, และกองกำลังทหารเอธิโอเปียที่ไม่มีอาวุธป้องกัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บอย่างแสนสาหัส
การใช้แก๊สพิษแสดงให้เห็นถึง ความไร้มนุษยธรรม ของระบอบฟาสซิสต์ที่ต้องการชัยชนะเหนือเอธิโอเปียอย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม
สงครามดำเนินไปอย่างย่อยยับสำหรับเอธิโอเปีย สมเด็จพระจักรพรรดิไฮเล เซลาสซี ซึ่งทรงตระหนักดีว่ากองทัพของพระองค์ไม่สามารถเอาชนะกำลังที่เหนือกว่าของอิตาลีได้เพียงลำพัง จึงทรงตัดสินพระทัยครั้งสำคัญที่จะต้องยอมทิ้งบัลลังก์เพื่อทำภารกิจสุดท้าย: การขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ
"สงครามเอธิโอเปียไม่ใช่แค่การต่อสู้ทางทหาร แต่เป็นการต่อสู้ระหว่าง อารยธรรม กับ ความป่าเถื่อน และเป็นการพิสูจน์ว่าในยุค Interwar กฎหมายระหว่างประเทศที่เคยเป็นความหวังนั้นอ่อนแอเกินกว่าที่จะปกป้องประเทศเล็ก ๆ จากความทะเยอทะยานที่ไม่มีขีดจำกัดของมหาอำนาจได้เลย"
🇪🇹 Ep.9 เสียงสุดท้ายที่เจนีวา: สุนทรพจน์ของไฮเล เซลาสซี (1936)
ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1936 หลังจากการรุกรานเอธิโอเปียของอิตาลีดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และกองกำลังของมุสโสลินีเข้ายึดกรุงแอดดิสอาบาบาได้แล้ว สมเด็จพระจักรพรรดิไฮเล เซลาสซี ทรงเดินทางลี้ภัยไปยังเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อทรงกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุม สันนิบาตชาติ เป็นครั้งสุดท้าย
⚖️ คำอุทธรณ์ของกษัตริย์ผู้พลัดถิ่น
การปรากฏตัวของพระองค์ในชุดทหารสีดำ เป็นภาพที่สะเทือนอารมณ์และน่าเศร้าสลดอย่างยิ่ง พระองค์ทรงกล่าวสุนทรพจน์เป็นภาษาอัมฮาริก ซึ่งมีเนื้อหาที่ทรงพลังและเป็นการทำนายอนาคตของโลกอย่างแม่นยำ:
* หลักฐานแห่งอาชญากรรมสงคราม: พระองค์ทรงกล่าวถึงการใช้ แก๊สพิษมัสตาร์ด โจมตีประชาชนและทหารที่ไร้อาวุธ ซึ่งเป็นการละเมิดสนธิสัญญาเจนีวาอย่างชัดเจน
* การเตือนภัย: พระองค์ทรงกล่าวเตือนบรรดาผู้นำว่า หากสันนิบาตชาติยอมจำนนต่อการรุกรานของอิตาลี และไม่ดำเนินการใด ๆ เพื่อปกป้องเอธิโอเปียแล้วไซร้ วันหนึ่ง ชะตากรรมแบบเดียวกันก็จะเกิดขึ้นกับพวกท่าน
💔 การหักหลังครั้งสุดท้าย
แม้สุนทรพจน์ของพระองค์จะได้รับเสียงปรบมือจากประชาชนในห้องประชุมอย่างกึกก้อง แต่คำอุทธรณ์ของพระองค์ก็ถูกตอบสนองด้วยความเงียบงันและความเฉยเมยจากบรรดานักการทูตและผู้นำประเทศ
* ความล้มเหลวที่แท้จริง: สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ซึ่งเป็นมหาอำนาจหลักของสันนิบาตชาติยังคงดำเนินนโยบาย ประนีประนอม กับมุสโสลินีต่อไป โดยไม่ได้บังคับใช้มาตรการ คว่ำบาตร ที่จริงจังกับอิตาลี การกระทำนี้เป็นการยอมรับอย่างเป็นทางการว่ากฎหมายระหว่างประเทศไม่มีค่าเหนืออำนาจของรัฐชาติ
การล้มเหลวในการปกป้องเอธิโอเปียถือเป็น ความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญที่สุด ของสันนิบาตชาติและเป็นหลักฐานว่าองค์การนี้ไม่มีประสิทธิภาพในการหยุดยั้งสงคราม และได้ทำให้ สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กำลังจะมาถึงมีโอกาสปะทุขึ้นได้ง่ายยิ่งขึ้น
"สุนทรพจน์ของไฮเล เซลาสซีที่เจนีวาไม่ใช่แค่เสียงสุดท้ายของเอธิโอเปีย แต่เป็น เสียงสุดท้ายของสันติภาพ ในยุค Interwar ก่อนที่โลกจะยอมจำนนต่อการรุกรานของฟาสซิสต์ การหักหลังที่เกิดขึ้นได้ทำให้มหาอำนาจจอมเผด็จการตระหนักว่าพวกเขาสามารถทำสงครามได้โดยไม่ต้องกลัวการตอบโต้ใด ๆ จากประชาคมโลก"
🇪🇹 Ep.10 บทสรุป: จักรวรรดิที่ถูกกลืน (1 ก.ย. 1939)
เมื่อวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มต้นขึ้นในยุโรป เอธิโอเปีย ซึ่งเป็นจักรวรรดิที่เคยมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,000 ปี ได้กลายเป็นเพียงชื่อในหน้าประวัติศาสตร์ไปแล้ว ประเทศถูกพิชิตและถูกกลืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ "แอฟริกาตะวันออกของอิตาลี" โดยสมบูรณ์
💔 การสิ้นสุดของสันติภาพ
* ความล้มเหลวที่เจนีวา: การที่ สันนิบาตชาติ เพิกเฉยต่อคำอุทธรณ์ของ สมเด็จพระจักรพรรดิไฮเล เซลาสซี (Ep. 9) และไม่สามารถหยุดยั้งการรุกรานของ มุสโสลินี ได้ ทำให้องค์กรนี้สูญเสียความน่าเชื่อถือไปอย่างสิ้นเชิง และเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยัง เผด็จการฮิตเลอร์และญี่ปุ่น ว่าพวกเขาสามารถทำสงครามได้โดยไม่ต้องกลัวผลกระทบใด ๆ
* คำทำนายที่เป็นจริง: สุนทรพจน์ของไฮเล เซลาสซีที่เตือนว่า "ชะตากรรมของเอธิโอเปียจะเกิดขึ้นกับพวกท่าน" ได้กลายเป็นความจริงอย่างรวดเร็วเมื่อสงครามโลกปะทุขึ้นในยุโรป
👑 กษัตริย์ผู้พลัดถิ่นกับตำนานที่ยังมีชีวิต
แม้ว่า ไฮเล เซลาสซี จะต้องลี้ภัยอยู่ในประเทศอังกฤษ แต่พระองค์ก็ยังคงเป็น สัญลักษณ์ของความหวัง และ การต่อต้าน ของชาวเอธิโอเปียที่ยังคงทำสงครามกองโจรต่อต้านการยึดครองของอิตาลีอย่างต่อเนื่อง
การต่อสู้ของเอธิโอเปียในช่วง Interwar จึงเป็น เรื่องราวที่น่าเศร้าและทรงพลัง: เป็นเรื่องราวของจักรวรรดิที่พยายามปฏิรูปตัวเองให้ทันสมัย (Ep. 5) และใช้การทูตเพื่อปกป้องตนเอง (Ep. 3) แต่กลับถูกทำลายด้วยพลังที่โหดร้ายของจักรวรรดินิยมแบบเก่า (Ep. 6) และการที่โลกไม่ยอมทำตามกฎเกณฑ์ของตนเอง (Ep. 7)
ในที่สุด การรุกรานเอธิโอเปียของอิตาลีก็ได้กลายเป็น ส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ใหญ่กว่า เมื่อสงครามขยายวงกว้างไปทั่วแอฟริกาเหนือและยุโรป และการต่อสู้เพื่อกอบกู้เอธิโอเปียของไฮเล เซลาสซีจะเกิดขึ้นอีกครั้งภายใต้บริบทของสงครามโลก…
ทีมงาน : Exit the SIM

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา