24 พ.ย. 2025 เวลา 07:33 • การศึกษา

คนกับภาษา

สิบกว่าปีก่อน ผมได้รับทุนฟุลไบรท์ไปอบรมในโปรแกรมฮัมฟรีย์ หรือ Huber H. Humphrey Fellowship Program ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ในตอนนั้น ผมได้รู้จักกับฮัมฟรีย์เฟลโลว์หนุ่มจากบราซิลคนหนึ่ง พวกเราเรียกพ่อหนุ่มหนวดบราซิลเลียนว่า เปโดร ตามชื่อตัวของฮี พ่อหนุ่มหนวดหน้าตาแบบคนในรูปนี้เลย
(ผู้ที่ได้รับทุนฟุลไบร์ทเข้าอบรมในโปรแกรมฮัมฟรีย์ จะถูกเรียกว่า ฮัมฟรีย์เฟลโลว์/Humphrey Fellow และเมื่อจบการอบรมก็จะเรียกว่า ฮัมฟรีย์อะลัมนัส/Humphrey Alumnus หรือพหูพจน์ก็ อะลัมไน-Alumni)
ครั้งหนึ่ง พ่อหนุ่มหนวดเปโดรเคยตั้งข้อสังเกตว่า คำ "ขอบคุณ" ในภาษาญี่ปุ่นกับภาษาโปรตุเกสที่เป็นภาษาราชการของบราซิลน่ะ ออกเสียงใกล้เคียงกันมาก
ที่พ่อหนุ่มหนวดเปโดร ตั้งข้อสังเกตคือ "อะริงะโต ありがとう" ในขณะที่ในภาษาโปรตุเกสคือ "โอบริกาดา Obrigado" เราไม่เอา "โอบริกาดา Obrigada" มาเทียบเพราะคำนี้เป็นการผันคำตามเพศ—เอ่อ..อันนี้หมายถึง gender นะครับ ไม่ใช่ sex แต่มันก็ครือๆ กันอ่ะเนอะ ว่าป่ะ—ฟังดูเผินๆ สองคำนี้ก็มีรูปแบบของเสียงคล้ายๆ กันพอดูอยู่นะ
ตอนนั้น ผมตั้งข้อสังเกตว่า คนญี่ปุ่นอาจจะยืมคำนี้มาจากภาษาโปรตุเกสหรือเปล่า เพราะ—เอาจริงนะ—ในภาษาญี่ปุ่นปัจจุบันมีคำที่ใช้แสดงความขอบคุณอยู่หลายแบบสำหรับหลายๆ สถานการณ์ และหลายระดับความสุภาพ เช่น
- อะริงะโต Arigatou (ありがとう): ขอบคุณ (แบบไม่เป็นทางการ) เหมาะสำหรับพูดกับเพื่อนหรือคนสนิท
- อะริงะโต โกไซมัส Arigatou gozaimasu (ありがとうございます): ขอบคุณ (สุภาพ) ใช้ได้ทั่วๆ ไปในหลากหลายสถานการณ์
- โดโมะ อะริงะโต โกไซมัส Doumo arigatou gozaimasu (どうもありがとうございます): ขอบคุณอย่างยิ่ง (สุภาพเป็นพิเศษ) ใช้แสดงความขอบคุณอย่างยิ่ง
- ฮอนโต นิ อะริงะโต โกไซมัส Hontou ni arigatou gozaimasu (本当にありがとうございます): ขอบคุณจริงๆ ครับ/ค่ะ ใช้เน้นความรู้สึกของผู้พูด
- อะริงะโต โกไซมะชิตะ Arigatou gozaimashita (ありがとうございました): ขอบคุณ (อดีต) ใช้ขอบคุณในเรื่องที่จบไปแล้ว เช่น ขอบคุณที่ช่วยเปลี่ยนยางรถให้จนเสร็จ
- โดโมะ Doumo (どうも): ขอบใจ เป็นคำพูดสั้น ๆ ที่ใช้ทั่วไป
- ซุมิมะเซน Sumimasen (すみません): โดยปรกติแปลว่า ขอโทษ แต่ใช้ขอบคุณด้วยความรู้สึกเกรงใจ ซึ่งใช้เมื่อรู้สึกเกรงใจที่เป็นภาระให้คนอื่นต้องลำบาก
- โอะเซะวะ นิ นะริมะชิตะ Osewa ni narimashita (お世話になりました): ขอบคุณที่ดูแลกันตลอดมา ใช้เมื่อต้องกล่าวอำลาหลังจากที่เคยได้รับการดูแลมาเป็นเวลานาน
- โอะทซึคะเระ ซะมะ เดชิตะ Otsukare sama deshita (お疲れ様でした): ขอบคุณที่ทำงานจนเหนื่อย ใช้หลังจากทำงานร่วมกัน หรือเมื่อเห็นว่าใครคนหนึ่งทำงานหนัก
แต่ถ้าจะสังเกตดีๆ คำที่ใช้ในการขอบคุณในสถานการณ์ทั่วๆ ไป แล้วจะมีสองคำที่ใช้คือ "อะริงะโต Arigatou ありがとう" และ "ซุมิมะเซน Sumimasen すみません" เรื่องนี้ มีผู้รู้อธิบายว่า "อะริงะโต" คำแรกจะใช้ขอบคุณเมื่อคนที่ทำอะไรให้กับเราโดยที่เราคาดหวังอยู่แล้วว่าเขาจะทำอย่างนั้น ในขณะที่ "ซุมิมะเซน" คำหลังจะใช้เมื่อคนที่ทำอะไรให้กับเราโดยที่เราไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะทำอย่างนั้น
ส่วนในภาษาโปรตุเกสก็ตามสไตล์ยุโรป คือไม่มีสำนวนเยอะแยะซับซ้อนสำหรับหลายๆ สถานการณ์เหมือนอย่างในภาษาญี่ปุ่น
คำว่า "ขอบคุณ" ในภาษาโปรตุเกสคือ "โอบริกาโด Obrigado" เมื่อผู้ชายกล่าวขอบคุณ และ "โอบริกาดา Obrigada" เมื่อผู้หญิงกล่าวขอบคุณ หากต้องการเน้นว่า "ขอบคุณมาก" ก็จะพูดว่า "มุยโต โอบริกาโด Muito obrigado" (ผู้ชาย) หรือ "มุยโต โอบริกาดา Muito obrigada" (ผู้หญิง)
ตอนนั้น ผมตั้งข้อสังเกตแล้วก็แล้วไป ไม่ได้สนใจจะเจาะประเด็นนี้ต่อ เพราะยังไม่ได้เรียนภาษาญี่ปุ่นและโปรตุเกส จนเมื่อสองปีที่ผ่านมา ผมเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นกับแอพมือถือเป็นเรื่องเป็นราวแบบเรียนต่อเนื่องเป็นประจำ ถึงจะไม่ได้เรียนทุกวันเพราะต้องเวียนสลับกับภาษาอื่นๆ อีก 8 ภาษา คือแบบว่า เรียนเอามันเอาเผือกน่ะ แต่ไม่ได้เรียนภาษาโปรตุเกสจนเมื่อสองเดือนก่อน ผมก็แอดภาษาโปรตุเกสเข้าไปในตารางเรียนด้วย
พอเริ่มเรียนภาษาโปรตุเกส ผมก็เริ่มสังเกตเห็นคำเหมือนอีกคำหนึ่งในภาษาญี่ปุ่นกับโปรตุเกส ซึ่งก็คำ "เน่ né" ในภาษาโปรตุเกส กับ "เนะ ね" ในภาษาญี่ปุ่น
มีหลายท่านเม้นต์ไว้บนเน็ตว่า คำ "เน่ né" ในภาษาโปรตุเกส มาจากคำว่า "เนาเอ่ não é" ซึ่งทั้งสองคำมีความหมายเดียวกันกับ "isn't it?" ในภาษาอังกฤษ
อะไรมันจะบังเอิญปานนั้น (แต่รับรอง ไม่ใช่ปานศักดิ์หรอก) ผมหวนนึกไปถึงเรื่องที่เคยคุยกับพ่อหนวดเปโดร และเริ่มคิดว่า มันท่าจะจริงแฮะ แต่ก็มีคนยืนยันว่า ญี่ปุ่นไม่ได้ยืมคำพวกนี้มาจากภาษาโปรตุเกส มันเป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่าน้าน
เอาจริงนะ เรื่องนี้เป็นหนึ่งในหัวข้อที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงกันมากที่สุดในแวดวงนิรุกติศาสตร์ (Etymology) และคำตอบแบบตรงไปตรงมาจากผู้เชี่ยวชาญก็คือ "นี่เป็นเพียงความเชื่อปรัมปราทางภาษาศาสตร์ (Linguistic Myth)"
เพราะถึงแม้ว่า ทั้งสองคำจะออกเสียงคล้ายกันจนน่าประหลาดใจ แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ (History) และนิรุกติศาสตร์ (Etymology) ก็ยืนยันชัดเจนว่า ญี่ปุ่น "ไม่ได้" ยืมคำว่า ありがとう หรือ ね มาจากภาษาโปรตุเกส
มันคือเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า "False Cognate" ที่คำสองคำหรือหลายๆ คำ ซึ่งดูเหมือนจะมีรากมาจากศัพท์คำเดียวกัน ไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย และนี่คือข้อเท็จจริงกับหลักฐานที่หักล้างความเชื่อนี้
1. กรณี "ありがとう" vs "Obrigado"
หลายคนเชื่อทฤษฎีนี้ เพราะมิชชันนารีชาวโปรตุเกสเดินทางเข้ามาในญี่ปุ่นช่วงศตวรรษที่ 16 ราวปี ค.ศ. 1543 ซึ่งดูเหมือนจะประจวบเหมาะกัน แต่หลักฐานทางวรรณกรรมของญี่ปุ่นก็หักล้างทฤษฎีนี้โดยสิ้นเชิง
หลักฐานด้านเส้นเวลา (Timeline Evidence) บ่งชี้ว่า คำ "ありがとう" มีรากศัพท์มาจากคำว่า "อะริงะทะอิ 有り難い Arigatai" ที่ปรากฏในวรรณกรรมญี่ปุ่นโบราณมาแสนนานก่อนที่ชาวโปรตุเกสจะล่องเรือมาถึงญี่ปุ่นหลายศตวรรษ
คำนี้ปรากฏในวรรณกรรมหลายๆ ชิ้น เช่น
- บันทึกมันโยชู (万葉集, Man'yōshū, Collection of Ten Thousand Leaves) อันเป็นหนังสือรวมบทกวีที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นซึ่งรวบรวมเสร็จสมบูรณ์ในราวปี ค.ศ. 759
- ตำนานเก็นจิ (源氏物語, Genji Monogatari, The Tale of Genji) นวนิยายของ มุราซากิ ชิคิบุ (紫式部 Murasaki Shikibu) ที่ตีพิมพ์ในราวปี ค.ศ. 1021
แต่ในเมื่อชาวโปรตุเกสมาถึงญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1543 ดังนั้นคำนี้ จึงมีอยู่ก่อนแล้วเกือบ 800 ปี
เมื่อลองถอดรากศัพท์ (Etymological Breakdown) ดู ก็จะพบว่า "อะริ 有り" (Ari) มาจากคำกริยา "有る" (Aru) ที่แปลว่า "มี" หรือ "ดำรงอยู่" ส่วน "งะทะอิ" (Gatai) มาจากคำคุณศัพท์ "Katai" (ตัวคันจิเขียนเหมือนกัน) ที่แปลว่า "ยาก"
ความหมายเดิมของคำนี้ ก็คือ "การมีอยู่ของสิ่งที่หาได้ยาก" หรือ "หายาก" (Rare/Precious) โดยวิวัฒนาการความหมาย มาจาก "สิ่งนี้ช่างหายากเหลือเกิน" มาเป็น "น่าเลื่อมใส/น่าซาบซึ้งใจที่ได้รับสิ่งที่หาได้ยากนี้" ก่อนจะกลายมาเป็น "ขอบคุณ"
ในขณะที่ Obrigado ของโปรตุเกส มาจากภาษาละติน Obligatus ซึ่งแปลว่า "ผูกมัด" (รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ)
ความพ้องเสียงของสองคำนี้ จึงเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ (Coincidence)
2. กรณี "ね (เนะ) vs "Né" (เน่)
กรณีนี้ ซับซ้อนกว่ากรณีข้างต้นนี้สนุง เพราะเป็นเรื่องของ "คำลงท้าย" (Sentence-final particle) แต่คำตอบ ก็ยังคงเป็น "ไม่ได้ยืม"
ในภาษาโปรตุเกส "เน่ Né" เป็นคำย่อ (Contraction) ของคำว่า "เนาเอ่ Não é?" (Is it not?) ใช้เพื่อถามความเห็นชอบเหมือนคำว่า "Isn't it?" ในภาษาอังกฤษ
ในภาษาญี่ปุ่น "เนะ Ne" (ね) เป็นคำช่วยจบประโยค (Particle) ที่ทำหน้าที่คล้ายกัน คือ ขอความเห็นชอบ (Seeking agreement)
ในเชิงภาษาศาสตร์ ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่มีโครงสร้างพยางค์จำกัด (Open syllables) และเสียง "น N" หรือ "เนะ Ne" เป็นเสียงพื้นฐานที่คนทั่วไปออกเสียงได้ง่าย จึงมักจะถูกใช้ในบริบทของความนุ่มนวลหรือการคล้อยตามในหลายภาษาทั่วโลก
อย่าง คำเมือง (ภาษาเหนือ) ก็ "เน่าะ" คำไทย (ภาษาไทยภาคกลาง) ก็ "นะ"
นักภาษาศาสตร์มองว่า นี่เป็นเรื่องของ "วิวัฒนาการที่มาบรรจบกัน" (Convergent Evolution) มากกว่าจะเป็นการยืมคำ เพราะโครงสร้างไวยากรณ์ของญี่ปุ่นมีการใช้ Particle มาตั้งแต่สมัยโบราณก่อนจะเริ่มติดต่อกับชาติตะวันตกด้วยซ้ำไป
3. แล้วญี่ปุ่นยืมคำไหนจากโปรตุเกสบ้าง? (The Real Loanwords)
ใช่ว่าญี่ปุ่นจะไม่ยืมคำมาจากภาษายุโรปเลย เราลองมาดูกันว่า ญี่ปุ่นยืมคำในภาษาโปรตุเกสอะไรมาใช้บ้าง
ญี่ปุ่นรับเอาคำจากภาษาโปรตุเกสในช่วงศตวรรษที่ 16 จริงๆ และคำเหล่านี้ยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน คำที่ยืมมาจากภาษาต่างชาติพวกนี้เรียกว่า "ไกไรโงะ" (外来語 Gairaigo) อาทิ
- ปัง Pan (パン) < Pão ขนมปัง
- เทมปุระ Tempura (天ぷら) < Tempero / Tempora = เทมปุระ (มาจากการปรุงรส หรือช่วงเวลาถือศีล)
- คนเปอิโต Konpeitō (金平糖) < Confeito = ลูกกวาดดาว
- คารุตะ Karuta (カルタ) < Carta = ไพ่
- คัปปะ Kappa (合羽) < Capa = เสื้อกันฝน
- จุบัง Juban (襦袢) < Gibão = เสื้อซับใน (เดิมคือเสื้อคลุม)
ที่น่าสังเกตคือ คำศัพท์ที่ยืมมาส่วนใหญ่จะเป็น "วัตถุ" หรือ "นวัตกรรม" ที่ญี่ปุ่นไม่เคยมีมาก่อน เช่น ขนมปัง, สบู่, ไพ่ แต่ญี่ปุ่นไม่ได้ยืมคำศัพท์พื้นฐานที่ใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างคำว่า "ขอบคุณ" หรือ คำลงท้ายประโยคมาใช้ เพราะมีคำเหล่านี้ใช้มาก่อนอยู่แล้ว
ความเชื่อเรื่อง "ありがとう = Obrigado" เป็นเรื่องเล่าที่ฟังดูโรแมนติกและน่าเชื่อถือ แต่ในทางวิชาการ มันคือ ทฤษฎีที่ถูกตีตกไปแล้ว
ญี่ปุ่นไม่ได้ยืมคำขอบคุณ หรือ คำลงท้ายมาจากภาษาโปรตุเกส แต่เป็นเรื่องของการพัฒนาทางภาษาของตนเอง ที่บังเอิญมาพ้องเสียงกันเท่านั้น
การแยกแยะระหว่าง "Fact" (ข้อเท็จจริง) กับ "Folk Etymology" (นิรุกติศาสตร์ชาวบ้าน) ก็ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
...

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา