วันนี้ เวลา 03:00 • การตลาด

อธิบาย เฟรมเวิร์ก 4E ไอเดียสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า แบบแบรนด์หรู ที่ปรับใช้ได้ทุกธุรกิจ

4Ps หรือทฤษฎีส่วนผสมทางการตลาด เป็นทฤษฎีการตลาดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ในช่วงระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา
ไม่ว่าใครที่จะเริ่มต้นวางแผนการทำการตลาด ก็มักนึกถึง 4Ps (Marketing Mix) เป็นอันดับแรก ด้วยความที่เป็นเฟรมเวิร์กง่าย ๆ แต่มีองค์ประกอบที่จำเป็นครบถ้วน สำหรับวางแผนการตลาดในระดับพื้นฐาน
แต่รู้หรือไม่ว่า จริง ๆ แล้วในโลกของการตลาด มีอีกหนึ่งทฤษฎี ที่ใช้วางแผนการตลาดได้ดีไม่แพ้ 4Ps (Marketing Mix) เลย ซึ่งทฤษฎีนั้นมีชื่อว่า “4E Framework”
แล้ว 4E Framework มีรายละเอียดอย่างไร ? MarketThink จะอธิบายให้อ่านกันในโพสต์นี้
- 4E Framework เป็นทฤษฎีการตลาดแบบใหม่ ที่คิดค้นขึ้นโดยคุณ Daniel Langer ซึ่งเป็น CEO ของ Equite บริษัทด้านการตลาดสำหรับแบรนด์หรู เพื่อเป็นกลยุทธ์การตลาดที่เหมาะกับแบรนด์หรูโดยเฉพาะ
เมื่อเป็นกลยุทธ์การตลาดสำหรับแบรนด์หรู ทำให้หลายคนมองว่า 4E Framework ดูไกลตัว และนำมาปรับใช้ได้ยาก
แต่จริง ๆ แล้ว 4E Framework สามารถใช้เป็นกลยุทธ์การตลาด ที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า บริการ หรือแม้แต่ตัวแบรนด์เองได้
โดยที่ 4E Framework มีทั้งหมด 4 องค์ประกอบ ได้แก่
1. E - Emotion (อารมณ์และความรู้สึก)
องค์ประกอบแรกของการตลาดตามนิยามของ 4E Framework ก็คือ การสร้างอารมณ์ และความรู้สึกร่วม ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า
ผ่านการสร้างและถ่ายทอดเรื่องราวของแบรนด์ (Brand Story) ที่สอดคล้องกับค่านิยม ความเชื่อ และความต้องการ เพื่อทำให้ลูกค้ามีอารมณ์ และความรู้สึกร่วมไปกับแบรนด์
ซึ่งในองค์ประกอบแรกของ 4E Framework นี้ สามารถเทียบเคียงได้กับองค์ประกอบแรกของ 4Ps คือ Product หรือการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากที่สุด
เพียงแต่ในยุคนี้ลูกค้าอาจไม่ได้ตัดสินใจซื้อสินค้า ด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะในบางครั้งคุณค่าทางความรู้สึก ก็ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าได้
- ตัวอย่างเช่น Apple เป็นแบรนด์ที่สร้างภาพลักษณ์ให้คอมพิวเตอร์ Mac เชื่อมโยงกับการทำงานทางด้านการออกแบบ และความคิดสร้างสรรค์
ทำให้เราจึงเห็นคนที่ทำงานด้านนี้ ทั้งงานด้านการตัดต่อภาพยนตร์ การออกแบบกราฟิก หรือแม้แต่นักแต่งเพลง ก็ต่างใช้คอมพิวเตอร์ Mac แทบทั้งสิ้น
รวมถึง Apple เอง ก็ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า การใช้สินค้าของ Apple จะทำให้ลูกค้ากลายเป็นคนทันสมัย มีรสนิยมดี ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการตัดสินใจด้วยอารมณ์และความรู้สึก มากกว่าเหตุผล
2. E - Experience (การสร้างประสบการณ์)
ถัดมาคือ การสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า แต่คำว่าประสบการณ์ที่ว่านี้ ต้องเป็นประสบการณ์ที่พิเศษ แตกต่าง และแปลกใหม่ จนทำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้
ซึ่งวิธีการที่จะสร้างประสบการณ์ดี ๆ ให้กับลูกค้าได้นั้น วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ การวิเคราะห์และทำความเข้าใจ Customer Journey ของลูกค้าอย่างละเอียด
แล้วพยายามสร้างประสบการณ์ดี ๆ ให้กับลูกค้า ในทุกช่วงของ Customer Journey ตั้งแต่การเริ่มหาข้อมูล เลือกซื้อสินค้า ไปจนถึงช่วงที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าไปแล้ว
หรือเรียกง่าย ๆ ว่า ทำอย่างไรก็ได้ ให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ดี ๆ จากแบรนด์ ในทุกขั้นตอน ไม่ใช่แค่ได้รับประสบการณ์ดี ๆ จากตัวสินค้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
- ตัวอย่างเช่น แบรนด์ Starbucks ที่มีการสร้างประสบการณ์ดี ๆ ให้กับลูกค้าในทุกขั้นตอน
ตั้งแต่วินาทีแรกที่ลูกค้าเดินเข้าร้าน Starbucks ก็ได้รับบรรยากาศดี ๆ ของร้าน ได้กลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟและขนม ได้รับบริการจากพนักงานที่เป็นมิตร มีการเขียนชื่อของลูกค้าที่แก้วเพื่อแสดงความเป็นกันเอง ไปจนถึงได้นั่งทำงานหรือพักผ่อนในบรรยากาศดี ๆ
3. E - Engagement (การสร้างการมีส่วนร่วม)
หลังจากที่สร้างประสบการณ์ดี ๆ ให้กับลูกค้าได้แล้ว ขั้นตอนถัดไปคือ แบรนด์ต้องพยายามสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้ามีส่วนร่วมกับแบรนด์
ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น การจัดงานอิเวนต์ หรือการจัดกิจกรรมออนไลน์ให้ลูกค้าได้ร่วมสนุกกับแบรนด์
เพราะการมีส่วนร่วม จะทำให้ลูกค้าไม่ได้เป็นเพียงคนที่ซื้อสินค้าของแบรนด์ แต่เป็นคนที่มี Brand Loyalty ในระยะยาว
- ตัวอย่างเช่น KFC ในประเทศไทย เป็นแบรนด์ที่เก่งเรื่องการสร้างการมีส่วนร่วมบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมาก ๆ ด้วยการโพสต์แคปชันตลก ๆ เล่นมุกขำ ๆ เกาะกระแส ทำให้ลูกค้าจดจำ และรู้สึกว่า KFC เป็นแบรนด์ที่อยู่ใกล้ตัวมากขึ้น
4. E - Exclusivity (การสร้างความแตกต่าง ไม่เหมือนใคร)
และในองค์ประกอบสุดท้ายของ 4E Framework ก็คือ การสร้าง Exclusivity หรือความแตกต่าง ที่ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้ เพื่อทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าตัวเองมีความพิเศษ ไม่เหมือนใคร
ซึ่งวิธีการที่จะสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ได้อย่างชัดเจนที่สุด ก็คือ การออกแบบสินค้าหรือบริการให้มี Unique Selling Point หรือ Point of Difference ที่คู่แข่งไม่มี และไม่สามารถทำเลียนแบบได้ง่าย ๆ
- ตัวอย่างเช่น Apple เป็นแบรนด์ที่มี Ecosystem ของตัวเอง เป็น Unique Selling Point ที่แบรนด์อื่นเลียนแบบแทบไม่ได้เลย
เพราะลูกค้าของ Apple สามารถใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ของ Apple ร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ เกิดเป็นความสะดวกสบาย จนลูกค้าไม่อยากออกจาก Ecosystem ของ Apple เพราะมี Switching Cost สูงมาก
ทั้งหมดนี้คือ 4E Framework
ทฤษฎีการตลาด ที่เหมาะกับลูกค้าในยุคนี้ มากกว่า 4Ps ในยุคที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อด้วยอารมณ์ และประสบการณ์ที่ได้รับ มากกว่าเหตุผลและความจำเป็น
โฆษณา