Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
BAKE NEWS
•
ติดตาม
27 ต.ค. 2025 เวลา 03:46 • ประวัติศาสตร์
เสียงพิณพาทย์และความโศกเศร้า: งานพระเมรุ งานรื่นเริงส่งเสด็จเทพสู่สวรรค์
เมื่อเรานึกถึงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ หรือ "งานพระเมรุ" ภาพที่ปรากฏในความคิดคือความโศกเศร้าอาดูรของปวงชนชาวไทย ท้องสนามหลวงที่เต็มไปด้วยพสกนิกรในชุดดำ และบรรยากาศของความอาลัยครั้งสุดท้าย แต่หากเราย้อนกลับไปสู่รากฐานของพิธีกรรมอันยิ่งใหญ่นี้ เราจะพบกับแนวคิดที่อาจจะขัดแย้งกับความรู้สึกในปัจจุบัน นั่นคือ แต่ดั้งเดิม งานพระเมรุคืองานรื่นเริง
คติความเชื่อดั้งเดิมของงานพระเมรุ ตั้งแต่อดีตที่เคยเป็น "มหรสพสมโภช" อันยิ่งใหญ่ สู่ปัจจุบันที่ผสมผสานความอาลัยเข้ากับราชประเพณี พร้อมเกร็ดความรู้เปรียบเทียบกับความเชื่อเรื่องความตายในศาสนาอื่น
จาก "เทวราช" สู่ "สวรรคต"
แนวคิดหลักที่ทำให้งานพระเมรุเป็นงานรื่นเริงนั้นหยั่งรากลึกมาจาก คติเทวราช (Devaraja) หรือ "สมมติเทพ" ที่ราชสำนักสยามรับอิทธิพลมาจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
ในคติความเชื่อนี้ พระมหากษัตริย์มิใช่มนุษย์ธรรมดา แต่ทรงเป็นองค์อวตารของมหาเทพ (โดยมากคือพระนารายณ์หรือพระอิศวร) ที่เสด็จลงมาปกครองโลกมนุษย์ให้ร่มเย็นเป็นสุข เมื่อเป็นเช่นนี้ การสิ้นพระชนม์จึงไม่ใช่ "การตาย" หรือ "การสิ้นสุด"
คำที่เราใช้ว่า "สวรรคต" (สะ-หวัน-คด) นั้น สะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจนที่สุด โดยมาจากการรวมคำว่า "สวรรค์" (Heaven) + "คต" (ไป, กลับ) ความหมายจึงเป็นการ "เสด็จกลับคืนสู่สวรรค์" อันเป็นทิพยสถานเดิมของพระองค์
เมื่อเป็นการ "เสด็จกลับ" ขององค์เทพ พิธีกรรมจึงไม่ใช่การไว้ทุกข์คร่ำครวญ แต่คือการ "เฉลิมฉลอง" และ "สมโภช" เพื่อถวายพระเกียรติยศสูงสุด และแสดงความยินดีที่องค์เทพได้เสด็จนิวัตคืนสู่ทิพยวิมาน
สถาปัตยกรรมชิ้นเอกของงานอย่าง "พระเมรุมาศ" ก็คือการจำลอง "เขาพระสุเมรุ" ศูนย์กลางแห่งจักรวาลตามคติไตรภูมิ นี่คือราชรถหรือยานทิพย์ที่จะส่งดวงพระวิญญาณกลับสู่สวรรค์นั่นเอง
"มหรสพสมโภช" การเฉลิมฉลองหน้าพระเมรุ
เมื่อแนวคิดคือการเฉลิมฉลอง สิ่งที่ขาดไม่ได้คืองานรื่นเริง หรือที่เรียกว่า "มหรสพสมโภช"
ในอดีตสมัยอยุธยาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ เมื่องานพระเมรุมาศของพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศ์ชั้นสูงถูกจัดขึ้น บริเวณโดยรอบมณฑลพิธี (ท้องสนามหลวง) จะเต็มไปด้วยโรงละคร โรงมหรสพ และการละเล่นนานาชนิด ที่จัดขึ้นเพื่อสมโภชอย่างครึกครื้นตลอดหลายวันหลายคืน
มหรสพสำคัญที่ต้องมี ได้แก่:
โขน : ถือเป็นการแสดงสูงสุดและสำคัญที่สุด เพราะเนื้อเรื่อง "รามเกียรติ์" คือเรื่องราวของพระราม (องค์อวตารของพระนารายณ์) ซึ่งเท่ากับเป็นการเฉลิมฉลองพระเกียรติยศขององค์สมมติเทพโดยตรง
หนังใหญ่ : เป็นมหรสพเก่าแก่ที่มักแสดงเรื่องรามเกียรติ์เช่นกัน
ละคร และ หุ่น: มีทั้งละครใน ละครนอก หุ่นหลวง หุ่นกระบอก เพื่อความบันเทิงสมพระเกียรติ
กายกรรมและการละเล่น: เช่น ไต่ลวด, นอนดาบ, มวยปล้ำ เพื่อสร้างบรรยากาศของงานเทศกาลอันยิ่งใหญ่
จาก "งานรื่นเริง" สู่ "งานแห่งความอาลัย" ในปัจจุบัน
คำถามคือ หากเป็นงานรื่นเริง แล้วเหตุใดในปัจจุบันบรรยากาศจึงเต็มไปด้วยความโศกเศร้า?
คำตอบคือ บริบททางสังคมและสถาบันพระมหากษัตริย์ได้เปลี่ยนแปลงไปนับตั้งแต่ยุครัตนโกสินทร์ตอนกลางเป็นต้นมา ความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ ๙ ที่ทรงเปรียบดั่ง "พ่อของแผ่นดิน"
เมื่อความผูกพันฉันท์พ่อลูกมีสูง ความรู้สึก "สูญเสีย" และ "โศกเศร้าอาลัย" (Grief) ของประชาชนจึงเป็นความรู้สึกที่แท้จริงและท่วมท้น บรรยากาศของงานจึงเปลี่ยนจากการ "เฉลิมฉลอง" ขององค์เทพ มาเป็นการ "แสดงความอาลัยรัก" ต่อพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่ง
อย่างไรก็ตาม ธรรมเนียม "มหรสพสมโภช" ไม่ได้หายไปไหน
ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ ๙) เมื่อปี ๒๕๖๐ ยังคงมีการจัดแสดงมหรสพสมโภชอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ
เพียงแต่ปรับเปลี่ยนเวลา โดยจะเริ่มแสดงในคืนวันถวายพระเพลิง (หลังจากพระราชพิธีสำคัญเสร็จสิ้น) ตลอดทั้งคืนจนถึงรุ่งเช้าของวันเก็บพระบรมอัฐิ ซึ่งทำหน้าที่ ๒ ประการ คือ:
เพื่อสืบทอดราชประเพณีการเฉลิมฉลองส่งเสด็จตามคติเทวราช
เพื่อเป็นสัญญาณของการ "ออกทุกข์" อย่างเป็นทางการ
ดังนั้น งานพระเมรุในปัจจุบันจึงเป็นการบรรจบกันของสองกระแสธาร คือ ความโศกเศร้าอาลัย ของประชาชน (จากใจจริง) และ ราชประเพณีมหรสพสมโภช (ตามคติความเชื่อ) ที่ดำเนินคู่ขนานกันไป
เกร็ดความรู้: เมื่อเทียบกับศาสนาอื่น
แนวคิด "เฉลิมฉลองการกลับสู่สวรรค์" ของคติเทวราชนั้น ถือว่ามีเอกลักษณ์อย่างมากเมื่อเทียบกับความเชื่อหลังความตายของศาสนาอื่น
ศาสนาคริสต์ และ อิสลาม (กลุ่มอับราฮัม):
มองว่ามนุษย์มีชีวิตเดียว และความตายคือการเปลี่ยนผ่านเพื่อรอ "การพิพากษา" (Judgment) จากพระเจ้า เพื่อตัดสินว่าจะได้ไปสู่สวรรค์หรือนรกชั่วนิรันดร์
บรรยากาศ: เคร่งขรึม สำรวม และเต็มไปด้วยความหวัง งานศพคริสต์อาจมีลักษณะ "Celebration of Life" (ฉลองชีวิตที่ผ่านมา) แต่ก็เพื่อระลึกถึงผู้ตายและหวังให้เขาได้ไปอยู่กับพระเจ้า ส่วนอิสลามจะเน้นความเรียบง่ายที่สุดและเร่งด่วน (ฝังภายใน 24 ชั่วโมง) เพื่อส่งผู้ตายกลับสู่พระอัลลอฮ์
ศาสนาฮินดู (สำหรับคนทั่วไป):
แม้จะเป็นรากของคติเทวราช แต่สำหรับคนทั่วไป เชื่อใน "การเวียนว่ายตายเกิด" (Samsara)
บรรยากาศ: พิธีศพ (เผา) มุ่งเน้นการ "ปลดปล่อย" วิญญาณ (อาตมัน) ออกจากร่างกายเก่า เพื่อเดินทางต่อไปสู่ภพภูมิใหม่ตามผลกรรม ไม่ใช่การ "กลับ" สู่สถานะเทพ
ศาสนาพุทธ (เถรวาท - ในไทย):
มองความตายคือ "ความไม่เที่ยง" (อนิจจัง) เป็นการแตกดับของขันธ์ ๕
บรรยากาศ: การพิจารณาธรรม และการทำบุญ งานศพ (สวดอภิธรรม) เน้นการสร้างกุศลและอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ เพื่อเป็นเสบียงในการเดินทางสู่ภพภูมิที่ดีต่อไป
ข้อสรุปเชิงเปรียบเทียบ: จะเห็นได้ว่า งานพระเมรุของไทยนั้น "พิเศษ" กว่าแนวคิดอื่น เพราะเป็นการ "ยกเว้น" องค์กษัตริย์ออกจากวัฏสงสาร (Samsara) หรือการพิพากษา (Judgment) ตามความเชื่อปกติ แต่ยกสถานะพระองค์เป็น "เทพ" ที่เสด็จกลับบ้าน (สวรรค์) โดยตรง จึงเป็นเหตุให้ต้องมีการ "สมโภช" อย่างยิ่งใหญ่แตกต่างจากพิธีศพของสามัญชนนั่นเอง
ประวัติศาสตร์
ความรู้รอบตัว
ข่าวรอบโลก
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย