21 ธ.ค. 2025 เวลา 16:26 • ข่าวรอบโลก

Qandeel Baloch ชีวิตและความตายที่ท้าทายบรรทัดฐานสังคม

“ถ้าฉันต*ยไป จะไม่มีกานดีล บาโลจอีกแล้ว
จะไม่มีคนแบบกานดีลอีกใน 100 ปีนี้
.. และพวกคุณจะคิดถึงฉัน”
นี่คือคำพูดของ “กานดีล บาโลจ” (Qandeel Baloch) หญิงสาวชาวปากีสถาน ผู้เป็นที่รู้จักในฐานะของดาวโซเชียลมีเดียคนดังที่เคยเป็นที่พูดถึงมากที่สุด และคนที่เป็นทั้งที่รัก ที่ชื่นชม และที่เกลียดชังมากพอ ๆ กัน เพราะเธอคือผู้ท้าทายขนบ ธรรมเนียม และค่านิยม บรรทัดฐานที่เคร่งครัดของสังคมด้วยความเป็นตัวของตัวเองจนทำให้เธอพบกับจุดจบที่น่าสะเทือนใจจากฝีมือคนใกล้ตัว
1
แม้ว่าสื่อต่างประเทศจำนวนมากจะเปรียบเทียบหรือถึงขั้นนิยามว่าเธอเป็นเหมือนกับ “คิม คาร์เดเชียน” แห่งปากีสถาน แต่สำหรับจอสแมนมันไม่ใช่เลย บริบทในชีวิตของกานดีลต่างจากคิมเยอะมาก และการที่หลายคนเรียกเธอแบบนั้นอาจทำให้เห็นภาพบริบทชีวิตของเธอและสิ่งที่เธอต้องเจอหรือต่อสู้ไม่ชัดเจนด้วย
เธอไม่ได้เกิดมาจากครอบครัวที่มีเงิน แต่เธอมาจากครอบครัวยากจนในสังคมอนุรักษ์นิยมจัด ในขณะที่เธอมีความเป็นตัวของตัวเองสูงตั้งแต่ยังเด็ก นั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวชีวิตที่น่าสนใจของเธอ
1
***********************
จุดเริ่มต้นของกานดีล
กานดีล บาโลจ มีชื่อเดิมหรือชื่อในระบบคือ “ฟูเซีย อาซีม” (Fouzia Azeem) เธอเติบโตขึ้นมาในหมู่บ้านที่มีความยากจนที่สุดในแคว้นปัญจาบ (Punjab) ปากีสถานตอนกลาง พ่อกับแม่ของเธอ (Mohammad Azeem และ Anwar Bibi) ทำการเกษตรเช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่เพื่อเลี้ยงดูเธอและพี่น้องอีกแปดคน
ชื่อของกานดีล บาโลจ น่าจะมาจากการที่ กานดีลและครอบครัวคือชาว “บาโลจหรือบาลูจ” กลุ่มชนชาติอิหร่านแต่เป็นกลุ่มชาติพันธ์พื้นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศปากีสถาน ซึ่งมีภาษา อัตลักษณ์ และวัฒนธรรมย่อยเป็นของตัวเอง พวกเขาส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในแคว้นบาลูจิสถานซึ่งครอบคลุมทั้งพื้นที่ส่วนใหญ่ในปากีสถานเป็นหลัก รวมถึงพื้นที่อิหร่าน และอัฟกานิสถานบางส่วนด้วย แต่กานดีลและครอบครัวอาศัยอยู่ในแคว้นปัญจาบซึ่งคนส่วนใหญ่ของที่นั่นไม่ใช่ชาวบาโลจ
กานดีลใช้ชีวิตไม่ต่างจากเด็กสาวในชนบททั่วไปในช่วงแรก แน่นอนว่าเธอได้เรียนรู้ความเข้มข้นของสังคมอนุรักษ์นิยมตั้งแต่จำความได้ ที่นั่นเคร่งครัดถึงกับขนาดที่ว่าคุณจะไม่สามารถเจอผู้หญิงได้ตามสถานที่สาธารณะ ถนนหนทาง หรือร้านค้าได้ทั่วไป เว้นแต่ผู้หญิงบางคนได้รับการอนุญาตจากสามีแล้ว และต้องอยู่ในโอวาท ต้องปฏิบัติตัวตามที่สังคมกำหนด
แต่ถึงอย่างนั้นกานดีลก็มีความเป็นตัวของตัวเองสูง และมีความคิดเป็นของตัวเองที่ชัดเจนตั้งแต่ยังเด็ก เธอเคยพูดกับแม่ว่าเธอไม่ชอบไอเดียของการแต่งงานที่เกิดขึ้นในสังคมเลย นั่นเป็นเพียงแค่บางเรื่องที่เธอไม่เห็นด้วยกับคนส่วนมาก
แม้ว่าสังคมรอบตัวจะเคร่งครัดในค่านิยมที่มักจะมีข้อห้ามที่ใช้ในการควบคุมผู้หญิงมากมายขนาดไหน แต่กานดีลก็ได้รับการสนับสนุนให้เรียนหนังสือโดยแม่ของเธอเอง ในขณะที่ลูกสาวบ้านอื่น (ส่วนมาก) ได้เรียนแค่การอ่านคัมภีร์อัลกุรอ่าน
และเธอก็ยังได้รับอิทธิพลจากการเสพสื่อในทีวี ทำให้เธอยิ่งมีความเป็นตัวของตัวเองชัดเจนมากขึ้นอีก ซึ่งแม่ของเธอนั่นแหละเป็นคนเก็บเงินซื้อทีวีมาให้เธอและพี่สาวน้องสาวดู หลังจากที่เห็นว่าลูกสาวชอบแอบออกไปดูทีวีบ้านคนอื่นในตอนกลางคืนบ่อย ๆ
กานดีลชอบร้องชอบเต้นชอบแสดงออกอย่างชัดเจน และเธอก็เริ่มมีความฝันว่า เธออยากเป็นคนมีชื่อเสียง อยากเป็นเหมือนกับสาว ๆ สวย ๆ ในละครทีวี และนั่นก็ทำให้พ่อของเธอรู้สึกเป็นห่วงและกังวลว่าลูกสาวจะใช้ชีวิตเสี่ยงเกินไป หลังจากนั้นเมื่อกานดีลมีอายุแค่ 18 ปี ปรากฏว่าเธอก็ได้ถูกจับคลุมถุงชนแต่งงานกับญาติห่าง ๆ เพื่อให้เธออยู่ในโอวาท
แม้ว่าในตอนนั้นกานดีลจะรู้สึกโกรธและไม่มีความสุขมากแต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ จากนั้นเหมือนกับจะยอมจำนนต่อโชคชะตาและสิ่งที่ครอบครัวเลือกให้แล้ว ต่อมาเธอก็ได้ให้กำเนิดลูกชายคนแรกและคนเดียว และเธอก็ใช้ชีวิตไม่ต่างจากหญิงสาวในวัยเดียวกันอีกจำนวนมากที่มีชีวิตคล้าย ๆ กัน คือมีบทบาทหลักในชีวิตเป็น “เมียและแม่” ที่เชื่อฟังและทำตัวอยู่ในกรอบที่เคร่งครัดตามที่สังคมอยากให้เธอและผู้หญิงเหล่านั้นเป็น
จนกระทั่งเมื่อถึงจุดหนึ่ง อยู่ ๆ กานดีลก็ตระหนักได้ว่า เธอไม่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอต้องทนรับมือกับพฤติกรรมของสามีในตอนนั้นที่ชอบใช้ความรุนแรง ถึงกับขนาดที่ว่ามีการใช้บุหรี่จี้หรือช็อตไฟฟ้าเธอ ตามที่เธอให้สัมภาษณ์กับสื่อ ซึ่งในภายหลัง(อดีต)สามีของเธอก็ได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด
กานดีลเลยตัดสินใจหอบลูกหนีออกมาจากบ้าน และหันไปพึ่งพาศูนย์พักพิงสำหรับผู้หญิงในช่วงแรก แต่ด้วยความที่เธอไม่มีเงินติดตัวเลยและลูกของเธอดันมาป่วยอีก สุดท้ายแล้วเธอเลยตัดสินใจพาลูกกลับไปหาที่บ้าน(อดีต)สามี ทำให้เขายื่นเงื่อนไขว่าถ้าเธอจะเอาลูกไปคืนเขา เธอจะต้องเสียสิทธิ์การเลี้ยงดูไปตลอดชีวิตและจบความสัมพันธ์กันตั้งแต่ตอนนั้น กานดีลเลยยอมทำตามเงื่อนไขนั้นเพื่อแลกกับอิสรภาพ จากนั้นเธอก็มุ่งหน้าเดินตามความฝันอย่างเต็มที่
***********************
‘ตัวตนและความฝัน’
ในปี 2009 กานดีลย้ายไปอยู่ที่เมืองอิสลามาบัด (Islamabad) และเธอก็เริ่มใช้ชื่อ ‘กานดีล บาโลจ’ อย่างจริงจังที่นั่น แต่ในช่วงแรกเธอต้องทำงานเพื่อแลกเงินและใช้ชีวิตให้รอดไปก่อน เพราะในตอนนั้นเธอยังไม่ได้ติดต่อกับครอบครัวและไม่รู้จักใคร เธอเลยโลดแล่นอยู่ในบริษัทรถบัส ทำงานเป็นพนักงานอยู่ที่นั่นก่อน หลังจากนั้นประมาณสามปีเธอก็ติดต่อไปหาครอบครัวครั้งแรกและฟื้นฟูความสัมพันธ์กัน
ในปี 2012 เธอเลยย้ายไปอยู่ที่เมืองการาจี (Karachi) เมืองหลวงแห่งสื่อและการค้าของปากีสถาน และเธอก็ได้เริ่มต้นเส้นทางบันเทิงอย่างจริงจังที่นั่น
ในปี 2013 กานดีลได้ปรากฏตัวในสื่อหลักผ่านการออดิชั่นรายการ “Pakistan Idol” ซึ่งกลายเป็น ‘ไวรัล’ ไปทั่วโลกออนไลน์ เพราะเธอคือหนึ่งในผู้ออดิชั่นที่โดดเด่นมากที่สุดด้วยบุคลิกที่มีความมั่นใจและมีเสน่ห์ แม้ว่าจะไม่ผ่านเข้ารอบก็ตาม นั่นคือภาพจำแรก ๆ ของเธอ
ก่อนหน้านั้นกานดีลก็ได้รับบทบาทเล็ก ๆ น้อย ๆ ในละครที่ออนแอร์ผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติมาบ้างแล้ว แต่พอเธอออดิชั่นรายการดังเธอเลยยิ่งมีชื่อเสียงและเริ่มมีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดีย จากนั้นเธอก็จ้างผู้จัดการมาดูแลเป็นตัวแทนในการดีลงานและหางานพร้อมทั้งให้คำแนะนำ และเธอก็ได้หันมาใช้แพลตฟอร์มของตัวเองในการโปรโมทตัวเองอย่างจริงจัง โดยเริ่มจากการลงคลิปชีวิตประจำวันให้คนได้เห็นตัวตนของเธอมากขึ้นจนมีหลายคลิปเป็นไวรัลเหมือนกัน
ในระหว่างทางบนเส้นทางนี้ กานดีลก็ไขว่คว้าหาหนทางให้เธอมีผลงานมากขึ้น หลังจากที่เธอได้แสดงละครเธออย่างจริงจังเธอก็อัพเดทให้ครอบครัวฟังอย่างตื่นเต้นว่าละครเธอออนช่องไหน ออนกี่โมง นอกจากนี้เธอยังได้ไปออกรายการยอดฮิตมากมายเป็นประจำ และยังมีผลงานถ่ายแบบ อีเวนต์ โปรโมทสินค้า ไปจนถึงผลงานเพลงและ Music Video ด้วย
กานดีลเคยบอกกับพี่น้องของเธอว่า “วันหนึ่งเธอจะทำบางสิ่งที่สำคัญกับตัวเอง วันหนึ่งทุกคนจะรู้จัก ‘กานดีล บาโลจ’ ” นั่นคือคำมั่นที่เธอมีต่อตัวเอง และเธอก็พยายามผลักดันให้ตัวเองไปถึงเป้าหมายเสมอ
นอกจากนี้กานดีลก็ยังไม่ลืมครอบครัวของเธอ เพราะเธอคือคนส่งเงินซัพพอร์ทพ่อและแม่ทุกเดือน เธอขอให้พวกเขาย้ายจากบ้านหลังเล็กที่บ้านเกิดไปอยู่ในบ้านหลังใหม่ที่ปลอดภัยกว่าในเมืองมุลตัน (Multan) เธอออกเงินเช่าบ้านหลังใหม่ให้พ่อแม่อยู่อย่างอบอุ่น ปลอดภัย และสะดวกสบาย เธอจ่ายค่าครองชีพและค่ารักษาพยาบาลให้พ่อและเเม่ และเมื่อมีโอกาสเธอก็คอยซัพพอร์ทพี่น้องของเธอด้วย ขณะที่สานสัมพันธ์กันให้ครอบครัวมีความอบอุ่นแน่นแฟ้นมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน กานดีลก็ทำคอนเทนต์โปรโมทตัวเองออกมาเรื่อย ๆ เพราะเธอเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า หลายครั้งผู้หญิงที่เดินในเส้นทางแบบเดียวกันกับเธอถูกคาดหวังให้ทำอย่างอื่นเพื่อแลกกับความสำเร็จ ซึ่งเธอไม่ชอบหนทางแบบนั้น เธอเลยเลือกที่จะใช้ช่องทางของตัวเองเพื่อทำให้เธอกลายเป็นที่รู้จักและสร้างผลงาน
จากนั้นเธอก็ทำคอนเทนต์วิดีโอสั้น ๆ ที่ท้าทายสังคมมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเต้น twerk หน้ากล้อง แต่งชุดเซ็กซี่พูดเรื่องที่ผู้หญิงถูกห้ามไม่ให้พูด และอื่น ๆ
ในช่วงปลายปี 2015 ชื่อของกานดีลก็กลายเป็นชื่อ 1 ใน 10 บุคคลที่ถูกค้นหามากที่สุดใน Google ของปากีสถาน และเธอก็ยังไม่เลิกทำเรื่องท้าทายสังคมแต่กลับเพิ่มดีกรีความร้อนแรงมากขึ้น เพราะเธอถึงกับเคยทำแคมเปญขอนักการเมืองอดีตกัปตีนทีมคริกเก็ตแต่งงานที่หน้าบ้านของเขา แม้ว่าสุดท้ายมันจะไม่สำเร็จแต่เธอกลับถูกพูดถึงมากขึ้นกว่าเดิม และภาพจำของเธอก็ชัดเจนขึ้นด้วย
***********************
‘ความท้าทาย’
หลังจากนั้นกานดีลก็เริ่มหันมาพูดแตะประเด็นทางสังคมและการเมืองมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในวิดีโอที่ถูกพูดถึงมากที่สุดก็คือวิดีโอที่เธอออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนเทศกาลวาเลนไทน์ พร้อมทั้งวิจารณ์นักการเมืองที่ต่อต้านเทศกาลนี้อย่างตรงไปตรงมา เพราะก่อนหน้านั้นมีนักการเมืองออกมาพูดต่อต้านเทศกาลของชาวตะวันตกโดยอ้างว่า ชาวมุสลิมไม่ควรอินไปตามเทศกาลเหล่านั้น เพราะมันอาจทำให้ศาสนาอิสลามเสื่อมลงได้ กานดีลเลยโพสต์วิดีโอที่เธอใส่ชุดสีแดงอยู่บนเตียงและพูดประโยคสำคัญว่า
"They can stop people to go out...but they can't stop people to love."
นั่นเป็นวิดีโอที่กลายเป็นไวรัลอีกครั้งจากกานดีล ซึ่งมียอดผู้เข้าชมเกือบล้านครั้งภายในเวลาอันรวดเร็ว กานดีลเริ่มจับจุดได้ว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เธอและผู้คนอีกมากมายไม่เห็นด้วยในประเทศของเธอ ซึ่งผู้คนจำนวนมากไม่กล้าหรือไม่อยากพูดมันออกมาดัง ๆ แต่เธอมีชื่อเสียงและมีช่องทาง เธอเลยใช้สิ่งเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ ในขณะที่ได้ขับเคลื่อนสังคมไปด้วย
ในเวลาต่อมา ชื่อเสียงของกานดีลเลยทำให้เธอถูกเชิญไปออกรายการทอล์คโชว์ยอดนิยมของปากีสถานครั้งสำคัญ เพราะนั่นคือจุดเปลี่ยนอีกครั้งที่ทำให้เธอถูกพูดถึงและถูกโจมตีอย่างหนัก เพราะรายการที่เธอถูกเชิญไปร่วมนั้นเป็นรายการแนวคล้าย ๆ โต้วาที จะมีการเชิญแขกรับเชิญมาสองฝั่ง ซึ่งมักจะมีความคิดเห็นต่อประเด็นทางสังคมตรงข้ามกัน
ในครั้งนั้นกานดีลได้โต้วาทีกับ “มุฟตี อับดุล กาวี” (Mufti Abdul Qavi) นักบวช นักวิชาการทางศาสนา และนักการเมืองชื่อดัง ซึ่งแสดงออกถึงจุดยืนที่ชัดเจนเรื่องความเคร่งครัดในหลักศาสนาตามการตีความของเขาและเรื่องศีลธรรมอันดีงามมาตลอด แม้ว่าในอีกแง่หนึ่งเขาจะถูกพูดถึงเรื่องข่าวฉาวกับผู้หญิงมากมายก็ตาม
แน่นอนว่ามุฟตีเองก็มีฐานผู้สนับสนุนมากมายเช่นเดียวกันกับกานดีล และเขาก็สามารถแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นต่าง ๆ ที่ผู้ดำเนินรายการหยิบยกขึ้นมาอย่างออกรสชาติเช่นกัน ในวันนั้นกานดีลถามมุฟตีว่า “การใส่ชุดบิกินี่ถือว่าเป็นบาปหรือไม่?” เพราะเธอไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ซึ่งมุฟตีก็ถามกลับว่า “ถ้าลูกชาย พี่ชาย หรือพ่อของเธอเห็น พวกเขาจะรู้สึกยังไง?”
แม้ว่าการออกรายการครั้งนั้นจะจบลงด้วยสถานการณ์ที่ผ่อนคลาย มุฟตีบอกเจตจำนงค์ผ่านทางรายการว่าเขาพร้อมเจอกานดีลอีกเพราะอยากทำความรู้จักและทำความเข้าใจเธอ แต่ฟีดแบ็กต่อกานดีลหลังจากนั้นก็ไม่ได้ผ่อนคลายต่อจิตใจของเธอเลย โดยเฉพาะเมื่อเธอและมุฟตีได้พบกันอีก
ในเดือนมิถุนายน 2016 กานดีลและมุฟตีได้นัดเจอกันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งต่อมาทั้งสองต่างอ้างว่าอีกฝ่ายเป็นคนเอ่ยปากนัดให้มาเจอ ซึ่งในวันนั้นกานดีลได้อัดวิดีโอทำคอนเทนต์ตามประสาของเธออีก
จากวิดีโอที่เธอโพสต์ทำให้เห็นว่า วันนั้นกานดีลก็คือกานดีลที่เป็นตัวของตัวเองและอาจจะไม่ได้นอบน้อมต่อมุฟตีอย่างที่หลายคนคาดหวัง กานดีลถึงกับเล่นหยอกล้อโดยการนำหมวกของมุฟตีมาใส่และถ่ายเซลฟี่อย่างสนุกสนาน แต่มุฟตีเองก็ไม่ได้ดูเคร่งขรึมขนาดนั้น เพราะเขาก็ชวนกานดีลสูบบุหรี่และดูผ่อนคลาย ไม่ได้ดูจริงจังอะไรมากมาย
และวิดีโอนั้นก็ทำให้ชาวเน็ตแตกตื่นอีกครั้ง จนเกิดการแบ่งเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน ฝ่ายที่เข้าข้างกานดีลก็บอกว่าเธอแค่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกลับด่าทอ สาปแช่ง และแสดงความเกลียดชัง
หลังจากนั้นกานดีลก็ยังไม่หยุดเคลื่อนไหว เพราะเธอได้ไปออกรายการเดิมกับมุฟตีอีกครั้ง และอ้างว่าเธอถูกมุฟตีโน้มน้าวขอแต่งงานหลังกล้องในวันนั้นด้วย ซึ่งเธอไม่โอเคมาก ๆ แต่มุฟตีก็ยืนยันหัวชนฝาว่ากานดีลเข้าใจผิด เขาไม่เคยขอเธอแต่งงานอย่างที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม หลังจากเหตุการณ์ในวิดีโอถูกเปิดเผย ปรากฏว่ามุฟตีถูกสั่งระงับการทำหน้าที่ทางการเมืองและถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งคณะกรรมการอิสลามแห่งชาติด้วย และนั่นยิ่งทำให้ผู้คนที่เกลียดชังกานดีลอยู่แล้ว เกลียดเธอเข้าไปอีก
***********************
ความตาย
แต่ถึงอย่างนั้นกานดีลก็ยืนยันจุดยืนที่ชัดเจนของเธอมาโดยตลอด เธอยังคงตั้งคำถาม ท้าทายสังคม และพูดให้คนเห็นถึงความย้อนแย้งและความตลบตะแลงในสังคมอนุรักษ์นิยม เธอยังคงวิพากษ์วิจารณ์ความหน้าไหว้หลังหลอกมากมายที่เธอพบเจอ
เธอไม่ใช่แค่ดาวโซเชียลมีเดียที่แค่อยากหาชื่อเสียงให้ตัวเองเฉย ๆ แต่เธอพยายามต่อสู้กับการกดขี่ผู้หญิง เธอกำลังท้าทายสังคมชายเป็นใหญ่ และเธอต้องการขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจริง ๆ
สิ่งที่เธอต้องการมันคือเรื่องเรียบง่ายเฉกเช่นเดียวกันกับสิ่งที่คนทั่วโลกต้องการนั่นคือ “อิสระ”
แต่ถึงอย่างนั้น กระแสด้านลบก็ถาโถมเข้าหากานดีลไม่หยุดจนเธอไม่สามารถนิ่งเฉยได้ กานดีลออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า นอกจากคอมเมนท์แสดงความเกลียดชังที่ถล่มในโซเชียลของเธอ และการโดนกดรีพอร์ท Facebook ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 750,000 คนแล้ว เธอยังถูกคนโทรมาข่มขู่คุกคามจะเอาชีวิตด้วย และมันก็มีแนวโน้มว่าจะรุนแรงขึ้น ทำให้เธอไม่สามารถใช้ชีวิตได้แบบปกติ ต้องคอยหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา
เหตุการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีกเมื่อสื่อท้องถิ่นในเมืองมุลตันดันนำเอาหน้าพาสปอร์ตและข้อมูลส่วนตัวของกานดีล ไม่ว่าจะเป็นชื่อพ่อ เรื่องของสามีเก่า และอื่น ๆ มานำเสนอเป็นข่าวอย่างไม่น่าให้อภัย ด้วยน้ำเสียงในเชิงตำหนิ หาว่าเธอโกหก ปกปิดตัวตนที่แท้จริง เพราะกานดีลเคยบอกกับสื่อว่าเธอมาจากครอบครัวมีฐานะ แต่เธอก็ไม่ได้เปิดเผยอะไรมาก ตรงนี้เดาว่าเธอไม่ต้องการให้ใครรู้จักเธอลึกเกินไป เพราะเรื่องความปลอดภัยนี่แหละ
นั่นทำให้ผู้คนทราบว่าเธอมีชื่อจริงว่าอะไร และบ้านอยู่ที่ไหน เพื่อนบ้านที่เมืองมุลตันและที่บ้านเกิดของเธอจำนวนมากก็เพิ่งรู้ว่า จริง ๆ แล้วกานดีล บาโลจที่พวกเขาเห็นในสื่อมีบ้านอยู่ใกล้พวกเขาแค่ไหน
คนที่มีหัวอนุรักษ์นิยมแบบสุดโต่งก็เลยเกิดความรู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนขึ้นมา ทำให้ครอบครัวของกานดีลโดนกดดัน โดยเฉพาะ “วาซีม” (Muhammad Waseem) น้องชายของกานดีลที่โดนเพื่อนบ้านกดดันว่า ‘ต้องทำอะไรสักอย่าง’
ในส่วนของกานดีล แม้ว่าตอนนั้นเธอจะพยายามไม่สนใจกระแสและใช้ชีวิตต่อไปแล้ว แต่เธอก็ไม่สามารถต้านทานความกดดันจากความเกลียดชังเหล่านั้นได้จริง ๆ เธอเลยตัดสินใจอย่างกระทันหันว่าจะกลับไปพักใจที่บ้าน ไปอยู่กับพ่อแม่และครอบครัวให้สบายใจพักหนึ่งก่อนค่อยกลับมาสู้ใหม่ ซึ่งเธอคิดผิดเพราะเธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าสถานการณ์ที่บ้านเป็นยังไง
ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2016 กานดีลก็เลยใส่ชุดพร้อมผ้าคลุมแบบดั้งเดิมและเดินทางไปที่เมืองมุลตัน กลับสู่อ้อมกอดของพ่อแม่ จากนั้นเธอก็โทรตามให้วาซีม น้องชายที่กำลังโกรธเธอจากกระแสข่าวกลับมาหาที่บ้านและใช้เวลาอยู่ด้วยกัน เพราะเธอและวาซีมสนิทกัน โทรหากันตลอด เธอยังคอยซัพพอร์ทวาซีมในหลาย ๆ เรื่องด้วย
เย็นวันต่อมาหลังจากที่เคลียร์ใจกันแล้ว กานดีล พ่อ แม่ และวาซีมก็ร่วมกินมื้อค่ำด้วยกัน ก่อนที่พวกเขาจะแยกย้ายเข้านอน และกานดีลก็ไม่เคยตื่นขึ้นมาอีกเลย
ปรากฏว่าในเย็นวันที่ 15 วาซีมได้แอบใส่ยานอนหลับลงในแก้วนมของ พ่อ แม่ และกานดีลไว้ก่อนแล้ว เมื่อทุกคนหลับสนิท เขาเลยเข้าไปในห้องกานดีลและไม่ลังเลที่จะบีบคอเธออย่างเลือดเย็นจนขาดอากาศหายใจ
วันรุ่งขึ้นแม่ของกานดีลเป็นคนแรกที่เข้ามาพบเธอในสภาพที่น่าสะเทือนใจ หลังจากที่เรียกเพื่อปลุกเธอแล้วแต่ไม่ได้ได้รับการตอบรับ
กานดีลจากโลกนี้ไปในวัยเพียง 26 ปีเท่านั้น เป็นการปิดฉากชีวิตหลังจากตัดสินใจกับมาพึ่งพาความอบอุ่นของครอบครัว
***********************
การต่อสู้ที่ไม่จบสิ้น
ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ ความจริงทั้งหมดก็กระจ่าง เพราะวาซีมไม่ได้พยายามหลบหนีเลย ในทางกลับกันเขาได้ขับรถกลับไปที่บ้านเกิดและเอาเรื่องที่เขาสังหารพี่สาวไปป่าวประกาศอย่างภาคภูมิใจ
เขาเชื่อว่าเขาทำเพื่อ “เกียรติยศ” ได้สำเร็จแล้ว
เรื่องน่าเศร้าของ ‘Honour Killing’ หรือการฆ่าเพื่อเกียรติยศ ซึ่งเป็นเหมือนกับค่านิยมสุดผิดเพี้ยนที่เกิดขึ้นในปากีสถานก็คือ
มีกฎหมายที่เอื้อให้ครอบครัวผู้ตายสามารถให้อภัยคนร้ายได้ และเมื่อเป็นแบบนั้นคนร้ายก็จะไม่ถูกดำเนินคดีต่อ ซึ่งเดาว่าวาซีมก็เชื่อว่าครอบครัวของเขาจะให้อภัย เขาเลยไม่ได้พยายามหนี และต่อมาเขาก็สารภาพทุกอย่างแบบหมดเปลือก เขาอ้างว่าเขาลงมือก่อเหตุเพราะข่าวของพี่สาวสร้างความอับอายให้ครอบครัวของเขา
อย่างไรก็ตาม พ่อและแม่ของกานดีลและวาซีมไม่ได้คิดแบบนั้น (อย่างน้อยก็ในตอนนั้น) เพราะพวกเขายืนยันกับสื่อว่าต้องเอาผิดวาซีมให้ได้ โดยเฉพาะผู้เป็นพ่อที่บอกว่า วาซีมสมควรได้รับโทษแขวนคอ เหมือนกับที่เขาทำกับกานดีล
เขากล่าวว่า "ลูกสาวของฉันกล้าหาญ ฉันจะไม่ยกโทษให้คนฆ่าเธอ" และยกย่องว่ากานดีลเป็นทั้งลูกสาว และลูกชาย เป็นเสาหลักของครอบครัว เธอหาเลี้ยงทุกคนรวมถึงวาซีมเองด้วย
นอกจากนี้ยังมีญาติของกานดีลและชายคนอื่นถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัยรวมกันเป็นทั้งหมด 4 คน และยังมีชื่อของ “มุฟตี” ถูกนำมาตั้งข้อสงสัยว่าเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ และถูกจับกุมด้วย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และไม่ได้ถูกดำเนินคดีเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ แต่เขาก็ถูกจัดว่าเป็นบุคคลที่น่าสนใจอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้ววาซีมก็เป็นเพียงคนเดียวที่ถูกดำเนินคดีและขึ้นศาล
การตายของกานดีล หญิงสาวจากชนชั้นแรงงานที่กล้าท้าทายสังคม ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ไม่ต่างจากข่าวการต่อสู้และความเคลื่อนไหวทางสังคมของเธอเลย และนั่นก็ยิ่งทำให้เธอถูกยกย่องว่าเป็นผู้ขับเคลื่อนที่มีอิทธิพลทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้วย
ในเวลาต่อมาเลยเกิดการชุมนุมครั้งใหญ่ของผู้หญิงและประชาชนจำนวนมากในปากีสถาน เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและสิทธิต่อผู้หญิง ซึ่งมีการใช้หน้ากากรูปหน้าของกานดีลเป็นสัญลักษณ์แทนการต่อสู้ นอกจากนี้ยังมีองค์กรที่ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ร่วมสนับสนุนและผลักดันให้เกิดกฎหมายใหม่ที่ปิดช่องโหว่เรื่องการฆ่าเพื่อเกียรติยศ ให้รัฐเป็นโจทก์ ไม่ใช่ครอบครัวของเหยื่อ
1
หมายความว่า ต่อให้ครอบครัวเหยื่อจะให้อภัยคนทำผิด แต่มันจะไม่มีผลทางกฎหมายอีกต่อไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ในปี 2022 ปรากฏว่าวาซีมกำลังจะถูกปล่อยตัว และว่ากันว่าพ่อและแม่ของเขายอมให้อภัยเขาเรียบร้อยแล้ว ยังมีข้อมูลที่บอกว่าศาลตัดสินว่าคดีนี้อาจไม่ใช่การฆ่าเพื่อเกียรติยศซึ่งสามารถให้อภัยได้…? นี่เป็นเพียงข้อมูลล่าสุดที่บอกว่าการอุทธรณ์ยังคงดำเนินอยู่ (เดือนมีนาคม 2022)
ในช่วงสัปดาห์ก่อนเหตุฆาตกรรม กานดีลได้ปล่อย Music Video เพลง “Ban” ซึ่งเป็นการเยาะเย้ย เสียดสีการกำหนดข้อจำกัดที่สังคมปากีสถานกำหนดให้ต่อผู้หญิง เเละเธอก็ประกาศตัวว่าเป็นเฟมิสต์ยุคใหม่อย่างเต็มรูปแบบด้วย
กานดีลคือผู้หญิงธรรมดาที่มาจากชนชั้นแรงงาน เธอมีความฝัน มีความคิดเป็นของตัวเอง และกล้าหาญที่จะทำตามที่หัวใจเธอเรียกร้อง แม้ว่าเธอจะรู้ดีมาโดยตลอดว่าต้องเจอกับแรงปะทะอะไรบ้าง แต่เธอก็ไม่หยุดเชื่อมั่นในตัวเอง แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่ต้องเจอกับอุปสรรคในชีวิต
เธอไม่ใช่และไม่เคยเป็น คิม คาร์เดเชี่ยน เวอร์ชั่นปากีสถาน การเรียกเธอแบบนั้นคือการลดทอนการต่อสู้และสิ่งที่เธอทำมาตลอดให้กลายเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับแค่ชื่อเสียง
กานดีลรู้ว่าจุดแข็งของเธอคืออะไร และเธอก็เลือกที่จะใช้มันสร้างประโยชน์ให้กับชีวิตของเธอและครอบครัว พร้อมทั้งยังช่วยขับเคลื่อนสังคมในแบบที่หลายคนไม่สามารถทำได้
นี่คือเรื่องชีวิตและความตาย ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนของสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทางของสองสิ่งนั้น มีหลายประเด็นที่น่าตั้งคำถาม ทั้งเรื่องสิทธิ เสรีภาพ การกดขี่ในสังคมชายเป็นใหญ่ ด้านมืดในสังคมอนุรักษ์นิยม จรรยาบรรณและบทบาทของสื่อ ไปจนถึงระบบยุติธรรม และอื่น ๆ
พ่อของกานดีลเคยพูดคล้าย ๆ กับที่ลูกสาวพูดว่า “จะไม่มีใครเหมือนกานดีลอีกแล้ว”
1
แม้ว่ากานดีลจะจากไปแล้ว แต่เธอได้ทิ้งมรดกทางการต่อสู้เอาไว้ให้คนที่ยังอยู่และคนรุ่นต่อ ๆ ไปไม่หลงลืมว่าพวกเขาต้องฟันฝ่าอะไรมาบ้าง เธออาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้มาก่อน แต่เธอเป็นคนที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงและผู้คนอีกมากมาย ให้กล้าลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อตัวเอง
ความตายของเธอไม่ได้ทำให้การต่อสู้เพื่ออิสรภาพและความเท่าเทียมจบสิ้นลง แต่มันอาจเป็นแค่จุดเริ่มต้นเพียงเท่านั้น
-Josman-
โฆษณา