Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
“วันละเรื่องสองเรื่อง”
•
ติดตาม
17 ธ.ค. 2025 เวลา 15:03 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
🚀 ทำไม Google เลือกเดินเกม “Revolutionary” ในแบบของตัวเอง
ไม่เน้น Agile แบบที่ตลาดทำในช่วงเวลาที่ผ่านมา?
ในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา หากเดินเข้าไปถามองค์กรชั้นนำทั่วโลกว่าใช้แนวคิดอะไรในการพัฒนา Product หรือระบบเทคโนโลยี คำตอบที่ได้แทบจะเป็นเสียงเดียวกันว่า “Agile”
Agile ถูกเล่าในฐานะสัญลักษณ์ของความเร็ว ความยืดหยุ่น และความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง เราถูกสอนให้วางแผนระยะสั้น ทำงานเป็นรอบ (Sprint) ส่งมอบงานให้เร็ว แล้วเรียนรู้จากฟีดแบ็กของผู้ใช้
แนวคิดนี้ช่วยให้หลายองค์กร “รอด” ในยุคดิจิทัล และช่วยให้สตาร์ทอัพจำนวนมากค้นพบ Product–Market Fit ได้จริง
แต่คำถามที่ผู้นำจำนวนไม่น้อยไม่กล้าถามคือ…
“ถ้า Agile คือคำตอบของทุกอย่างจริง ทำไม Google ถึงไม่ใช้ Agile แบบที่ตำราสอน?”
คำตอบจากวิศวกรและอดีตผู้บริหารของ Google ที่ถ่ายทอดผ่านงานเขียน บล็อกเทคนิค และเวทีเสวนาหลายครั้ง สะท้อนมุมคิดที่ชัดเจนว่า Google ไม่ได้ “ต่อต้าน Agile” แต่เลือก ไม่ยึดติดกับ Agile ในฐานะพิธีกรรม โดยเฉพาะเมื่อโจทย์ที่ต้องแก้คือระดับ Revolutionary Engineering หรือนวัตกรรมที่ต้องรองรับผู้ใช้ระดับโลก
* สิ่งที่ Google ตั้งคำถามไม่ใช่หลักการของ Agile แต่คือการนำ Agile ไปใช้แบบสูตรสำเร็จ โดยไม่ดูบริบทของปัญหา
* และนี่คือบทเรียนสำคัญที่ถอดออกมาได้จากปรัชญาการทำงานของ Google ซึ่งอาจช่วยปลดล็อกความเข้าใจผิดเรื่อง Agile ให้หลายองค์กร
⸻
📉 1. กับดักของ Short‑term Thinking
Agile มักเน้น "คิดสั้น วางแผนสั้น และปรับตัวเร็ว" แนวคิดนี้เหมาะอย่างยิ่งกับงานที่ความไม่แน่นอนสูง และต้นทุนของความผิดพลาดต่ำ เช่น การทดลองฟีเจอร์ใหม่ หรือการทดสอบสมมติฐานทางธุรกิจ
แต่ Google ตั้งคำถามกลับอย่างตรงไปตรงมาว่า
“คุณไม่สามารถสร้าง Search Engine ระดับโลก หรือระบบที่มีผู้ใช้พันล้านคน ด้วยการคิดทีละ 2 สัปดาห์ได้”
* สำหรับระบบที่มีความซับซ้อนสูง (High Complexity) หรือเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงวิกฤต (Critical Infrastructure) การซอยงานเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วเร่งส่งมอบ อาจทำให้ดูเร็วในระยะสั้น แต่สร้างปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว
* สถาปัตยกรรมจะเริ่มบิดเบี้ยว หนี้เทคนิค (Technical Debt) สะสม และทีมต้องใช้เวลามหาศาลไปกับการแก้ของเดิม แทนที่จะสร้างของใหม่
* Google จึงให้ความสำคัญกับแนวคิดที่เรียกว่า Leapfrog Solution คือการคิดข้ามกรอบเดิม ไม่ใช่แค่ทำของเดิมให้ดีขึ้นเล็กน้อย แต่ตั้งคำถามใหม่กับปัญหาเดิม
บทเรียนนี้สอดคล้องกับคำกล่าวที่มักถูกอ้างถึงของ Henry Ford ว่า
“ถ้าผมถามลูกค้าว่าอยากได้อะไร เขาคงบอกว่าอยากได้ม้าที่เร็วขึ้น ไม่ใช่รถยนต์”
หน้าที่ของวิศวกรและนักออกแบบจึงไม่ใช่แค่ตอบสนองสิ่งที่ลูกค้าพูด แต่ต้องเข้าใจ pattern ของปัญหา แล้วสร้างคำตอบที่โลกยังไม่เคยเห็นมาก่อน
⸻
📝 2. "Design Document” แผนที่ก่อนออกเดินทาง
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบมากที่สุดเกี่ยวกับ Agile คือการตีความคำว่า “No Documentation” ว่าไม่ต้องเขียนอะไรเลย ขอแค่ทีมทำงานเร็วก็พอ
ตรงกันข้าม ที่ Google เอกสารคือหัวใจของการทำงาน โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า Google Design Document
Design Doc ของ Google ไม่ใช่เอกสารราชการหนาเตอะ แต่เป็นเอกสารที่บังคับให้ทีม คิดให้จบก่อนลงมือทำ โดยต้องตอบคำถามสำคัญให้ชัดก่อนเขียนโค้ดแม้แต่บรรทัดเดียว
* เป้าหมายของโปรเจกต์คืออะไร และนิยามความสำเร็จอย่างไร
* ทำไมถึงต้องทำตอนนี้ ไม่ใช่รอ
* ใครคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผลกระทบคืออะไร
* มีทางเลือกในการออกแบบอะไรบ้าง และทำไมถึงเลือกแนวทางนี้
เอกสารนี้ทำหน้าที่เหมือน แผนที่ก่อนออกเดินทาง ช่วยให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกัน ลดความเสี่ยงของการ “ทำไปแก้ไป” ซึ่งอาจดูคล่องตัว แต่สิ้นเปลืองต้นทุนอย่างรุนแรงในโปรเจกต์ขนาดใหญ่
⸻
🧪 3. “Dogfooding" กินอาหารที่ตัวเองปรุง
อีกหนึ่งวัฒนธรรมที่ Google ยึดถืออย่างจริงจังคือ Dogfooding หรือ “Eating Your Own Dog Food”
หลักการเรียบง่ายแต่โหดมากคือ
“ถ้าพนักงานยังไม่อยากใช้ Product นี้เอง อย่าหวังให้ลูกค้าใช้”
* ก่อนปล่อยฟีเจอร์หรือระบบใหม่ Google จะให้พนักงานใช้จริงในชีวิตประจำวัน เจอปัญหาจริง บ่นจริง และรับผลกระทบจริง
* วิธีนี้ทำให้บั๊ก ความไม่สะดวก และจุดบอดจำนวนมากถูกค้นพบก่อนถึงมือลูกค้า และยังช่วยยกระดับความรับผิดชอบของทีม เพราะทุกคนรู้ว่ากำลังสร้างสิ่งที่ตัวเองต้องใช้
* Dogfooding จึงไม่ใช่แค่กระบวนการ QA แต่คือ บททดสอบความจริงใจของทีมและวัฒนธรรมองค์กร
⸻
🐢 4. "Deliver Reasonably” ไม่ใช่แค่ Deliver Fast
วลีคลาสสิกอย่าง “Fail Fast, Learn Fast” ฟังดูทรงพลัง แต่ Google เลือกใช้หลักคิดที่ระมัดระวังกว่านั้น โดยเฉพาะกับโปรดักต์ที่มีผู้ใช้ระดับมหาศาล
Google ใช้แนวคิดว่า
“Deliver Working Software when Reasonably Possible”
* เร็วได้ แต่ต้องสมเหตุสมผล ต้องมั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานรองรับอนาคตได้ ไม่ใช่รีบปล่อย MVP ดิบๆ แล้วต้องมารื้อระบบใหม่ทั้งหมดในเวลาอันสั้น
* สำหรับ Google ความเร็วที่ไม่มีคุณภาพ อาจสร้างต้นทุนทางชื่อเสียงและความเชื่อมั่นที่แก้ไขยากยิ่งกว่าความล่าช้า
⸻
✨ ดังนั้น ไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่มี Agile แบบเดียวที่ใช้ได้ทุกที่
สิ่งที่ Google ทำ ไม่ได้หมายความว่า Agile ไม่ดี และไม่ได้แปลว่าองค์กรทุกแห่งควรทำตาม Google
บทเรียนที่แท้จริงคือการเตือนผู้นำองค์กรว่า
“หยุด Copy & Paste วิธีทำงานขององค์กรอื่น โดยไม่ถามว่าโจทย์ของเราคืออะไร?”
* สตาร์ทอัพอาจต้องการ Agile เพื่อความเร็วและการทดลอง
* องค์กรขนาดใหญ่หรือระบบวิกฤต อาจต้องการความรอบคอบเชิงสถาปัตยกรรม
ก่อนหยิบเครื่องมือหรือ Framework ใดมาใช้ ผู้นำควรถามให้ชัดก่อนว่า
“เราคือใคร?” และ “ปัญหาที่เรากำลังแก้คืออะไร?”
เพราะในโลกของนวัตกรรม ไม่มีสูตรสำเร็จรูป มีแต่สูทที่ต้องวัดตัวและตัดให้พอดีกับรูปร่างขององค์กรคุณเท่านั้น
Source :
https://www.quora.com/Why-do-some-developers-at-strong-companies-like-Google-consider-Agile-development-to-be-nonsense/answer/David-Jeske
#วันละเรื่องสองเรื่อง #ProductManagement #GoogleCulture #AgileIsNotSilverBullet #InnovationStrategy #TechLeadership
ไอที
วัฒนธรรมองค์กร
agile
บันทึก
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย