15 ธ.ค. 2025 เวลา 14:35 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

เบื้องหลัง ปีเตอร์ แพน ที่คุณอาจไม่เคยรู้

ปีเตอร์ แพน เรื่องราวแฟนตาซีวัยเด็กสุดคลาสสิคที่หลายคนน่าจะรู้จักกันดี บางคนอาจจะรู้จักจากเวอร์ชั่นต่าง ๆ ที่ดิสนีย์เอามาดัดแปลง บางคนอาจรู้จักว่าเป็นนิทานชื่อดังขวัญใจเด็ก ๆ เรื่องนึง และด้วยความคลาสสิคนี่แหละที่ทำให้มันถูกนำมาดัดแปลงและถ่ายทอดให้ทั้งเด็ก ๆ และผู้คนทั่วโลกได้ร่วมผจญภัยไปกับโลกเหนือจินตนาการนี้
ปีเตอร์ แพนในเวอร์ชั่นที่คนทั่วไปรู้จักและเวอร์ชั่นต้นฉบับจริง ๆ นั้นมันมีความแตกต่างกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจไปมากกว่านั้นก็คือเบื้องหลังเรื่องราวชีวิตของผู้เเต่งเรื่องราวของปีเตอร์แพน เพราะว่ากันว่าเบื้องหลังชีวิตของเขานี่แหละที่เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ขึ้น และมันคือแรงบันดาลใจที่มาจากโศกนาฏกรรมในวัยเด็กที่เขาต้องพบเจอ จนท้ายที่สุดมันทำให้เขาไม่ได้อยากเติบโต อยากจะเป็นเด็กตลอดไปเช่นเดียวกันกับเด็กชายปีเตอร์ แพน
****************************
“เอาเดวิดไปจากเธอ และทำให้เขากลายเป็นของฉันซะ”
เป็นความต้องการดำมืดของตัวละคร The Narrator ที่ต้องการจะแย่งชิง “เดวิด” เด็กชายไร้เดียงสาจากแม่แท้ ๆ ของเขา ไม่ต่างจากเรื่องราวเบื้องหลังของผู้เขียนปีเตอร์ แพน ที่เขาได้พยายามจะครอบครองเด็ก ๆ จากครอบครัวหนึ่งมาเป็นของตัวเอง เพราะเด็ก ๆ ดันทำให้เขาหวนนึกถึงวัยเด็กที่แสนหอมหวาน และเด็ก ๆ คือแรงบันดาลใจเริ่มต้นของเรื่องราวปีเตอร์ แพน
The Narrator และเด็กชายเดวิดเป็นตัวละครที่มาจากวรรณกรรมคลาสสิคเรื่อง The Little White Bird ประพันธ์โดย เจ. เอ็ม. แบร์รี (J.M. Barrie) นักเขียนชาวสก็อตแลนด์ตั้งแต่ในปี 1902 วรรณกรรมเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับมิตรภาพระหว่างทั้งสองที่มีโอกาสได้ทำความรู้จักและเป็นเพื่อนกันที่ “สวนเคนซิงตัน” (Kensington Gardens) ในเมืองลอนดอน
แต่ทว่ามิตรภาพนี้กลับมีความน่าขนลุกไม่น้อย เพราะ The Narrator มีความปรารถนาอยากได้ตัวเดวิดมาครอบครองเป็นของตัวเอง เขาผูกมิตรกับเด็กชายด้วยการเล่าเรื่องราวเหนือจินตนาการให้เด็กชายฟัง และบังเอิญว่าเรื่องราวนั้นมันทั้งสนุกและแปลกใหม่ เด็กที่ไหนได้ฟังก็เป็นอันต้องชอบ เดวิดจึงเป็นเพื่อนใหม่กับนักเล่าเรื่องไร้นามมืออาชีพได้ไม่ยาก และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่ตัวละคร “ปีเตอร์ แพน” ได้ปรากฏขึ้นในโลกแห่งวรรณกรรม
ผลงานของแบร์รีกลายเป็นที่ยอมรับในขณะนั้นเมื่อเรื่องราวนี้ถูกตีพิมพ์ ผู้คนต่างชื่นชอบตัวละครของปีเตอร์ แพนมากจนแบร์รีต้องนำตัวละครตัวนี้มาสร้างเป็นบทละครเป็นเรื่องราวของเขาโดยเฉพาะในเวลาต่อมา
****************************
วัยเด็กของผู้เขียน
หากการสูญเสียจากลาและบาดแผลเป็นเรื่องปกติที่ผู้ใหญ่ทุกคนต้องพบเจอ การสูญเสียสำหรับเด็กคนหนึ่งอาจสร้างบาดแผลได้ฝังลึกยิ่งกว่าที่ใครจะคาดคิดได้เช่นกัน
แบร์รีคือนักเขียนชาวสก็อตแลนด์ผู้มีเบื้องหลังชีวิตในวัยเด็กสุดขมขื่น เขาได้สูญเสียพี่ชายที่ชื่อ “เดวิด” ไปก่อนวัยอันควรจากอุบัติเหตุเมื่อปี 1867 ในตอนนั้นเดวิดมีอายุแค่ 13 ปี ในขณะที่แบร์รีมีอายุเพียง 6 ขวบเท่านั้น
เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ทั้งครอบครัวของแบร์รีได้รับความสะเทือนใจและทรมานใจอย่างแสนสาหัส โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวของแบร์รีเอง เพราะมันได้สร้างบาดแผลในใจของเขาไปตลอดชีวิตหลังจากนั้น เพราะเดวิดเป็นทั้งเพื่อนและพี่ชายคนสนิทที่แบร์รีมองเป็นแบบอย่างเสมอมา การมีเดวิดทำให้วัยเด็กของแบร์รีสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เขาจะมีได้ แต่เขาได้สูญเสียเดวิดไปแล้วอย่างไม่มีวันหวนกลับตลอดกาล
สำหรับเด็กน้อยคนหนึ่งเหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำใจและยอมรับความจริงได้เลย และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้แบร์รีอยากจะหยุดยั้งความเจ็บปวดและสต๊าฟวัยเด็กที่แสนหอมหวานของเขาเอาไว้
และมันนำมาสู่การสร้างเรื่องราวแฟนตาซีที่สะท้อนวัยเด็กแสนสุขในแบบที่เขาเคยมีอย่างเรื่องราวของปีเตอร์ แพน ซึ่งสามารถครองใจผู้อ่าน ผู้ดู ผู้ชมทุกเพศทุกวัยได้อย่างมหาศาลทั่วโลกแม้ในปัจจุบัน แต่วัยเด็กสุดขมขื่นนี้แหละที่เป็นเหมือนกับวัตถุดิบชั้นดีในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกของแบร์รี ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนที่เคยผจญภัยกับปีเตอร์ แพนจะรับรู้เบื้องหลังสุดดาร์กนี้
****************************
ชีวิตแต่งงานที่สะท้อนตัวตนและปัญหา
“จีเซล ผมรู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากชายคนอื่น ดูเหมือนผมมีชีวิตที่ถูกสาปไว้ คุณคือผู้หญิงคนเดียวที่ผมเคยคิดอยากจะรัก แต่ดูเหมือนว่าผมไม่สามารถทำได้เลย”
ไดอะล็อกสุดร้าวรานแต่ทว่าฟังดูตรงไปตรงมา มันบรรยายถึงความรู้สึกของตัวละครทอมมี่ที่มีต่อตัวละครจีเซลซึ่งมาจากนวนิยายเรื่อง Tommy and Grizel เรื่องราวที่เกี่ยวกับชีวิตแต่งงานที่ล้มเหลวของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง เรื่องราวนี้คือผลงานอีกชิ้นของแบร์รีที่สร้างสรรค์ขึ้นในปี 1990 ก่อน The Little White Bird
ย้อนกลับไปในปี 1894 แบร์รีได้ย้ายจากสก็อตแลนด์ไปอยู่ที่ลอนดอนเมื่อเขาได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่หลังจากการเสียชีวิตของเดวิดที่ผ่านไปหลายปีแล้ว แบร์รี่ได้แต่งงานกับนักแสดงสาวที่ชื่อ แมร์รี แอนเซลล์ (Mary Ansell) ทั้งคู่ไม่เคยมีลูกด้วยกันแต่แบร์รีได้มอบสุนัขเซนต์เบอร์นาร์ดไว้ให้กับแมร์รีแทนเพื่อเป็นของขวัญแต่งงาน
และนั่นคือที่มาของตัวละคร "นานา" ที่ทุกคนรู้จักในเรื่องปีเตอร์แพน หลังจากนั้นในปี 1909 ชีวิตแต่งงานของแบร์รีก็ต้องยุติลงด้วยเหตุผลบางอย่าง ว่ากันว่าผลงานเรื่อง Tommy and Grizel ก็สะท้อนชีวิตแต่งงานที่ล้มเหลวของเขาและแมร์รี่นั่นแหละ และมันถูกนำมาพูดถึงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวต่อจากนี้ด้วย
****************************
ต้นฉบับปีเตอร์ แพน
เวลาผ่านไปในปี 1902 แบร์รีก็ได้สร้างสรรค์ผลงานเรื่อง The Little White Bird ในที่สุด และแรงบันดาลใจของผลงานเรื่องนี้ก็คือเหล่าเด็ก ๆ จากครอบครัว “เลเวลิน เดวีส์” (Llewelyn Davies) เหล่าบุคคลสำคัญที่เป็นแรงบันดาลใจสำหรับแบร์รีที่พาแบร์รีย้อนวันวานไปถึงวัยเด็กที่สนุกสุขสมของเขาอีกครั้ง
แบร์รีได้พบกับเด็ก ๆ จากครอบครัวเดวีส์ครั้งแรกในเมื่อปี 1889 ที่สวนสาธารณะ “เคนซิงตัน” ตรงกับสถานที่ในผลงานของเขา ในตอนนั้นแบร์รีได้เจอกับ “จอร์จและจอห์น” เดวีส์ วัยสี่-ห้าขวบที่กำลังเดินเล่นอยู่กับผู้ดูแลในวันที่อากาศแจ่มใสไม่ต่างกับจิตใจของเขาที่กำลังพองโตด้วยความสุข
นั่นคือจุดเริ่มต้นของมิตรภาพที่เขามีให้เด็ก ๆ แบร์รีได้ทำความรู้จักกับพ่อแม่ของเด็ก ๆ และในเวลาต่อมาพวกเขาก็ได้มีลูกเพิ่มอีกสามคนคือ “ปีเตอร์ ไมเคิล และนิโคลัส” แบร์รีได้แทรกซึมเข้าไปในชีวิตของเด็ก ๆ ทั้งห้าผ่านพ่อและแม่ของพวกเขาในทุกโมเมนท์ในชีวิต จนในที่สุดเขาก็ได้กลายเป็น “ลุงจิม” ของเด็ก ๆ บ้านเดวีส์ทุกคน
ในแง่นึงมันอาจฟังดูดีที่มีผู้ใหญ่ใจดีมาทำดีกับลูกคุณ แต่ในอีกมุมหนึ่งมันก็แอบน่ากลัวอยู่เหมือนกันที่เราจะกล้าไว้วางใจให้คน ๆ นึงที่ไม่ใช่ครอบครัวเข้ามาสนิทชิดเชื้อราวกับเป็นญาติพี่น้องกันได้ อย่างไรก็ตาม แบร์รีก็ถือเป็นข้อยกเว้นสำหรับครอบครัวเดวีส์
แบร์รีได้เขียนเรื่อง The Little White Bird ขึ้นโดยมีแบ็คกราวน์ของเรื่องคือสวนเคนซิงตันเป็นหลัก และอย่างที่เล่าไปในช่วงแรก ผลงานของเขาเรื่องนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครอย่างนักเล่าเรื่องไร้นามที่ต้องการจะผูกมิตรกับเด็กน้อยเดวิดและอยากจะครอบครองเดวิดเป็นของตัวเอง
นักเล่าเรื่องไร้นามจึงเล่าเรื่องเหนือจินตนาการอย่างเรื่องของ ปีเตอร์ แพน ให้เดวิดฟัง ในเวลาต่อมาเรื่องราวของปีเตอร์ แพนก็ถูกขยายขึ้นในปี 1904 แบร์รีได้นำตัวละครตัวนี้มาเขียนเป็นบทละครที่ชื่อ Peter Pan, or the Boy Who Would Not Grow Up
และในปี 1911 แบร์รีได้นำบทละครของปีเตอร์ แพนมาเขียนเป็นหนังสือนิยายอีกทีชื่อ Peter and Wendy ซึ่งได้เป็นที่รู้จักในเวลาต่อมาในชื่อ Peter Pan เรื่องราวที่หลายคนคิดว่าเป็นต้นฉบับของเรื่องนี้ แท้จริงแล้วถูกสร้างและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาอย่างน้อยสองสามเสต็ปก่อนที่จะถูกดิสนีย์นำมาดัดแปลงและสร้างเป็นภาพยนตร์ในเวอร์ชั่นต่าง ๆ อย่างที่เรารู้จักกันดี
สำหรับเรามนุษย์ผู้เปราะบาง มันจะมีอะไรน่าเศร้าสะเทือนใจไปกว่าการไม่ถูกรักล่ะ? โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นเพียงเด็กน้อยวัยเพียงหนึ่งสัปดาห์แร้งไร้ประสบการณ์ชีวิต อ่อนไหว ไร้เดียงสาต่อโลกอย่างปีเตอร์ แพน
ในเวอร์ชั่น The Little White Bird ต้นฉบับของปีเตอร์ แพน เรื่องราวชีวิตของเขามันน่าเศร้านัก เขาเป็นเพียงกึ่งทารกกึ่งนางฟ้าและนกผู้มีอายุเพียงเจ็ดวันเท่านั้น ปีเตอร์ แพนบินออกจากบ้านไปเที่ยวเล่นและคิดว่าแม่ของเขาจะเปิดหน้าต่างรอเขาอยู่เสมอจนชะล่าใจ
แต่วันหนึ่งเขาตัดสินใจบินกลับไปที่บ้านและได้พบว่าแม่ของเขาปิดหน้าต่างพร้อมทั้งกำลังอุ้มทารกคนใหม่ในอ้อมกอด ด้วยความไร้เดียงสา ปีเตอร์ แพนจึงเข้าใจว่าความรักของแม่เขามีเงื่อนไขและจะมีคนมาแทนที่เขาเสมอ เขาจึงสูญสิ้นศรัทธาในความรักของแม่จึงบินหนีจากที่นั่นไปอย่างถาวรและไม่มีวันโตขึ้นอีกเลย
และถ้าหากว่าเราไม่ต้องอาศัยความรักจากครอบครัวแล้ว มันจะดีแค่ไหนล่ะหากเราสามารถเป็นเด็กน้อยได้ตลอดไป ทั้งยังมีแดนมหัศจรรย์ที่มีทุกอย่างที่ปรารถนาให้เราได้โลดแล่นผจญภัยไม่รู้จบอีก สิ่งเหล่านี้คือคุณสมบัติของปีเตอร์ แพนในเวอร์ชั่นบทละครและหนังสือเวอร์ชั่นต่อมานั่นเอง แม้ว่าจะยังคงเบื้องหลังอันน่าเศร้าจากต้นฉบับอยู่บ้าง แต่เรื่องราวไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในสวนเคนซิงตันอีกต่อไปแล้ว
สองเวอร์ชั่นนี้ปีเตอร์ แพนมีทุกอย่างที่ปรารถนาใน “เนเวอร์แลนด์” ให้เขาได้ผจญภัย มีโจรสลัดให้ต่อสู้ มีเด็กหลงทางรวมทั้งมี “เวนดี้” ให้เล่นด้วย เขาไม่ใช่เพียงทารกอายุหนึ่งสัปดาห์ผู้โศกเศร้าอีกต่อไป แต่คือปีเตอร์ แพนในวัย 13 ปีเช่นเดียวกับเดวิดพี่ชายของแบร์รี หากแต่ว่าปีเตอร์ แพนจะไม่มีวันโต เขาจะเยาว์วัยและมีความสุขแบบเด็กไปตลอดกาล
เรื่องน่าเศร้าเดียวที่ปีเตอร์ แพนจะต้องพบเจอก็คือ เวนดี้จะต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่และไม่สามารถเล่นกับเขาได้เหมือนเดิม แต่เขาก็ยังสามารถเล่นกับลูกหลานของเธอได้ต่อไปได้ไม่รู้จบ แล้วเด็กที่ไหนจะไม่ปรารถนาความพิเศษนี้จริงไหมล่ะครับ
****************************
#
ความลับในชีวิตจริงของผู้เขียน
ทั้งหมดทั้งมวลนั้นมันคือโลกแห่งจินตนาการที่สะท้อนออกมาเป็นผลงานวรรณกรรมชิ้นเอก ในชีวิตจริงแม้เราอยากจะเป็นเด็กขนาดไหน เราทุกคนต่างก็ต้องเติบโตทั้งนั้น และเราต้องยอมรับความเป็นจริงที่กาลเวลามอบให้กับเราให้ได้ แต่ว่ากันว่าแบร์รีไม่ใช่คนแบบนั้น เขากักขังเด็กน้อยคนหนึ่งไว้ในเนื้อในตัวของเขาตลอดมาและอาจจะตลอดไปด้วย
สิ่งที่เป็นข้อครหาที่สุดของแบร์รีที่ทำให้เรื่องราวเบื้องหลังชีวิตของเขาถูกตั้งคำถามก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเด็ก ๆ บ้านเดวีส์ รวมทั้งความรู้สึกที่เขามีต่อเด็ก ๆ เพราะมันดันมีหลักฐานชิ้นสำคัญที่ชี้ว่าแบร์รีได้ทำการเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมของครอบครัวเดวีส์หลังจากที่ทั้งพ่อและแม่ของเด็กๆ เดวีส์เสียชีวิต
โดยแบร์รีได้ทำการเปลี่ยนชื่อผู้ดูแลตามพินัยกรรม จากที่เป็นชื่อของน้าสาวและพี่เลี้ยงของเด็ก ๆ ไปเป็นชื่อของเขาเอง ตั้งแต่นั้นแบร์รีจึงได้สิทธิในการเลี้ยงดูเด็ก ๆ ทั้งห้าคนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมันไม่ต่างจากการที่ตัวละคร The Narrator พยายามทำกับตัวละครเด็กน้อยเดวิดเลย
บ้างก็ว่ากันว่าแบร์รีเป็นโรคใคร่เด็กและเป็นเกย์ เนื่องจากเขาไม่เคยมีลูก ทั้งยังมีชีวิตแต่งงานที่ล้มเหลว และเขาก็ยังสนิทสนมกับเด็ก ๆ เดวีส์จนหลายคนมองว่าแปลก แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้มีหลักฐานอะไรชัดเจนนอกจากจดหมายลับเพียงฉบับเดียวที่หลงเหลือเป็นหลักฐาน จดหมายฉบับนั้นแบร์รีได้เขียนหาไมเคิล เดวีส์ เนื้อหาในจดหมายมีใจความสำคัญประมาณว่า
“ฉันหวังว่าฉันจะได้อยู่กับเธอและเล่มเทียนของเธอ เธอสามารถมองฉันเป็นดังเทียนอีกเล่มของเธอได้ เล่มที่ถูกเผาไหม้อย่างร้อนแรง เล่มที่เยิ้มละลายที่โค้งงอตรงกลางแต่ยังคงแข็งขัน…
…ฉันคือเทียนของเธอไมเคิล ฉันปรารถนาได้เห็นเธอใส่ชุดหนังสีแดงเป็นครั้งแรก
ฉันคลั่งไคล้เธอมากนะ แต่อย่าไปบอกใครเชียวล่ะ”
แม้ว่ามันจะเป็นจดหมายในเชิงอุปมาอุปไมย แต่มันก็ยังฟังดูน่าแปลกใจและน่าขนลุกอย่างบอกไม่ถูก เพราะถ้ามองตามตรรกะและเหตุผลแห่งความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่แบร์รีทำมันทั้งผิดกฎหมายและหมิ่นเหม่อยู่ไม่น้อย
ตามข้อถกเถียงที่เกิดขึ้น บางคนกล่าวว่าแบร์รีเขียนเรื่องราวของปีเตอร์แพนขึ้นมาจากเรื่องราวและความปรารถนาของเขาเอง เพราะเขาไม่สามารถหลุดพ้นจากความสุขความสนุกในวัยเด็กของเขาและเดวิดพี่ชายที่เป็นดั่งเพื่อนสนิทของเขาได้ เขาจึงกลั่นความเจ็บปวดจากการสูญเสียในครั้งนั้นและสร้างสรรค์มันออกมา
และเด็ก ๆ เดวีส์ก็เป็นเหมือนกับแรงบันดาลใจอันแรงกล้าที่ดึงเขากลับเข้าสู่วัยเด็กอีกครั้ง จึงมีตัวละครหลายตัวที่เป็นชื่อของเด็ก ๆ บ้านเดวีส์ในเรื่องราวของปีเตอร์ แพน และทั้งหมดนั้นแบร์รีก็ทำไปเพราะเขาไม่ได้อยากเติบโตเป็นผู้ใหญ่แบบที่ควรเป็น แบร์รีคิดว่าเขาเหมือนกับตัวละครกัปตันฮุกในเรื่อง แต่หลายคนกลับมองว่าเขาเองนั่นแหละคือ ปีเตอร์ แพน เด็กชายเพียงคนเดียวผู้ไม่มีวันโต
****************************
สรุป
เรื่องราวของปีเตอร์ แพนกลายเป็นเรื่องราวสุดคลาสสิคที่เป็นอมตะและมีความไอคอนิก แต่ในทางกลับกันเด็ก ๆ ครอบครัวเดวีส์กลับมีชีวิตที่ค่อนข้างสั้นหรือน่าเศร้า
จอร์จเสียชีวิตในวัยเพียง 21 ปีจากการเป็นทหารที่ไปรบในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในปี 1915 ส่วนไมเคิลก็ถูกพบว่าเสียชีวิตในวันเกิดปีที่ 21 ในปี 1921 ซึ่งร่างของเขาถูกพบพร้อมกับเพื่อนชายอีกคนในลักษณะกอดกันเสียชีวิต ว่ากันว่าทั้งสองเป็นคู่รักกันและด้วยในยุคนั้นสังคมยังไม่ยอมรับความรักแบบชายรักชาย ทั้งสองจึงตัดสินใจฆ่าตัวตายพร้อมกัน
จอห์น เสียชีวิตในปี 2502 ด้วยโรคปอดในวัย 65 ปี ส่วนปีเตอร์เสียชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายในวัย 63 เขาคือคนที่เรียกขานเรื่องราวของปีเตอร์แพนว่า
“ผลงานชิ้นเอกที่เลวร้าย”
มีเพียงนิโคลัสคนเดียวเท่านั้นที่เสียชีวิตด้วยสาเหตุธรรมชาติ เขาจากโลกนี้ไปในวัย 77 ปีด้วยโรคชรา และนิโคคัสเป็นเพียงคนเดียวจากเด็ก ๆ ครอบครัวเดวีส์ที่ให้ความเห็นปกป้องแบร์รีว่า
“ลุงจิมเป็นคนบริสุทธิ์”
ส่วนแบร์รีเสียชีวิตด้วยโรคปอดบวมเมื่ออายุ 77 ปี ในปี 1937 เขานึกถึงเรื่องปีเตอร์ แพนน้อยลงในฐานะของเรื่องราวที่เฉลิมฉลองความไร้เดียงสาในวัยเด็ก แบร์รีได้เขียนลงในสมุดบันทึกส่วนตัวของเขาว่า
“สิ้นหวังกับการพยายามที่จะเติบโตขึ้น แต่ทำไม่ได้”
เรื่องราวชีวิตของแบร์รีและผลงานของเขายังคงเป็นที่พูดถึงแม้ในปัจจุบัน แม้ว่าเขาจะจากไปแล้วแต่ปีเตอร์ แพนก็ยังคงโลดแล่นอยู่ในจินตนาการของเด็กอีกมากมายและเขาจะเป็นอมตะอยู่แบบนั้นตราบเท่าที่จะยังมีคนเล่าเรื่องของเขาต่อไป ส่วนเรื่องราวเบื้องหลังชีวิตจริงของแบร์รีนั้นก็จะยังคงเป็นที่ถกเถียงรวมถึงอาจเป็นบทเรียนในบางแง่มุมให้กับคนที่ได้รับรู้ตราบเท่าที่เราอยากสนใจมัน
เช่นเดียวกันกับที่ ปีเตอร์ แพน จะยังคงสามารถลดแล่นอยู่ในโลกแห่งจินตนาการของเขาได้ตราบเท่าที่มีคนเชื่อ 
- Josman -
โฆษณา