21 พ.ย. เวลา 05:57 • การศึกษา

'สติ' (Mindfulness): เครื่องมือพัฒนาตนเองในโลกยุคใหม่

1. ทำไม 'สติ' จึงสำคัญในชีวิตที่วุ่นวาย
ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนเรศวร, ชีวิตในสังคมยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบเศรษฐกิจ หรือ “สังคมที่ใช้เงินเป็นตัวตั้ง” เต็มไปด้วยการแข่งขันและแรงกดดันจากรอบด้าน ทำให้หลายคนต้องเผชิญกับความเครียด ความขัดแย้งทั้งภายในและภายนอก และความรู้สึกว่างเปล่าภายในจิตใจ ท่ามกลางความวุ่นวายเหล่านี้ เราต่างแสวงหาเครื่องมือที่จะช่วยนำทางชีวิตไปสู่ความสมดุลและสงบสุข
'สติ' (Mindfulness) คือ เครื่องมือที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งที่เรามีอยู่แล้วในตัว
'สติ' ความหมายที่เป็นสากล ตามแนวทางของคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น คือ ‘การระลึกรู้ในสิ่งที่กำลังทำอยู่ ณ ปัจจุบันขณะ’ เป็นการตื่นรู้อย่างเต็มที่กับประสบการณ์ตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการหายใจ การเดิน การรับประทานอาหาร หรือแม้แต่ความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นภายในใจ โดยไม่ตัดสินว่าสิ่งนั้นดีหรือไม่ดี
เพื่อให้เข้าใจ 'สติ' ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เราจะมาสำรวจความหมายของสติจาก 2 มุมมองหลัก ทั้งในทางพุทธศาสนาที่เป็นรากฐานดั้งเดิม และในทางจิตวิทยาตะวันตกที่นำมาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย
2. 'สติ' ในสองมุมมอง: ความเหมือนที่แตกต่าง
แม้ว่าแนวคิดเรื่อง 'สติ' จะมีรากฐานมาจากพุทธศาสนา แต่ในปัจจุบันวงการจิตวิทยาตะวันตกได้นำหลักการนี้มาศึกษาและประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวาง จากข้อมูลของคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น
สามารถสังเคราะห์ความหมายของ 'สติ' จาก 2 มุมมองหลักได้ดังนี้
มุมมองพุทธศาสนา:
> การระลึกได้, ไม่เผลอ, ไม่ประมาท: เน้นความสามารถในการระลึกรู้เท่าทันสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ปล่อยให้จิตใจเลื่อนลอยหรือถูกครอบงำโดยกิเลส
มุมมองจิตวิทยาตะวันตก:
> การใส่ใจปัจจุบันขณะอย่างต่อเนื่อง: เน้นการจดจ่อความสนใจไปยังประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง จากขณะหนึ่งไปสู่อีกขณะหนึ่ง
พุทธ> ผู้เฝ้าระวังจิต: ทำหน้าที่เหมือนผู้เฝ้าสังเกตการณ์การเปลี่ยนแปลงของจิตใจ ความคิด และอารมณ์ที่เกิดขึ้นและดับไป
จิตวิทยา> การไม่ตัดสิน (Non-judgmental): คือการเปิดรับและยอมรับประสบการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง โดยไม่ประเมิน วิเคราะห์ หรือตัดสินว่าดี/ไม่ดี ถูก/ผิด
พุทธ> เครื่องมือสู่ปัญญาและการตื่นรู้: การฝึกสติเป็นเส้นทางสำคัญที่นำไปสู่ความเข้าใจในธรรมชาติของสรรพสิ่ง (ปัญญา) และการตื่นรู้จากความทุกข์
จิตวิทยา> กลุ่มทักษะที่ฝึกฝนได้ (A Set of Skills): มองว่าสติเป็นทักษะที่ทุกคนสามารถเรียนรู้และฝึกฝนให้เชี่ยวชาญได้ผ่านการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ
ถึงแม้จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน แต่หัวใจสำคัญของทั้งสองมุมมองคือ การอยู่กับปัจจุบันขณะ การดึงความสนใจกลับมาที่นี่และเดี๋ยวนี้ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาตนเองในทุกมิติ
เมื่อเข้าใจแนวคิดพื้นฐานแล้ว ขั้นต่อไปคือการทำความรู้จักกับองค์ประกอบสำคัญที่เป็นทักษะพื้นฐานของการฝึกสติ ซึ่งจะทำให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าจะเริ่มต้นฝึกฝนได้อย่างไร
3. องค์ประกอบ 4 ทักษะพื้นฐานของการฝึกสติ
ตามข้อมูลจากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นักจิตวิทยา Dimidjian และ Linehan (2003) ได้จำแนกทักษะที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการฝึกสติออกเป็น 4 ประการ ซึ่งเป็นเหมือนเสาหลักที่ช่วยให้เราฝึกฝนสติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1) การสังเกต (Observation) ความสามารถในการรับรู้และใส่ใจต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งสิ่งแวดล้อมภายนอกและปรากฏการณ์ภายในตนเอง เปรียบเสมือนการเปิดประสาทสัมผัสให้รับรู้โลกรอบตัวและโลกภายในใจอย่างที่เป็นจริง
* ตัวอย่าง: ขณะนั่งทำงาน ลองสังเกตเสียงแอร์ที่ดังอยู่เบาๆ สัมผัสของเก้าอี้ที่ร่างกาย หรือสังเกตความคิดที่กำลังผุดขึ้นมาในหัวโดยแค่ "มองดู" มันเฉยๆ
2) การบรรยาย (Description) ความสามารถในการใช้คำพูดระบุหรือ "แปะป้าย" สิ่งที่สังเกตเห็น โดยไม่ใส่ความคิดเห็นหรือการตัดสินเข้าไป เป็นการรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา
* ตัวอย่าง: แทนที่จะคิดว่า "เสียงรถข้างนอกดังน่ารำคาญจัง" ให้บรรยายในใจแค่ว่า "ได้ยินเสียงรถ" หรือแทนที่จะคิดว่า "ฉันรู้สึกแย่จัง" ให้ระบุว่า "รับรู้ถึงความรู้สึกหนักๆ ในใจ"
3) การแสดงออกด้วยความตระหนักรู้ (Acting with Awareness) ความสามารถในการทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยความใส่ใจอย่างเต็มที่ มีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำในขณะนั้น ซึ่งตรงข้ามกับการทำอะไรแบบอัตโนมัติ (autopilot) หรือใจลอย
* ตัวอย่าง: ขณะแปรงฟัน ให้รับรู้ถึงสัมผัสของขนแปรงบนฟัน รสชาติของยาสีฟัน และการเคลื่อนไหวของมือ แทนที่จะคิดเรื่องอื่นไปเรื่อยเปื่อย
4) การยอมรับ (Acceptance) ความสามารถในการยอมรับประสบการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง โดยไม่พยายามหลีกหนี ผลักไส หรือตัดสินประสบการณ์นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ
* ตัวอย่าง: เมื่อรู้สึกวิตกกังวล แทนที่จะพยายามกดความรู้สึกนั้นไว้หรือหงุดหงิดที่ตัวเองรู้สึกแบบนั้น ให้ลองยอมรับว่า "ตอนนี้มีความรู้สึกกังวลเกิดขึ้น" และอยู่กับมันสักครู่โดยไม่จำเป็นต้องทำอะไร
ทักษะทั้งสี่นี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนให้เกิดขึ้นได้ผ่านกิจกรรมง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน
4. เริ่มต้นฝึกสติ: วิธีง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน
การฝึกสติไม่จำเป็นต้องรอเวลาว่างหรือหาสถานที่สงบเสมอไป เราสามารถเริ่มต้นได้ทันทีผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ดังนี้คือ 3 วิธีการพื้นฐานสำหรับผู้เริ่มต้น
* การกำหนดลมหายใจ เป็นวิธีการฝึกสติที่พื้นฐานที่สุดและทำได้ทุกที่ทุกเวลา ตามแนวทางกิจกรรม “ลมหายใจแห่งสติ” ที่ระบุในงานวิจัยของวารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย เพียงแค่นั่งในท่าที่สบายๆ และค่อยๆ นำความสนใจทั้งหมดมาสังเกตลมหายใจของตนเอง
** วิธีปฏิบัติ: รับรู้ถึงลมหายใจที่เคลื่อนเข้าและเคลื่อนออก สังเกตความรู้สึกที่ปลายจมูกหรือการพอง-ยุบของหน้าท้อง ไม่ต้องพยายามควบคุมลมหายใจ เพียงแค่ "ตามดู" อย่างที่มันเป็น เมื่อไหร่ที่ใจลอยคิดเรื่องอื่น ก็ค่อยๆ ดึงความสนใจกลับมาที่ลมหายใจอย่างนุ่มนวล
* การเคลื่อนไหวอย่างรู้สึกตัว ตามแนวทางของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ซึ่งอ้างอิงในเอกสารวิชาการเรื่องสัมปชัญญปัพพะของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) คือการใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายเป็นเครื่องมือในการปลุกสติให้ตื่นรู้ วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบอยู่นิ่งๆ
** วิธีปฏิบัติ: ลองฝึกสร้างจังหวะด้วยการเคลื่อนไหวมือช้าๆ เช่น ยกมือขึ้น-ลง พลิกมือคว่ำ-หงาย โดยให้สติทั้งหมดจดจ่ออยู่กับการเคลื่อนไหวและความรู้สึกที่เกิดขึ้นที่ร่างกายในขณะนั้น หรืออาจฝึก "การเดินจงกรม" โดยการเดินช้าๆ และรับรู้สัมผัสของฝ่าเท้าที่กระทบพื้นในทุกย่างก้าว
* การทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันอย่างมีสติ คือการเปลี่ยนกิจกรรมธรรมดาให้กลายเป็นการฝึกสติ โดยการทุ่มเทความสนใจทั้งหมด 100% ไปยังกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ หรือที่ในทางปฏิบัติธรรมเรียกว่า "สัมปชัญญปัพพะ" ตามที่อธิบายไว้ในเอกสารของ มจร.
** ตัวอย่าง:
- การรับประทานอาหาร: ลองรับประทานอาหารมื้อต่อไปโดยไม่ดูทีวีหรือเล่นมือถือ ให้สนใจกับอาหารตรงหน้าอย่างเต็มที่ สังเกตสีสัน กลิ่น รสชาติ และเนื้อสัมผัสของอาหารในแต่ละคำที่เคี้ยว
- การล้างจาน: รับรู้ถึงอุณหภูมิของน้ำ สัมผัสของฟองน้ำบนจาน เสียงน้ำที่ไหลกระทบภาชนะ การทำเช่นนี้จะเปลี่ยนงานบ้านที่น่าเบื่อให้กลายเป็นการฝึกสมาธิได้
การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอแม้เพียงเล็กน้อยในแต่ละวัน จะนำมาซึ่งประโยชน์มากมายต่อการพัฒนาตนเองในทุกมิติของชีวิต
5. บทสรุป: 'สติ' เพื่อชีวิตที่สมดุลและเป็นสุข
ในสังคมยุคใหม่ ที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและความท้าทาย 'สติ' ไม่ใช่เป็นเพียงแค่หลักปฏิบัติทางศาสนา แต่ได้กลายเป็นทักษะชีวิตที่จำเป็นอย่างยิ่ง ดังที่ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยนเรศวรได้ชี้ให้เห็นว่า หัวใจสำคัญของการดำเนินชีวิตที่พร้อมรับมือกับความผันผวนต่างๆ คือการมีและใช้ 'สติ' เป็นเครื่องมือนำทาง
ตามข้อมูลจากมหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น, ประโยชน์ของการเจริญสตินั้นครอบคลุมการพัฒนาตนเองใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่
1. ด้านร่างกาย: ช่วยให้สุขภาพดีขึ้น ลดความเครียด มีบุคลิกที่สงบเยือกเย็น และผ่อนคลาย
2. ด้านจิตใจ: ทำให้สุขภาพจิตดี จิตใจสงบ สะอาด และมั่นคง สามารถรับมือกับอารมณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงต่อภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้า
3. ด้านปัญญา: ส่งเสริมให้สมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีสมาธิดีขึ้น คิดไตร่ตรองได้อย่างลึกซึ้ง และนำไปสู่ความเข้าใจในสภาวะของโลกและชีวิตตามความเป็นจริง
4. ด้านสังคม: ช่วยให้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น เพราะเมื่อมีสติ เราจะคิด พูด และกระทำสิ่งต่างๆ ด้วยความเมตตาและปัญญา ลดความขัดแย้ง และสร้างสังคมที่สงบสุข
ท้ายที่สุดแล้ว การฝึกฝนสติคือการเดินทางกลับมาสู่ปัจจุบันขณะ เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับชีวิต ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ได้อย่างรู้เท่าทันและสง่างาม
แนวทางการดำเนินชีวิตที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง คือการ "เรียนให้รู้-ดูให้ทัน-ผันให้เป็น-เย็นให้ได้" ซึ่งทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากการมีและใช้ 'สติ' ในทุกกิจกรรมของชีวิตครับ.
กรภัทร์ จิติสกล
21 พฤศจิกายน 2568
#ชีวิตสำคัญที่เป้าหมาย วิธีคิด และการกระทำ
โฆษณา