Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สงคราม story
•
ติดตาม
17 ธ.ค. 2025 เวลา 07:36 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
ภูมิหลังของ F-16 ในกองทัพอากาศไทย
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน เมื่อทุกท่านได้ยินข่าวสงครามชายแดนไทย-กัมพูชาช่วงนี้ แน่นอนว่าหลายท่านรู้จักชื่อ F-16 กันเป็นอย่างดี มีท่านผู้อ่านบางท่านเห็นว่าผู้เขียนกล่าวถึงเครื่องบินแบบนี้มากๆในช่วงหลัง จนบางทีท่านอ่านอาจตั้งคำถามว่า ''ทำไมต้องเล่าเรื่อง F-16 บ.รุ่นอื่นก็มีทำไม่นำมาเล่า"
อันที่จริงการนำ F-16 มาเล่าในวันนี้ไม่ได้เล่าเรื่องแค่ให้ทันกระแสปัจจุบัน แต่ยังเป็นการเล่าถึงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่มีบันทึกไว้ ก่อนที่อีกไม่ 20 ปีนับจากนี้เครื่องบินแบบดังกล่าวจะเป็นตำนานเหมือน F-8F , F-84 , F-86 หรือแม้กระทั่ง F-5 นอกจากนี้บทความนี้ยังเป็นการเล่าเรื่องที่ไม่เคยรู้เกี่ยวกับเครื่องบินขับไล่ F-16 ให้สมบูรณ์ในบทความเดียวสำหรับท่านผู้อ่านที่เพิ่งเข้ามาใหม่และเป็นการทบทวนความรู้สำหรับท่านผู้อ่านที่อ่านประวัติของเครื่องแบบดังกล่าวแล้วไม่เบื่ออีกด้วย
ในบทความนี้อาจมีท่านผู้อ่านบางท่านสงสัยว่าทำไมเครื่องบินขับไล่ยุคสงครามเย็นแบบนี้ยังคงบินได้ทั้งที่ยุคนี้กองทัพอากาศไทยควรจะมองหาเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 แล้วเรื่องราวของ F-16 มีความเป็นมาอย่างไร นี่คือบทความที่จะขอนำทุกท่านย้อนกลับไปดูให้รู้ รู้ให้ลึกเกี่ยวกับที่มาของ F-16
เครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16 Fighting Falcon หรือที่กองทัพอากาศไทยเรียกว่า เครื่องบินขับไล่แบบที่ 19 เป็นหนึ่งในเครื่องบินขับไล่ที่มีศักยภาพสูงและมีสมรรถนะสูงที่สุดของสหรัฐอเมริกา และเป็นสัญลักษณ์ของเครื่องบินขับไล่หลากบทบาทยุคที่ 4 ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในประวัติศาสตร์การบิน
เริ่มต้นการผลิตโดย General Dynamics ในยุคสงครามเย็น จนถึงปัจจุบันที่อยู่ภายใต้การผลิตของ Lockheed Martin เครื่องบิน F-16 ได้รับการยอมรับในด้านความเร็ว ความคล่องแคล่วในการตีลังกา การเลี้ยวต่อเนื่องด้วยแรงจีถึง 9 จี และความสามารถในการบรรทุกอาวุธเต็มอัตรา
F-16 ถูกพัฒนาขึ้นตามทฤษฎีความคล่องแคล่วทางพลังงาน (Energy Maneuverability Theory) โดยมีเป้าหมายเป็นเครื่องบินขับไล่น้ำหนักเบาที่สามารถเร่งความเร็วและเลี้ยวได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นหากนำ F-16 ไปรบกับเครื่องบินรบที่ใหญ่กว่า เปรียบได้นักมวยน้ำหนักเบาที่พร้อมต่อสู้กับนักมวยน้ำหนักมาก เครื่องบินรบรุ่นนี้มีความเร็วสูงสุดถึง 2 มัค หรือ 1,353 ไมล์ต่อชั่วโมง (2,124 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ที่ระดับความสูง 40,000 ฟุต มีเพดานบินปฏิบัติการที่ 50,000 ฟุต
และที่สำคัญเครื่องบิน F-16 สามารถทำแรง 9G ได้อย่างสม่ำเสมอ F-16 มีน้ำหนักเปล่าไม่ถึง 20,000 ปอนด์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เป็นเครื่องบินขับไล่ที่มีขนาดเล็กกว่าเมื่อเทียบกับเครื่องบินที่ประจำการในปัจจุบัน
บนท้องฟ้าที่กำลังก้าวสู่สงครามสมัยใหม่ F-16 ถูกออกแบบมาเพื่อความเป็นเลิศในการสู้รบระยะประชิด (Dogfight) ซึ่งเน้นความคล่องตัวสูง มีการวางคันบังคับไว้ที่ด้านขวาพร้อมที่พักแขน ช่วยให้นักบินออกแรงน้อยลงและบินได้สบายขึ้นภายใต้สภาวะแรง G สูงจากการเลี้ยววงแคบ
มีระบบควบคุมการบินด้วยไฟฟ้า กล่าวคือ F-16 เป็นเครื่องบินรบแรกของโลกที่ใช้ระบบ FBW หรือ Fly By Wire อย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากเครื่องบินถูกออกแบบให้มีอากาศพลศาสตร์ที่ไม่เสถียรโดยธรรมชาติเล็กน้อย (Flexible Static Stability) เพื่อให้ตอบสนองต่อการควบคุมได้อย่างรวดเร็ว ระบบคอมพิวเตอร์จึงต้องคอยควบคุมเสถียรภาพโดยปรับชิ้นส่วนควบคุมการบิน (พื้นบังคับ) ถึง 300 ครั้งต่อวินาที เพื่อไม่ให้เครื่องบินเสียการทรงตัว
เครื่องบิน F-16 มีคอมพิวเตอร์หลัก 6 เครื่อง ประกอบด้วย คอมพิวเตอร์ควบคุมการบิน 4 เครื่องที่ทำงานพร้อมกันเพื่อความซ้ำซ้อน คอมพิวเตอร์ควบคุมภารกิจ (Mission Control Computer),และคอมพิวเตอร์ควบคุมการยิง (Fire Control Computer) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการใช้อาวุธทั้งหมด
ในส่วนของโครงสร้างและวัสดุ เครื่องบิน F-16 สร้างจากวัสดุผสม 3-4 ชนิด ได้แก่ ไทเทเนียม เป็นส่วนที่ต้องการความเบา คาร์บอนไฟเบอร์/คอมโพสิต นำไปทำส่วนปีกและหาง อะลูมิเนียมนำไปทำโครงสร้างภายในและเหล็กกล้าทำไว้สำหรับส่วนที่รับน้ำหนักมาก เช่น Landing Gear
ตัวเครื่องเปล่ามีน้ำหนักประมาณ 9 ตันกว่า และสามารถหนักถึง 10 กว่าตันเมื่อบรรทุกอาวุธและน้ำมันเต็มที่ ด้วยเหตุนี้ ยางล้อของ F-16 จึงต้องรับแรงดันสูงมาก โดยล้อหน้าเติม 275 PSI และล้อหลังเติม 325 PSI
สำหรับปริมาณเชื้อเพลิง F-16 บรรทุกเชื้อเพลิงได้รวมกว่า 5 ตัน ทั้งใต้ลำตัว 1 ถังและถังสำรองใต้ปีก 2 ถัง รวมเป็น 3 ถัง สำหรับภารกิจบินเพียง 1 ชั่วโมงกว่า
ในเรื่องการติดตั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ F-16 ติดตั้งปืนกลแบบลำกล้องหมุน (Rotary Cannon) ภายในลำตัวฝั่งซ้าย มีจุดติดตั้งอาวุธที่ปลายปีก 2 จุด และใต้ปีกอีก 6 จุด สามารถบรรทุกขีปนาวุธจากอากาศสู่พื้นผิวหรืออากาศสู่อากาศได้
เครื่องบินขับไล่ F-16 Fighting Falcon ได้รับการขนานนามว่าเป็นกระดูกสันหลังของกองทัพอากาศไทยมายาวนานกว่าสามทศวรรษ นับตั้งแต่การจัดหาภายใต้โครงการ PEACE NARESUAN ในปีค.ศ.1988
F-16 ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องบินขับไล่สกัดกั้นที่คล่องตัวที่สุดบนท้องฟ้า แต่ยังถูกพัฒนาขีดความสามารถอย่างต่อเนื่องผ่านการปรับปรุงใหญ่ (Mid-Life Upgrade - MLU) และการจัดหาอาวุธนำวิถีที่ทันสมัย เพื่อให้ยังคงเป็นเครื่องมือป้องปรามที่สำคัญในภูมิภาค การพัฒนาเหล่านี้ได้ยกระดับ F-16 จากเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4 สู่ระดับเทียบเท่ายุค 4.5 ซึ่งมีความโดดเด่นทั้งในด้านการรบประชิด และการโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินด้วยความแม่นยำสูง
ที่มาของ F-16 นั้นไม่ได้มาจากวิสัยทัศน์ของพลอากาศเอกประพันธ์ ธูปะเตมีย์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศที่ต้องการจัดหาเครื่องบินรบรับมือ MIG-23 ในยุคสงครามเย็นแต่ยังเกิดจากเหตุการณ์สำคัญที่ประวัติศาสตร์การทหารบันทึกไว้ ส่วนจะเป็นเรื่องใดนั้นไปติดตามกันต่อได้ครับ
เรื่องนี้เกิดขึ้นในยุคที่เทคโนโลยีนิวเคลียร์เริ่มแพร่หลาย หลายชาติในตะวันออกกลางต่างจับตาดูโครงการของกันและกัน ความหวาดระแวงได้ก่อตัวขึ้น ณ ดินแดนทะเลทรายนั่นคือใกล้กรุงแบกแดด ประเทศอิรัก
เมื่อเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาด 40 เมกะวัตต์ของอิรัก ถูกสร้างขึ้นในปีค.ศ.1979 แม้มีการยืนยันว่าโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสันติ แต่สำหรับสายตาของอิสราเอลแล้ว มันคือภัยคุกคามที่รอวันปะทุในอนาคต
ความพยายามในการขัดขวางเริ่มต้นด้วยวิธีการทางการทูต และเมื่อไม่เป็นผล ก็ตามมาด้วยการปฏิบัติการลับและการก่อวินาศกรรม ทว่าเมื่ออิรักยังคงเดินหน้าต่อไป แนวคิดที่จะใช้กำลังทหารจึงถูกจุดประกายขึ้น แต่พวกเขาต้องรออาวุธที่สำคัญที่สุด นั่นคือ เครื่องบินขับไล่ F-16 ที่ทยอยส่งมอบจากสหรัฐอเมริกา
เมื่อฝูงบินขับไล่ฝูงแรกแห่งกองทัพอากาศอิสราเอลได้รับการบรรจุประจำการ F-16 ที่มีจำนวนมากพอสมควร การเตรียมการลับจึงเริ่มต้นขึ้น นักบินที่ได้รับคัดเลือกถูกโชคชะตาพาไปยังความไม่แน่อนอน โดยเริ่มจากการซ้อมรบกลางทะเลทราย ซึ่งมีการสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์จำลองขึ้น ภารกิจหลักของการฝึกซ้อมคือการสร้างความคุ้นเคยกับรูปร่างของเป้าหมาย และการโจมตีที่ต้องมีความแม่นยำไร้ที่ติ การซ้อมรบที่ดุเดือดเกิดขึ้นสองครั้ง ในเดือนสิงหาคมและพฤศจิกายนปีค.ศ.1980
วันที่ 7 มิถุนายน ปีค.ศ.1981 เสียงไอพ่นดังกระหึ่มกว่าเสียงผึ้งบินว่อนในสวน ฝูงบิน F-16 จำนวน 8 เครื่องคือหัวหอกของภารกิจนี้
เครื่องบินขับไล่ F-16 แต่ละเครื่องถูกติดตั้งถังเชื้อเพลิงภายนอกถึง 3 ถัง เพื่อให้แน่ใจว่ามันจะสามารถเดินทางไปและกลับจากเป้าหมายที่อยู่ห่างไกลได้
ใต้ปีกของเครื่องบินแต่ละเครื่องคือระเบิดทำลายล้าง Mk.84 น้ำหนัก 2,000 ปอนด์ จำนวน 2 ลูก รวมเป็น 16 ลูกที่จะถูกปลดปล่อยลงสู่เป้าหมาย และเพื่อป้องกันตนเองเครื่องบินทุกเครื่องยังติดตั้งขีปนาวุธอากาศสู่อากาศ AIM-9 Sidewinder ที่ปลายปีกข้างละ 2 ลูก
เมื่อถึงเวลา 15:00 น. ของวันนั้น ปฏิบัติการที่ถูกขนานนามว่า ปฏิบัติการโอเปร่า ก็เริ่มต้นขึ้น ฝูงบิน F-16 ทั้งแปดเครื่องทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ตามมาด้วย F-15 จำนวน 6 เครื่องที่ทำหน้าที่คุ้มกันอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันเครื่องบิน E-2C ทำหน้าที่เป็นดวงตาบนน่านฟ้า คอยเฝ้าระวังภัย และมีเฮลิคอปเตอร์ CH-53 เตรียมพร้อมสำหรับการค้นหาและกู้ภัย หากมีเครื่องบินเครื่องใดถูกยิงตก
เส้นทางการบินคือการท้าทายกฎเกณฑ์ทางอากาศ F-16 บินในระดับต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับด้วยเรดาร์ พวกเขาต้องลักลอบบินผ่านน่านฟ้าของจอร์แดน และมุ่งหน้าผ่านทางเหนือของซาอุดิอาระเบีย ก่อนที่จะแทรกซึมเข้าสู่น่านฟ้าของอิรักอย่างเงียบเชียบ
เมื่อฝูงบินเดินทางถึงจุดหมายใกล้กรุงแบกแดด นักบินรบแห่งกองทัพอากาศอิสราเอลสามารถระบุตำแหน่งของเตาปฏิกรณ์อิรักได้อย่างทันที สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ไม่มีการต่อต้านใด ๆ จากฝ่ายอิรัก
ความเงียบสงบนั้นกินเวลาเพียงสั้น ๆ เมื่อเวลาประมาณ 17:35 น. ฝูงบิน F-16 ยิวจึงบินเข้าสู่จุดโจมตี นักบินใช้ระบบคำนวณจุดปะทะบน Head-Up Display (HUD) สัญญาณล็อกเป้าหมายดังขึ้นก่อนที่ระเบิด Mk.84 ทั้ง 16 ลูกจะถูกปลดปล่อยลงสู่พื้นโลก ด้วยความแม่นยำสูงจนน่าสะพรึงกลัว
ภารกิจสำเร็จลุล่วงอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของอิรักถูกทำลายสิ้นซาก ฝูงบินทั้งหมดรีบหันหัวกลับฐาน โดยเครื่องบินทุกเครื่องสามารถเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ ผลของการโจมตีครั้งนี้คือการทำลายเป้าหมายหลัก และไม่มีกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลออกมา ทว่า มีชาวอิรัก 10 คน และวิศวกรชาวฝรั่งเศส 1 คน เสียชีวิตในปฏิบัติการนี้
หลังจากการโจมตี ผู้นำอิรักในขณะนั้นอย่าง ซัดดัม ฮุสเซน ได้มีคำสั่งประหารชีวิตเจ้าหน้าที่หลายคน เพื่อลงโทษความล้มเหลวในการสกัดกั้น F-16 ของอิสราเอล และอิรักก็ไม่เคยมีความคิดที่จะฟื้นฟูโครงการนิวเคลียร์อีกเลย แม้ว่าปฏิบัติการนี้จะถูกนานาชาติและองค์กรต่าง ๆ วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง แต่หลายชาติกลับมองว่าการโจมตีครั้งนี้คือ ต้นแบบของการโจมตีเชิงป้องกัน ที่สามารถนำไปใช้หากเกิดความจำเป็น แถมยังเป็นที่มาของปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กองทัพอากาศไทยต้องจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 เข้าประจำการ
ปีค.ศ.1985 กองทัพอากาศไทย (ทอ.ไทย) ได้จัดหา F-16 เข้าประจำการในหลายโครงการตั้งแต่ และนำเข้าประจำการที่ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราชในปีค.ศ.1988 F-16 ที่ประจำการในทอ.ไทยส่วนใหญ่เป็นรุ่น F-16A/B Block 15OCU
ต่อมาปีค.ศ.2011 มีเครื่องบิน F-16 ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลีทั้ง 18 เครื่องเข้ารับการปรับปรุงภายใต้โครงการ MLU (Mid-Life Upgrade) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้เทียบเท่า Block 40 หรือ Block 50/52+ โดยมีการเปลี่ยนเรดาร์เป็นแบบ APG-68(V)9 และติดตั้งระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยกว่า F-16 ฝูงโคราช
นอกจากนี้ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราชยังมี F-16ADF รุ่นจัดหาเป็นมือสองซึ่งเป็นเครื่องบินแบบแรกของทอ.ที่มีความสามารถในการใช้อาวุธปล่อยอากาศสู่อากาศระยะกลาง AIM-120 AMRAAM เพื่อทำการรบแบบนอกระยะสายตา BVR เดิมที F-16ADF เคยประจำการอยู่ฝูงบิน 102 กองบิน 1 โคราชระหว่างปีค.ศ.2002-ค.ศ.2021 ก่อนจะย้ายมาฝูงบิน 103 เพื่อรักษาสภาพการรบไปสักระยะ ปัจจุบัน ทอ. มีแผนที่จะใช้งาน F-16 ไปจนถึงราวๆปีค.ศ.2037
นับตั้งแต่ที่กองทัพอากาศอิสราเอลโจมตีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เมื่อ 40 กว่าปีก่อน ส่งผลให้มีเครื่องบินขับไล่ F-16 ในกองทัพอากาศไทยมาจนถึงปัจจุบัน การโจมตีครั้งนั้นนำไปสู่การโจมตีทางอากาศสู่พื้นในสงครามไทย-กัมพูชาด้วยขีดความสามารถด้านระเบิดนำวิถีที่แม่นยำและความร่วมมือกับเหล่าทัพอื่นอย่างต่อเนื่อง
การใช้งาน F-16 ในปฏิบัติการต่างๆ นับตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคมค.ศ.2025 สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ด้วยความแม่นยำสูง เพื่อจำกัดความเสียหายและรักษาความปลอดภัยทั้งทางยุทธวิธีและการเมือง
ส่วนมากหลายๆท่านได้ยินข่าวว่า F-16 กองทัพอากาศไทยเลือกใช้ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ชนิด GBU-12 (จีบียูทเวล์ฟ) ขนาด 500 ปอนด์ ในการโจมตีเป้าหมาย แทนที่จะใช้ระเบิดไม่นำวิถีขนาดใหญ่ เช่น Mk.84 ขนาด 2,000 ปอนด์ ซึ่งมีรัศมีการทำลายที่กว้างและรุนแรงเกินไป
GBU-12 เป็นระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ ซึ่งต้องมีการฉายเลเซอร์นำร่องไปยังเป้าหมายก่อน ระเบิดชนิดนี้มีความคลาดเคลื่อนจากเป้าหมายเพียงแค่ 1 เมตรเท่านั้น
แน่นอนว่ามีการจำกัดความเสียหาย เพราะ GBU-12 มีรัศมีทำลายจำกัดอยู่ที่ 30 เมตร หรือมีวงความเสียหายกว้าง 60 เมตร ซึ่งต่างจาก Mk.84 ที่มีรัศมีการทำลายถึง 300 เมตร และมีโอกาสพลาดเป้าสูงถึง 100-200 เมตร ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายข้างเคียงมากเกินไป ดังนั้น GBU-12 จึงทำลายเป้าหมายได้โดยไม่มีเจตนาให้เกิดการสูญเสียเป็นวงกว้าง
นักบิน F-16 สามารถทิ้ง GBU-12 จากระยะห่าง 15-20 กิโลเมตร ที่ความสูง 30,000–40,000 ฟุต ซึ่งช่วยให้นักบินไม่ต้องเข้าใกล้เป้าหมาย และใช้เวลาในพื้นที่เสี่ยงน้อยลง
ในขณะเดียวกันการเลือกใช้ระเบิดนำวิถี 500 ปอนด์ที่มีความแม่นยำสูง แสดงถึงเจตนาและความจริงใจในการแก้ไขปัญหา โดยคำนึงถึงด้านมนุษยธรรม และเป็นหลักฐานที่แข็งแกร่งในการชี้แจงต่อสหประชาชาติหรือเวทีนานาชาติว่า การตอบโต้เป็นไปอย่างได้สัดส่วนและไม่เกินกว่าเหตุ
ในสงครามนี้ F-16 ยังติดอาวุธอีกแบบได้ เพียงแต่ว่าไม่ได้ถูกกล่าวถึงในการรบมากนัก ด้วยเหตุผลทางด้านความมั่นคง นั่นคือระเบิดร่อนนำวิถี KGGB (Korean GPS Guided Bomb)
ซึ่งกองทัพอากาศไทยได้รับมอบชุดระเบิดร่อนนำวิถีแบบ KGGB ซึ่งเป็นชุดนำวิถีที่พัฒนาโดยเกาหลีใต้ เมื่อปีค.ศ.2023
หลักการทำงานของ KGGB อาวุธชนิดนี้คือชุดนำวิถีที่มีระบบ GPS และ INS (Inertial Navigation System) ซึ่งนำไปติดตั้งกับระเบิดทั่วไปขนาด 500 ปอนด์ เช่น Mk.82 เพื่อเปลี่ยนให้เป็นระเบิดนำวิถีความแม่นยำสูง
ระบบ INS ยังช่วยนำทางได้แม้ในสภาพที่สัญญาณ GPS ถูกรบกวน
มีระยะโจมตีไกลสูงสุดถึง 100 กิโลเมตร และมีระยะคลาดเคลื่อนจากเป้าหมายต่ำกว่า 3 เมตร อาวุธนี้ช่วยให้ F-16 สามารถโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินได้จากระยะไกล โดยไม่ต้องบินเข้าใกล้พื้นที่ป้องกันภัยทางอากาศของศัตรู
ในการรบจริงเรายังมี F-16 อีกแบบนอกจากรุ่นแรกที่เข้าประจำการ ณ โคราชในปีค.ศ.1988 นั่นคือ F-16MLU เป็นรุ่นที่ดีที่สุดของกองทัพอากาศไทย มีความสามารถในการติดตั้งกระเปาะชี้เป้าหมายด้วยแสงเลเซอร์แบบ Sniper ATP ที่ไพล่อนขวาใต้ช่องนำอากาศเข้ากระเปาะนี่มีความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานที่ติดตั้งอุปกรณ์ชี้เป้าอีก 3 แบบ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการโจมตี
เช่น การร่วมกับหน่วยปฏิบัติการพิเศษ CCT จากกองทัพอากาศ ในการฝึกที่ผ่านมา F-16 มีการทดสอบการโจมตีร่วมกับหน่วยปฏิบัติการพิเศษ Combat Control Team (CCT) ซึ่งใช้ระบบชี้เป้าหมายด้วยแสงเลเซอร์ภาคพื้นแบบ PDR-3 หน่วยภาคพื้นดินสามารถแฝงตัวและชี้เป้าหมายให้เครื่องบินขับไล่หรือเครื่องบินโจมตีที่กำลังบินอยู่จากระยะไกลได้สูงสุดถึง 8 กิโลเมตร
ยิ่งไปกว่านั้นก่อนมีสงคราม F-16MLU ได้ทดสอบภารกิจโจมตีระหว่างการฝึกร่วมกับ UAV ที่ติดตั้งกล้องลาดตระเวนถ่ายภาพทางอากาศ ในระหว่างที่รอ F-16 บินเข้ามา UAV สามารถบินอยู่เหนือเป้าหมายได้นานกว่า 6 ชั่วโมง และสามารถชี้เป้าหมายด้วยเลเซอร์พร้อมทั้งส่งข้อมูลผลการทำลายไปยังเครือข่ายของกองทัพอากาศได้แบบ Real Time เพื่อให้ F-16 โจมตีตรงเป้า
จากการทดสอบที่ผ่านมานี้ทำให้ F-16MLU โจมตีเป้าหมายจริงได้ดียิ่งควบคู่ไปกับการมีความสามารถในการใช้เรดาร์ควบคุมการยิงรุ่นใหม่ AN/APG-68 ซึ่งมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมาก และสามารถตรวจจับเป้าหมายได้ไกลขึ้นถึง 2 เท่า
ในขณะที่ทำการบินสู้รบกับกัมพูชาไม่ไดมีการติดตั้งแค่ระเบิดนำวิถี F-16MLU ยังมีการติดตั้ง AIM-120 AMRAAM ต่อจาก F-16ADF เป็นเครื่องบินขับไล่รุ่นแรกของไทยที่มีขีดความสามารถในการรบระยะไกลเกินสายตา (Beyond Visual Range: BVR) โดยใช้ขีปนาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยไกล
แถมการติดตั้งระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี Link 16 ในโครงการ MLU ช่วยให้นักบินสามารถรับส่งข้อมูลยุทธวิธีกับเครื่องบินลำอื่นและศูนย์บัญชาการภาคพื้นดินได้แบบ Real Time ซึ่งเป็นระบบมาตรฐานเดียวกับเครื่องบินรบยุคใหม่
นักบินสามารถใช้หมวกนักบินมีจอแสดงผล JHMCS (Joint Helmet Mounted Cueing System) ในการเล็งเป้าหมายและยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพิสัยใกล้ เช่น IRIS-T ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพียงแค่หันศีรษะมองไปยังเป้าหมายเครื่องบินข้าศึกก็ร่วงแล้ว เพียงแต่ว่ารอบนี้กัมพูชาไม่มีเครื่องบินรบ เพราะงบไม่ถึงจึงซื้อไม่ได้
ข้อมูลจำเพาะ F-16MLU
ประเภท : เครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ที่นั่งเดี่ยว (Multirole fighter)
ภารกิจ : ปฏิบัติภารกิจขับไล่สกัดกั้นทุกกาลอากาศ โจมตี และลาดตระเวนทางอากาศ
มิติ
ปีกกาง : 9.8 เมตร
ความยาว : 4.8 เมตร
สูง : 4.8 เมตร
น้ำหนัก
น้ำหนักตัวเปล่า : 7,070 กิโลกรัม (15,586 ปอนด์)
น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด : 16,057 กิโลกรัม (35,400 ปอนด์)
บรรทุกอาวุธ : 5,443 กิโลกรัม (12,000 ปอนด์) ตำบลติดอาวุธภายนอกลำตัว 9 แห่ง
ระบบเรดาร์ : AN/APG-68
อุปกรณ์เดินอากาศ/โจมตี
กระเปาะสไนเปอร์ รูบิส และ แอตลิส II (ทอ.ไทย)
เครื่องยนต์ :
เทอร์โบแฟน เอฟ 100พีดับเบิลยู-220 ขนาดแรงขับ 29,000 ปอนด์ พร้อมสันดาปท้าย จำนวน 1 เครื่อง
สมรรถนะทางการบิน
ความเร็วสูงสุด : 2 มัค
เพดานบิน : 15,000 เมตร (50,000ft.)
บินไกลสุด
ไม่เติมเชื้อเพลิงในอากาศ : 1,500 กิโลเมตร (810 ไมล์ทะเล)
รัศมีรบ : 630 กิโลเมตร (340 ไมล์)
เมื่อบรรทุกอาวุธสูงสุด
ระบบอาวุธ
ปืนใหญ่อากาศ : เอ็ม 61 เอ 1 ขนาด 20 มิลลิเมตร 6 ลำกล้อง 1 กระบอก กระสุน 500 นัด
ระบบอาวุธอากาศ-สู่-อากาศ :
จรวดนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ พิสัยใกล้
เอไอเอ็ม 9 ไซด์ไวน์เดอร์
จรวดนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศพิสัยปานกลาง
เอไอเอ็ม-120 แอมแรม
ระบบอาวุธอากาศ-สู่-พื้นระเบิดและจรวดขนาดต่าง ๆ
ระเบิดซีบียู, อาวุธปล่อยนำวิถีเอจีเอ็ม-65
มาเวอริค ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ขนาดต่าง ๆ และระเบิดไม่นำวิถี
ถังเชื้อใต้ปีกและลำตัว 3 ถัง
สถานะ : กองทัพอากาศไทยมีเอฟ-16 ประจำการ 2 ฝูงบินในปัจจุบันคือฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราชและฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี
ในประวัติศาสตร์การบินแห่งประเทศไทย เอฟ-16 จัดเป็นเครื่องบินรบที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องอธิปไตยไทย แม้จะใกล้ถึงเวลาเป็นตำนาน แต่เครื่องบินรุ่นนี้ก็ยังคงหย่อนไข่เหล็กโจมตีกัมพูชาต่อไปจนกว่าจะสิ้นสภาพการเป็นปรปักษ์ สำหรับท่านใดที่ใคร่ยลโฉม F-16 ตัวจริง ปีหน้ามีให้ชมแน่นอนในงานวันเด็กแห่งชาติ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Military Weapons อาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหาร
หลายเรื่องเล่า เท่าที่ผมรู้
พี่โต สรศักดิ์ สุบงกช
Thai Weapon Channel
Tharit Lohapiyaphan
WHUTCHANUNT PUTCHARINYA
เรียบเรียงโดย : นายพลห้าดาว
ประเทศไทย
ประวัติศาสตร์
สงคราม
บันทึก
2
6
2
6
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย