ความเกรงใจ - ในรูปแบบของชาวเอเชีย

ปัญหาในการประชุม หรือ การนั่งตั้งวงเพื่อพูดคุยทบทวนปัญหาการทำงานของกลุ่ม หรือองค์กรในประเทศไทย และหลายๆ ประเทศในแทบเอเชีย คือ ความเกรงใจ
ก่อนอื่นต้องเท้าความก่อนว่า ความเกรงใจเป็นคุณสมบัติหนึ่งของประเทศในแทบเอเชีย เนื่องด้วยประวัติศาสตร์ที่อยู่กับระบบขุนนาง ลำดับชั้นของตำแหน่ง ลำดับอาวุโสที่มีการยึดถือและทำต่อๆ กันมาอย่างช้านาน ในประเทศไทยถ้าหากคิดเร็วๆ ก็ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น
คิดคร่าวๆ ก็ประมาณ 675 ปี หรืออาจจะนานกว่านั้นอีกมาก ดังนั้นความเป็นลำดับขั้นเหล่านี้จึงก่อให้เกิดการจำกัดการพูดการสื่อสารกันในระหว่างการทำงาน หรือแม้กระทั่งการสื่อสารกันในครอบครัวก็เช่นกัน ซึ่งองค์ลำดับขั้นของสิ่งที่ทำให้เกิดความเกรงใจในสังคมไทยก็คือ
ฐานะ/ชื่อเสียง (ความเจ้ายศเจ้าอย่าง ตำแหน่ง และความสำคัญในสังคม)
อายุ/อายุงาน (ลำดับอาวุโส)
เพศ (เพศชายมักจะใช้อำนาจในสังคมเพื่อข่มเพศอื่นๆ สืบเนื่องจากศาสนาพุทธในประเทศไทยที่ให้คุณค่ากับเพศชายมากกว่าเพศอื่นๆ ด้วย)
ลำดับขั้นเหล่านี้ก่อให้เกิดความเกรงใจ เกรงใจจากความเกรงใจจริงๆ เกรงใจจากความกลัว หรือความเกรงใจจากเหตุผลอื่นๆ ทำให้การทำงานและการสื่อสารความผิดพลาดในที่ทำงานไม่ได้ถูกพูดเสนอออกไป และทำให้ปัญหาเหล่านั้นถูกฝังกลบไปเรื่อยๆ และหยั่งรากลึกเป็นพื้นฐานให้กับปัญหาอื่นๆ ตามมา
ไม่ว่าการทำงานในหน่วยราชการที่ล่าช้า ก็เป็นเพราะ “ความเกรงใจ” และลำดับอาวุโสเช่นกัน ความเกรงใจต่อให้เกิดการไม่กล้าพูดความเป็นจริงที่อาจทำให้ผู้ที่เป็นหัวหน้าไม่พอใจ พัฒนาเป็นความกลัวที่จะพูดว่างานไม่เสร็จหรืองานออกมาไม่ดีด้วยเหตุผลต่างๆ ที่เป็นปัญหาจริงๆ จึงเกิดเป็นปัญหาที่ถูกซุกไว้ใต้พรมเช็ดเท้า และผู้มีอำนาจในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ก็หลงไปรับคำพูดหอมหวานของความสำเร็จที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเล่าให้ฟังถึงความสำเร็จที่ไม่เป็นจริง
จนทำให้ปัญหาบานปลายในที่สุด (ในจุดนี้เองหัวหน้าที่อยู่ในสังคมของระบบความเกรงใจก็จะไม่มีความกระตือรือร้นในการแสวงหาความจริงของผลงานที่ตัวเองได้ทำลงไป เพราะว่าตนเองอยากได้ยิน และเคยชินกับคำว่า “โอเคดีแล้ว” จากรอบตัวและสังคมของความเกรงใจที่จะไม่พูดถึงเรื่องที่เป็นปัญหา)
ความเกรงใจที่เป็นปัญหาในการสื่อสาร และปัญหาในการทำงานนี้สามารถแก้ไขได้โดยการทำเรื่องต่างๆ มาพูดคุยกันโดยโยนเรื่องลำดับขั้นต่างๆ และความเกรงใจทิ้งไป
ตัวอย่างที่ดีของการโยนความเกรงใจทิ้งไปคือ การทำงานในครัว อาจจะแปลกสักหน่อยนะครับสำหรับคนอ่าน แต่ว่าผมพูดถึงการทำงานในครัวจริงๆ คือ แม้ว่าการทำงานในครัวจะเป็นรูปแบบเผด็จการ และมีลำดับขั้นว่าวุโสที่แข็งแรงมาก แต่การทำงานในครัวนั้นทุกคนในครัวก็แบกรับความคาดหวัง และแบกรับความกังวลใจไว้อยู่บนบ่าของทุกๆ คน สิ่งเหล่านั้นคือ ลูกค้า การทำงานในครัวหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
เช่น ไก่ดิบ ไม่ใช่แค่คนที่ทำไก่ดิบจะโดนด่า แต่ทุกๆ คนในครัวจะโดนตราหน้าจากลูกค้าและคนรอบตัวว่าทำอาหารไม่มีคุณภาพออกมาเสิร์ฟ ดังนั้นการทำงานประเภทนี้แม้จะมีลำดับขั้นของความอาวุโสชัดเจน จากตำแหน่ง และความยากง่ายทางเทคนิคฝีมือการทำอาหาร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อคนระดับสูงเป็นรองเชฟเสิร์ฟไก่ดิบออกมา พนักงานเสิร์ฟที่เห็นก็จะทำเป็นไม่เห็นและทำไปเสิร์ฟให้ลูกค้า
แบบนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะหากเสิร์ฟไปร้านอาหารอาจเสียหายถึงขั้นร้านเจ๊งเลยก็ได้ ดังนั้นพนักงานเสิร์ฟต้องมีการตีกลับอาหารจานที่มีปัญหานั้นแน่นอนโดยไม่สนว่าคนทำจะเป็นเชฟใหญ่ รองเชฟ หรือใครในครัวก็ตาม ทำแบบนั้นเพื่อรักษาความเป็นหน้าตาของร้านไว้ และรักษาความเป็นหน้าตาของตัวเองไว้ด้วย เพราะตัวเองเป็นคนเสิร์ฟ ลูกค้าต้องมาด่าเราก่อนเป็นคนแรกแน่นอน ดังนั้นความเกรงใจที่เป็นอุปสรรคที่จะทำให้เกิดปัญหาจึงหายไปในการทำงาน เป็นต้น
สรุปแล้ว ลักษณะเด่นของคนในเอเชียคือ ความเกรงใจ แต่ความเกรงใจที่เกิดขึ้นในการทำงาน หรือการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ หากมากเกินไปก็ทำให้เกิดปัญหาที่ร้ายแรงตามมาได้
อ่านดีกว่าไม่อ่าน? สุวิจักร บิ๊ก
อ่านบทความภาษาอังกฤษได้ที่
เว็บไซต์ และ Application Medium
ช่องทางการสนับสนุนผู้เขียนครับ ผู้มีจิตศรัทธาสนับสนุนค่ากาแฟกันได้ครับ☺️
980-4-044767
ธ.กรุงเทพ
สุวิจักร
ฝากกดไลค์ กดแชร์
แสดงความคิดเห็นและเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนด้วยนะครับ
ขอบคุณครับผม😊
โฆษณา