ความจริงที่เท่าให้คนเราเข่าทรุด

มีข้อคิดหนึ่งจากนักปราชญ์ Don Juan ชนเผ่าชาว Mexican “ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างเป็นจริงๆ มันต้องเห็นความเปลี่ยนแปลงแล้ว
ถ้าคุณบอกว่าคุณต้องการเปลี่ยนแปลงคุณต้องการเรียนรู้ให้มากขึ้นและต้องมีผลลัพธ์ของสิงที่เรียนรู้เพิ่มขึ้น หรือผลลัพธ์อะไรก็ตามที่แตกต่างจากปัจจุบันที่เป็นอยู่ปรากฎออกมา แต่ว่าหากคุณยังทำตัวเหมือนเดิม -วันหนึ่ง- คุณจะโดนความจริงกระแทกเข้าที่หน้าอย่างจัง จนอาจทำให้คุณล้มลงได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว”
ถ้าเราจะลองตีความ คำพูดของนักปราชญ์คนนี้ก็อาจจะพูดได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงก็หมายถึง สิ่งที่เราฝันถึง สิ่งที่เราอยากเป็น สิ่งที่เราอยากได้ สิ่งที่เราอยากทำ ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินเงินทอง ความสัมพันธ์ สุขภาพ รูปร่างหน้าตา หรือแม้กระทั่ง ความสัมพันธ์ทางด้านความรักการหาคนรัก
ซึ่งคนเราเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทที่ต้องการสิ่งต่างๆอยู่เสมอๆ ความเปลี่ยนแปลงจึงมีมาอยู่ตลอดเวลา ความต้องการสิ่งใหม่ และต้องการสิ่งที่ดีขึ้นอยู่เรื่อยๆ เพื่อพัฒนาชีวิตด้วยเองเพื่อนำตัวเองไปสู่ในจุดที่ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข และความสุขของแต่ละคนก็มีหน้าตาที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นคนจึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยๆ เพื่อทดลองหาสิ่งที่ตัวเองเรียกว่าความสุข หรือจะเรียกว่าความสบายใจก็ได้
แบบนั้นแล้วคนจึงสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลักๆถ้าแบ่งจากความเปลี่ยนแปลง คนจำพวกแรก คือคนที่ทำการเปลี่ยนแปลงนั้น ให้มีความเปลี่ยนแปลงขึ้นในทุกๆวัน ด้วยการลงมือทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงนั้นพวกเขาอาจจะพูดถึงความต้องการจะเปลี่ยนแปลงของตัวเองหรือว่าไม่พูดเลย คนจำพวกที่สอง คือคนที่สร้างความเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยการใช้คำพูดของตัวเอง เช่น พูดว่าฉันเปลี่ยนแปลงแล้วนะ ฉันจะทำสิ่งนี้นะ ฉันจะเป็นคนแบบนั้นนะ แต่ว่าสุดท้ายพวกเค้าก็ไม่ได้ทำความเปลี่ยนแปลงนั้นให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมเลย
ตอนนี้เราจะเห็นแล้วว่าบนโลกใบนี้จะมีคนที่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ และคนที่คิดว่าตัวเองได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่จริงๆแล้วไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย
ความแตกต่างระหว่างการเปลี่ยนแปลงและไม่เปลี่ยนแปลงนั้นคืออะไร?
ความแตกต่างในความเป็นจริงอาจจะมีไม่มากเพราะแต่ละคนมีความพึงพอใจและความสุขของกับชีวิตที่แตกต่างกันระดับความสุขของเราต่างกันเหมือนที่ผมได้พูดไปในส่วนบนของบทความ
“แต่ว่านะคนเราในช่วงชีวิตหนึ่งถึงแม้ว่าเราจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่โลกใบนี้สังคมและผู้คนรอบตัวล้วนเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดดังนั้นตัวเราจึงถูกบังคับไกลๆว่าต้องเปลี่ยนแผน เพื่อให้ทันโลกทันยุคและทันสมัย เพื่อให้อยู่รอดบนโลกใบนี้ได้”
ดังนั้น คำพูดของนักปราชญ์ที่ผมนำขึ้นมาไว้เป็นย่อหน้าแรกของบทความนี้จึงสำคัญมากมันแสดงให้เห็นถึง เหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับคนที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองเลย
เหตุผลอยู่ในคำที่ว่า “เมื่อความเป็นจริงกระแทกเข้าที่หน้า ความเป็นจริงนั้นจะทำให้เขาทรุดลงไปกับพื้นได้เลยทีเดียว” การที่เราใช้คำพูดสื่อสารว่าเรากำลังเปลี่ยนแปลง นั้นไม่ต่างกับการที่เราหลอกตัวเองไปในทุกวันว่าเราเป็นคนที่ดีขึ้นเก่งขึ้น และเป็นคนที่อยู่สูงกว่าคนอื่นแต่คนที่มีความสามารถเราโดยที่เราไม่ลงมือทำอะไรเลย
มันเป็นการหลอกตัวเองให้เชื่ออย่างนั้นและทำให้ตัวเราไม่พัฒนาอะไรเลย ความสามารถเราจะอยู่กับที่ แล้วเมื่อความจริงปรากฏ ตัวเราจะ รู้สึก แย่กับตัวเองมาก ตัวเราจะรู้สึกเหมือนโลกใบนี้พังทลาย คำโกหกที่เรามอบให้ตัวเองมาโดยตลอด สุดท้ายมันกลับกลายเป็นความจริงที่ว่าตัวเรานั้น ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ตัวเราเองนั้นหยุดอยู่กับที่
ตัวผมเคยเผชิญหน้ากับความจริงในรูปแบบนั้นอยู่พอสมควรเลย
ตอนนั้นมันทำให้ผมแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ไม่ใช่เพราะมีใครมาทำร้ายอะไรผมนะแต่ว่าผมรู้สึกแย่กับตัวเองในขณะที่ผมหลอกตัวเองและโกหกตัวเองมาโดยตลอดว่าผมได้ทำอะไรให้มันดีขึ้นแต่จริงๆแล้วผมไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากใช้คำพูดสร้างความเป็นไปเท่านั้น แต่ว่ามันไม่เกิดอะไรในความเป็นจริงเลย
ดังนั้นผมจึงนึกถึงประโยคนี้ขึ้นมาอยู่บ่อยๆในการใช้ชีวิต ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างเป็นจริง มันต้องเห็นความเปลี่ยนแปลงแล้ว
แต่ว่าถ้าคุณบอกว่าคุณต้องการเปลี่ยนแปลงคุณต้องการเรียนรู้ให้มากขึ้นแต่ว่าคุณยังทำตัวเหมือนเดิม วันหนึ่ง คุณจะโดนความจริงนั้นกระแทกเข้าที่หน้าอย่างจัง จนทำให้คุณล้มลงได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว
มันเหมือนเป็นเครื่องเตือนสติผมให้ไม่หลงระเริงไปกับความประมาท และมีสติกับการใช้ชีวิตมากขึ้นครับ
อ่านดีกว่าไม่อ่าน? สุวิจักร บิ๊ก
อ่านบทความภาษาอังกฤษได้ที่
เว็บไซต์ และ Application Medium
ฝากกดไลค์ กดแชร์
แสดงความคิดเห็นและเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนด้วยนะครับ
ขอบคุณครับผม😊
โฆษณา