Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ข้อคิดปริศนาธรรม
•
ติดตาม
13 พ.ย. 2025 เวลา 09:16 • การศึกษา
"ชนะแบบพระพุทธเจ้า": เปลี่ยนชีวิตธรรมดาให้ไม่ธรรมดา
ในโลกที่ผู้คนต่างแก่งแย่งแข่งขันกันเพื่อหวังจะเป็น "ผู้ชนะ" จนอาจหลงลืมไปว่า ชัยชนะเหล่านั้นมักไม่ยั่งยืน เพราะทุกครั้งที่มีผู้ชนะ ก็หมายความว่าต้องมีผู้แพ้ เพราะชัยชนะนั้นตั้งอยู่บนความผิดหวังของคนอื่น และรอวันที่จะถูกผู้กล้าคนใหม่มาโค่นล้มลง
พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญชัยชนะเช่นนั้น ท่านตรัสว่า "การชนะตนเอง" คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นชัยชนะที่แท้จริงและไม่มีวันกลับมาพ่ายแพ้อีก
บทความนี้จะกลั่นกรอง 5 บทเรียนสำคัญจากหนังสือ "ชนะแบบพระพุทธเจ้า" โดยพระมหาวิเชียร ชินวํโส และเชื่อมโยงคำสอนเหล่านั้นเข้ากับสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เราทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ และสร้างชัยชนะที่ยั่งยืนให้กับชีวิตของตนเองได้
บทเรียนที่ 1:
"ผี" ไม่ได้น่ากลัวเท่า "ความคิด" ของเราเอง
คุณเคยรู้สึกกลัวเมื่อต้องอยู่คนเดียวในที่มืดๆ หรือเปล่า? เคยรู้สึกวิตกกังวลขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ หรือคิดไปเองว่าคนรอบข้างไม่ชอบหน้าหรือไม่?
ความรู้สึกเหล่านี้มักเกิดขึ้นกับทุกคน มันเหมือนกับการถูก "ผีหลอก" ที่ทำให้ใจหวาดหวั่นและเป็นทุกข์ จากบท "วิธีแก้ผีหลอกแบบพระพุทธเจ้า"
หนังสือชี้ให้เห็นว่า "ผี" ที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่สิ่งที่มองไม่เห็น แต่คือ "อุปาทาน" หรือความคิดที่ยึดถือผิดๆ ของเราเองนี่แหละ! หลอกตัวเองด้วยการปรุงแต่งเรื่องราวต่างๆ จนเกิดเป็นความกลัวและความทุกข์ขึ้นมาในใจ
ท่านพุทธทาสเคยชี้ให้เห็นอย่างคมคายว่า "อยู่กับไก่ อยู่กับหมา ยังไม่เห็นมีไก่ มีหมาที่ไหนถูกผีหลอก" เหตุผลง่ายๆ “ก็เพราะสัตว์เหล่านั้นไม่ได้ฉลาดพอที่จะปรุงแต่งอะไรมาหลอกตัวเองเหมือนมนุษย์" มนุษย์เรานี่เองที่ฉลาดเกินไปจนสร้างเรื่องราวมาหลอกตัวเองได้สารพัด ความคิดที่หลอกลวงคนเรานั้นมีอยู่ทุกหนแห่ง ทั้งจากโลกภายนอกและที่สำคัญที่สุดคือจากภายในใจของเราเอง
เรื่องหลอกที่เจอ(หลอกลวงภายนอก) | เรื่องหลอกที่สร้าง(การหลอกลวงภายใน)
* การตลาดที่ชวนเชื่อให้ซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น | ความคิดว่า "เราไม่ดีพอ" หรือ "สู้คนอื่นไม่ได้"
* การหลอกลวงกันในความสัมพันธ์ | การปรุงแต่งเรื่องเล็กน้อยให้กลายเป็นเรื่องใหญ่โต
* ข่าวสารที่สร้างความแตกแยก | ความเชื่อว่าความสุขที่แท้จริงมาจากวัตถุหรือคนอื่น
หนังสือได้มอบ "เคล็ดวิชา" ง่ายๆ แต่ทรงพลังในการรับมือกับความคิดที่หลอกลวง นั่นคือการรู้ให้ทันและมองว่ามันเป็นเพียง "สภาวะ" ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเรา เมื่อความคิดหรือความรู้สึกไม่ดีเกิดขึ้น ให้ลองบอกกับตัวเองว่า:
"อ้อ แค่สภาวะๆ มันเป็นของมันอย่างนั้นเอง"
เมื่อทำเช่นนี้บ่อยๆ จิตจะไม่เข้าไปยึดถือ และจะเลิกเป็นทาสของความคิดที่หลอกตัวเองได้ในที่สุด เมื่อเริ่มรู้ทันความคิดที่หลอกลวงตัวเองได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการรับมือกับสมรภูมิในชีวิตประจำวันที่มักมีศัตรูในรูปแบบที่เราคาดไม่ถึง
บทเรียนที่ 2:
ชีวิตคือสนามรบ และศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดคือ "ความสบาย"
เราทุกคนล้วนเคยผัดวันประกันพรุ่ง รู้สึกไม่อยากออกจากคอมฟอร์ตโซน หรือหลีกเลี่ยงความท้าทายใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อการเติบโต
โดยมักคิดว่า ความยากลำบากคืออุปสรรคสำคัญ แต่ความจริงอาจไม่ใช่ ในบท "ยุทธวิธีรบ แบบพระพุทธเจ้า" ได้เปรียบการปฏิบัติธรรมเหมือนการทำสงคราม และชี้ให้เห็นว่าอาวุธที่ร้ายกาจที่สุดไม่ใช่ความทุกข์หรืออุปสรรค แต่กลับเป็น "ความสุข ความสบาย และความเพลิดเพลิน" สิ่งเหล่านี้ทำให้ตายใจ เผลอไผล และไม่อยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง
ทีนี้ ลองมาส่องกล้องมองดูศัตรูในใจของเรากันให้ชัดๆ พระอาจารย์ท่านชี้ให้เห็นว่า ข้าศึกในใจนั้นมีอยู่ 2 สายหลักๆ คือ:
* ข้าศึกสายโหด(รับมือง่าย): ความโกรธ ความเกลียด ความทุกข์ เมื่อมันปรากฏขึ้น เราจะรู้ตัวและเตรียมตั้งรับได้ทัน
* ข้าศึกสายหวาน(รับมือยาก): ความเพลิดเพลิน ความสุขสบาย เมื่อมันเข้ามา เรามักจะยอมจำนนโดยไม่รู้ตัว ทำให้เราติดอยู่กับที่และไม่พัฒนา
เพื่อเอาชนะใจตนเองซึ่งเป็นสมรภูมิที่สำคัญที่สุด หนังสือได้เสนอกลยุทธ์สำคัญไว้ 2 ข้อ
1. รู้เขารู้เรา: ด้วยการ "ดูตัวเองให้มากๆ แล้วจะเข้าใจคนอื่น" เพราะเมื่อมองลึกเข้ามาจนเห็นความชั่วหรือกิเลสในใจตัวเองแล้ว เราจะเข้าใจคนอื่นได้ทันทีว่า "เขาก็มีกิเลสเหมือนกับเรานี่แหละ" ความเข้าใจนี้จะเปลี่ยนการตัดสินเป็นความเห็นอกเห็นใจ
2. หาเพชรบนหัวคางคก: ดังคำสอนของท่านพุทธทาส คือการฝึกมองหาสิ่งดีๆ ในคนหรือสถานการณ์ที่ไม่ชอบ เพราะไม่มีใครหรืออะไรที่ "ชั่วบริสุทธิ์" ทุกอย่างล้วนมีมุมดีซ่อนอยู่เสมอ ลองนึกถึงใครสักคนในที่ทำงานหรือในชีวิตที่คุณรู้สึกไม่ชอบหน้า ลองใช้กลยุทธ์นี้มองหา ‘เพชร’ หรือข้อดีเล็กๆ ในตัวเขาดูสักหนึ่งอย่าง อะไรคือสิ่งที่คุณเห็น?
การรบกับใจตัวเองนั้นเป็นรากฐานสำคัญ และผลของการกระทำทั้งหมดจะถูกบันทึกไว้ในกฎแห่งกรรม ซึ่งเราสามารถเรียนรู้ที่จะอยู่เหนือมันได้
บทเรียนที่ 3:
เหนือกรรม: เมื่อเราเลิกเป็นนักโทษของอดีตและผู้สร้างปัญหาในอนาคต
หลายครั้งที่เจอเรื่องไม่คาดฝัน เช่น ถูกตำหนิในสิ่งที่ตัวเราไม่ได้ทำ เจ้านายไม่เห็นคุณค่า หรือเห็นข่าวร้ายแล้วรู้สึกหดหู่ เรามักจะรู้สึกว่าเป็น "เคราะห์ร้าย" หรือ "โชคร้าย" และเริ่มโทษสิ่งรอบข้าง ในบท "ชนะกรรม แบบพระพุทธเจ้า" สอนให้เปลี่ยนมุมมองใหม่ ให้มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียง "กรรมเก่า" ที่ส่งผล และเป็นความยุติธรรมของธรรมชาติ เมื่อเราเข้าใจเช่นนี้ เราจะเลิกตีโพยตีพายและหันกลับมาจัดการที่ใจของตนเอง เพื่อที่จะอยู่ "เหนือกรรม"
มีวิธีฝึกจิตให้อยู่เหนือกรรมได้ผ่าน 3 ขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้
1. รับรู้ตามจริง: เมื่อมีสิ่งใดมากระทบประสาทสัมผัส เช่น ได้ยินเสียงคนนินทา ให้ฝึกเพียงแค่ "รู้ว่าได้ยิน" แล้วจบแค่นั้น โดยไม่ปรุงแต่งต่อว่าเป็นเรื่องดีหรือร้าย
2. รู้ทันอารมณ์: เมื่อความรู้สึกเกิดขึ้น เช่น ความโกรธเมื่อถูกนินทา หรือความดีใจเมื่อได้รับคำชม ให้มีสติ "รู้เท่าทัน" อาการนั้นๆ ที่เกิดขึ้นในใจ
3. ละความยินดียินร้าย: เมื่อรู้ทันอารมณ์บ่อยๆ จิตจะค่อยๆ เรียนรู้ที่จะเป็นกลาง ไม่แกว่งไปตามอารมณ์ที่เข้ามากระทบ ไม่ยินดีกับคำชม และไม่ยินร้ายกับคำตำหนิ เมื่อนั้นจิตจะเป็นอิสระและอยู่ "เหนือโลก" หรือ "เหนือกรรม" ได้อย่างแท้จริง
ในครั้งต่อไปที่ได้รับคำชมหรือคำตำหนิ ลองฝึกเพียงแค่ ‘รู้’ ถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจ โดยไม่ต้องเข้าไปเป็นเจ้าของมันดูสักครั้ง สังเกตว่าเกิดอะไรขึ้น
หนังสือได้สรุปไว้อย่างคมคายว่า "ความผิดที่แท้จริงไม่ใช่ความผิดของใคร แต่เป็นความผิดของการปล่อยให้ชีวิตหมุนไปตามกรรม" เป็นการย้ำเตือนให้เลิกโทษปัจจัยภายนอกและกลับมาเป็นผู้ควบคุมชีวิตของตนเอง การที่จิตจะอยู่เหนือกรรมได้นั้น ต้องเริ่มต้นจากการหยุดกระบวนการที่สร้างกรรม นั่นคือการหยุดปรุงแต่งความคิดของเราเอง
บทเรียนที่ 4:
หยุดวงจรความคิดฟุ้งซ่าน ต้นเหตุที่สร้างโลกทั้งใบ
เคยไหมที่ในหัวของคนเรามีเรื่องราววิ่งวนไม่หยุด? ทั้งการวางแผนอนาคตอย่างฟุ้งฝัน การคิดถึงเรื่องในอดีตซ้ำๆ หรือการสร้างบทสนทนาในหัวจนเกิดเป็นความทุกข์ใจ
สภาวะนี้คือ การที่จิตกำลัง "ปรุงแต่ง" ไปไม่สิ้นสุด จากบท "หยุดการปรุงแต่งแบบพระพุทธเจ้า" ได้อธิบายหลักธรรม "อวิชฺชา ปจฺจยา สงฺขารา" ด้วยภาษาง่ายๆ ว่า "เพราะจิตโง่ จึงเกิดการปรุงแต่ง" ซึ่งการปรุงแต่งนี้มีหลายรสชาติ มีทั้งที่ปรุงไปในทางบุญกุศล (ปุญญาภิสังขาร) เช่น อยากทำความดี ชวนคนมาปฏิบัติธรรม, ปรุงไปในทางบาปอกุศล (อปุญญาภิสังขาร) เช่น หาเรื่องโกรธเกลียดคนอื่น, หรือแม้แต่ปรุงไปในทางความสงบ (อาเณญฌาภิสังขาร) เช่น การยึดติดในสมาธิจนไม่อยากยุ่งกับใคร
การปล่อยให้จิตปรุงแต่งไปเรื่อยๆ นั้นทำให้ต้อง "วิ่งแสวงหา" สิ่งต่างๆ ภายนอกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เรามักจะคิดว่า "ถ้าฉันมีรถคันใหม่ฉันจะมีความสุข" หรือ "ถ้าได้เลื่อนตำแหน่งฉันจะมีความสุข" แต่เมื่อได้มาแล้ว ความสุขนั้นก็อยู่เพียงชั่วคราว เพราะต้นตอของความทุกข์ที่แท้จริงยังคงอยู่ที่ "ความคิด" ของเราเอง ทางแก้ไขที่ตรงจุดที่สุดคือการ "หยุดการปรุงแต่ง" ด้วยการหมั่นสำรวจและรู้ทันความคิดของตัวเอง เมื่อไหร่ก็ตามที่ปัญญารู้ทันความคิด วงจรแห่งทุกข์ก็จะถูกตัดตอนลงทันที จิตจะกลับมาสงบและเป็นอิสระ
การฝึกฝนเพื่อรู้ทันความคิดตัวเองนี้ คือมรดกอันล้ำค่าที่สุดที่สามารถมอบให้กับตนเองและส่งต่อไปยังคนรุ่นหลังได้ เหมือนดังที่พระพุทธเจ้าทรงเป็นแบบอย่างในการเป็นพ่อแม่
บทเรียนที่ 5:
เป็นพ่อแม่แบบพระพุทธเจ้า: มอบ "อริยทรัพย์" ไม่ใช่แค่ "วัตถุ"
พ่อแม่ในยุคปัจจุบันต้องเผชิญกับความท้าทายในการผลักดันให้ลูกแข่งขันเพื่อให้มี "ที่ยืนในสังคม" ซึ่งส่วนใหญ่มักเน้นไปที่ความสำเร็จด้านวัตถุ คะแนนสอบ หรือสถานะทางสังคม จนบางครั้งอาจละเลยสิ่งสำคัญยิ่งกว่าไป ในบท "เป็นพ่อแม่แบบพระพุทธเจ้า" ชวนให้เราตั้งคำถามว่า การแข่งขันที่เรากำลังผลักดันลูกอยู่นั้น กำลังนำลูกไปยืนอยู่ใน "นรก" (ความร้อนรน, การแก่งแย่งชิงดี) หรือ "สวรรค์" (ความเอื้อเฟื้อ, ความมีเมตตา) กันแน่?
หนังสือได้ชี้ให้เห็นถึงมรดก 2 ประเภทที่พ่อแม่สามารถมอบให้ลูกได้ ซึ่งมีความสำคัญแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ทรัพย์ภายนอก(โภคทรัพย์) | ทรัพย์ภายใน(อริยทรัพย์ - มรดกที่แท้จริง)
* เงินทอง, บ้าน, รถยนต์ | ความรับผิดชอบต่อหน้าที่
* การศึกษาในสถาบันชั้นเลิศ | ความมีน้ำใจและความเสียสละ
* สถานะและหน้าตาทางสังคม | ความซื่อสัตย์และทัศนคติที่ดีต่อผู้อื่น
* คอนเนคชั่นต่างๆ | ปัญญาในการจัดการกับความทุกข์ของตนเอง
พระพุทธเจ้าได้ทรงเป็นแบบอย่างด้วยการมอบ "อริยทรัพย์" คือ พระธรรมให้แก่พระราหุลราชโอรส ซึ่งเป็นเหตุให้พระราหุลสามารถพ้นทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง หนังสือจึงสรุปไว้ว่า "ตัวอย่างที่ดีงามนั้นเริ่มจากพ่อแม่ทั้งนั้นเลย" มรดกที่ล้ำค่าที่สุดที่จะมอบให้ลูกได้ คือ การสร้างคุณธรรมความดีงามให้เป็นแบบอย่าง การมอบอริยทรัพย์ให้ผู้อื่น เริ่มต้นจากการสร้างอริยทรัพย์ให้เกิดในใจตัวเราก่อน ซึ่งเป็นบทสรุปของชัยชนะที่แท้จริงตามแบบพระพุทธเจ้า
บทสรุป:
ชัยชนะที่คุณสร้างเองได้และไม่มีใครพรากไปได้
จากบทเรียนทั้ง 5 ข้อ จะเห็นเส้นทางสู่ชัยชนะที่ยั่งยืนได้อย่างชัดเจน
1. เริ่มต้นจากการรู้เท่าทัน "ความคิด" ที่หลอกลวงตัวเอง (บทเรียนที่ 1)
2. ต่อสู้กับศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดคือ "ความสุขสบาย" ที่ฉุดรั้งเราไว้ (บทเรียนที่ 2)
3. ฝึกจิตให้อยู่ "เหนือกรรม" ด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่ยินดียินร้าย (บทเรียนที่ 3)
4. "หยุดการปรุงแต่ง" ที่เป็นวงจรสร้างทุกข์ไม่สิ้นสุด (บทเรียนที่ 4)
5. และสุดท้ายคือการสร้างและส่งต่อ "อริยทรัพย์" หรือปัญญาเป็นมรดกอันล้ำค่า (บทเรียนที่ 5)
นี่คือ "ชัยชนะแบบพระพุทธเจ้า" ซึ่งเป็นความชนะที่มาจากภายใน ไม่ต้องแข่งขันกับใคร และไม่มีใครสามารถพรากมันไปจากเราได้ ดังที่คำนำในหนังสือได้กล่าวไว้ว่า "ชนะแบบพระพุทธเจ้า จึงเป็นความชนะที่ไม่มีวันกลับมาพ่ายแพ้ได้อีก"
ชัยชนะนี้รอคอยให้ทุกคนค้นพบ อยู่ที่ว่าเราจะเริ่มต้น "ลงมือฝึกฝนพัฒนาตนเอง" กันหรือยัง!
ขอให้ได้รับความเจริญในธรรมทุกท่าน สาธุ.
กรภัทร์ จิติสกล
13 พฤศจิกายน 2568
พุทธศาสนา
การศึกษา
พัฒนาตัวเอง
บันทึก
1
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย