16 ธ.ค. 2025 เวลา 03:00 • หนังสือ

Common Stocks and Uncommon Profits : บทเรียนอมตะจาก Philip Fisher

The greatest investment returns come not from buying cheap, but from buying greatness
Philip A. Fisher
ในโลกที่ข้อมูลการลงทุนหลั่งไหลอย่างรวดเร็ว นักลงทุนส่วนใหญ่พยายามหาหุ้นราคาถูกจากตัวเลขงบการเงินและกราฟราคา แต่กว่า 60 ปีก่อน Philip A. Fisher ได้เขียนหนังสือ Common Stocks and Uncommon Profits เพื่อบอกเราว่า สิ่งสำคัญกว่าหุ้นราคาถูก คือ ธุรกิจยอดเยี่ยม ความมั่งคั่งระยะยาวเกิดจากการถือหุ้นในบริษัทที่มี ศักยภาพเติบโตสูง และมีการบริหารที่โดดเด่น มากกว่าการซื้อขายเก็งกำไรสั้น ๆ
🔹 ศิลปะแห่งการคัดเลือกหุ้น: 15 เกณฑ์ของ Fisher
หัวใจของแนวคิด Fisher คือ การคัดเลือกเชิงคุณภาพ(Qualitative Analysis) ไม่ใช่แค่ตัวเลขในงบการเงิน แต่คือการเข้าใจอย่างถ่องแท้ในคุณภาพของบริษัท
เขาได้นำเสนอเกณฑ์ 15 ข้อ ที่ใช้แยกแยะบริษัทชั้นยอดออกจากบริษัททั่วไป นั่นคือ
  • ​ศักยภาพในการเติบโต
  • ​บริษัทมีตลาดหรือผลิตภัณฑ์ที่ยังมีช่องให้เติบโตอีกมาก
  • ​มีนโยบายขยายผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง
  • ​การวิจัยและพัฒนามีคุณภาพสูงและให้ผลจริง
  • ​ฝ่ายการตลาดและการขายเข้มแข็ง เข้าใจลูกค้าดีกว่าคู่แข่ง
  • ​ความสามารถในการทำกำไรและบริหาร
  • ​อัตรากำไรดี และมีแนวโน้มขยายขึ้น
  • ​มีความเป็นผู้นำด้านต้นทุนหรือประสิทธิภาพการผลิต
  • ​สามารถรักษากำไรในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว
  • ​การควบคุมต้นทุนและบัญชีทำได้อย่างรอบคอบ
  • ​โครงสร้างเงินทุนมั่นคง ไม่มีการกู้หนี้หรือออกหุ้นพร่ำเพรื่อ
  • ​คุณภาพของผู้บริหาร
  • ​ฝ่ายบริหารซื่อสัตย์ โปร่งใส เปิดเผยต่อผู้ถือหุ้น
  • ​มีวิสัยทัศน์ระยะยาว ไม่เน้นกำไรระยะสั้น
  • ​การจัดการมีระบบ ไม่รวมศูนย์อำนาจ
  • ​สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่คนเก่งอยากทำงานด้วย
  • ​ความสัมพันธ์กับแรงงานดี ลดความขัดแย้งในองค์กร
  • ​ผู้บริหารมีความสามารถแท้จริง
Fisher เชื่อว่า หากบริษัทใดมีคุณสมบัติตามนี้เกินครึ่ง นั่นคือ “หุ้นที่ควรถือยาว” เพราะจะเติบโตต่อเนื่องโดยไม่ต้องพึ่งโชค
🔹 การถือครองระยะยาว: พลังของเวลาและความเข้าใจ
สำหรับ Fisher การถือหุ้นระยะยาวไม่ใช่แค่ “อดทน” แต่คือ “มั่นใจในธุรกิจ” เขากล่าวว่าเมื่อคุณซื้อกิจการที่ยอดเยี่ยมในราคาที่สมเหตุสมผลแล้ว จงถือไว้จนกว่าธุรกิจนั้นเลิกยอดเยี่ยมจริงๆ
แนวคิดนี้แตกต่างจากแนวทางของ Benjamin Graham ที่มองหาหุ้นราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีเพื่อขายเมื่อถึงมูลค่ายุติธรรม โดย Fisher กลับมองว่า กำไรที่แท้จริง มาจากการปล่อยให้ธุรกิจชั้นดีเติบโตทบต้นไปเรื่อย ๆ
ในเชิงพฤติกรรม นักลงทุนที่เปลี่ยนหุ้นบ่อย มักได้กำไรแค่จากการคาดเดา ส่วนผู้ที่ถือหุ้นคุณภาพดีนานหลายปี ได้ผลตอบแทนจากการ compounding ของคุณภาพ
Warren Buffett นำแนวคิดนี้ไปใช้เต็มที่ และสรุปไว้อย่างเฉียบคมว่า" It's far better to buy a wonderful company at a fair price than a fair company at a wonderful price."
🔹 Scuttlebutt: ศิลปะการสืบข้อมูลเชิงลึก
Fisher เชื่อว่า งบการเงินคือภาพอดีต แต่สิ่งที่จะบอก อนาคต คือการเข้าใจธุรกิจจากคนที่เกี่ยวข้องจริง ๆ
เขาเรียกวิธีนี้ว่า Scuttlebutt Method หรือ การสืบข้อมูลจากทุกแหล่งที่เชื่อมโยงกับบริษัท
นักลงทุนควรพูดคุยกับบุคคลต่างๆ เช่น
  • ​ลูกค้า: พอใจในสินค้าแค่ไหน เทียบกับคู่แข่งอย่างไร
  • ​ซัพพลายเออร์: บริษัทจ่ายตรงเวลาไหม มีอำนาจต่อรองสูงหรือไม่
  • ​พนักงาน: วัฒนธรรมองค์กรดีไหม ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์หรือแค่สั่งการ
  • ​คู่แข่ง: ให้ความเคารพหรือประเมินต่ำ
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เราเข้าใจในจิตวิญญาณของบริษัท ซึ่งไม่มีในงบการเงินหรือรายงานวิเคราะห์
🔹 Scuttlebutt ในโลกยุคใหม่: จากการเดินถาม สู่การเชื่อมโยงข้อมูลเชิงลึก
ในยุคของ Fisher การทำ Scuttlebutt ต้องอาศัยการโทรศัพท์ นัดพบ หรือเดินทางไปดูโรงงานด้วยตนเอง
แต่ในยุค AI ปัจจุบัน สนามสืบข้อมูลกว้างและเร็วขึ้นอย่างมหาศาล Scuttlebutt ยุคใหม่สามารถอาศัยเครื่องมือต่างๆ เช่น
  • ​AI Data Mining: ใช้โมเดลวิเคราะห์รีวิวลูกค้าหลายแสนรายการ เพื่อดูแนวโน้มความพึงพอใจ
  • ​Social Listening: วิเคราะห์ sentiment จากโซเชียลมีเดียเพื่อวัดชื่อเสียงแบรนด์
  • ​Glassdoor / LinkedIn Insights: ใช้ข้อมูลพนักงานจริงเพื่อดูวัฒนธรรมองค์กร
  • ​Supply Chain Analytics: ใช้ข้อมูลการนำเข้า–ส่งออก เพื่อดูความเคลื่อนไหวของอุปสงค์–อุปทาน
  • ​Patent & R&D Tracking: ใช้ AI วิเคราะห์สิทธิบัตรใหม่ของบริษัทเทียบกับคู่แข่ง
ทั้งหมดนี้คือ “Scuttlebutt ในยุคดิจิทัล” โดยยังยึดหลักการเดิมของ Fisher อยู่ แต่เปลี่ยนจากการถามคน มาเป็น การถามข้อมูล อย่างไรก็ตาม Fisher ก็ได้เตือนเราว่า ข้อมูลมากมายอาจไร้ค่า หากเราไม่รู้ว่าจะต้องมองหาอะไร เพราะถึง AI จะสามารถหาคำตอบให้ได้เร็ว แต่ยังไม่สามารถแทนวิจารณญาณของนักลงทุนที่เข้าใจแก่นธุรกิจจริงได้
โดยสรุปแนวคิดของ Philip Fisher จึงเป็นการลงทุนที่ผสมผสาน “เหตุผล” และ “วิจารณญาณ” อย่างกลมกลืน เป็นการวิเคราะห์เชิงลึกแบบวิทยาศาสตร์ และใช้สามัญสำนึกของมนุษย์มาประกอบเพื่อช่วยในการคาดการณ์อนาคตอย่างแม่นยำ
โฆษณา