23 ธ.ค. 2025 เวลา 08:18 • การเมือง
ใครกันนะ ที่สร้างวาทะกรรมวลีนี้ "การโกหกคือทักษะ" และ "การหักหลังคือความสามารถ" เราอ่านวลีเหล่านี้ก็รู้ว่า มันคือการผสมคำในภาษาไทย ที่พจนานุกรมไม่ได้บันทึกไว้เลยสักนิด มันจึงต้องจัดไปอยู่ในหมวด "วาทะกรรมทางการเมือง" ว่ากันตรงไปตรงมา มันคือคำเหน็บแนม ประชดประเชียดเสียดสีนั่นแหละค่ะ คือเราขออนุญาตขึ้นต้นไม่ตรงคำถาม เพราะเราพยายามจะตอบคำถามด้วยการวางใจกลางๆ นะคะ หวังว่าเจ้าของกระทู้จะใจกว้างเหมือนเคย
ดังนั้น เราจึงมองว่า ทั้งสองวลี ล้วนไม่ใช่ประโยคสะท้อนความเป็นจริง หรือความเคยชินใด แต่มันเป็นวลีของคนที่ "เอาตนเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล" ทั้งที่อาจจะเป็นคนเข้าใจโลก แต่ก็ทั้งรู้ว่าตนเพียงลำพัง ไม่สามารถจะเปลี่ยนโลกได้ ก็ยังอยากจะฝืน (คำว่าโลกของเราในที่นี้ สามารถประยุกต์ใช้ได้กับกลุ่ม ก้อน ชุมชน หรือสังคม หรือแม้แต่ประเทศ หรือทวีป ก็ได้นะคะ)
เพราะความจริงก็คือ มนุษย์ทุกคนเมื่อเกิดมาแล้ว ไม่มีหน้าไหน ที่ไม่เคยโกหก ต้องผ่านการโกหกด้วยกันมาแล้วทั้งนั้น แต่ทำทำประหนึ่งว่า ตนอยู่สูงเหนือผู้อื่น ไม่เคยโกหก ทนไม่ได้กับการโหก คนที่จะโกหกได้ แสดงว่าต้องใช้ทักษะอย่างพิเศษ อะไรทำนองนั้น จึงเสียดสีเพื่อให้มันหนำ และสาสะใจ
เพราะความจริงก็คือ มนุษย์ทุกคนเมื่อเกิดมาแล้ว ล้วนถูกธรรมชาติ สอนให้รู้จักคำว่า โกหก หรือการปิดบังความจริง หรือแม้แต่การปกปิดความจริง
ทั้งการโกหก และการหักหลัง คือความจริง ที่ไม่ว่ามนุษย์หน้าไหน ก็หนีไม่พ้น หาไม่แล้ว มนุษย์จะรู้ได้อย่างไรว่า อะไรคือการโกหก อะไรคือเรื่องจริง อะไรคือความภักดี และอะไรคือการถูกทรยศหักหลัง แม้แต่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังถูกพระเทวทัต ทั้งโกหกใส่ร้าย และทรยศหักหลังทั้งซึ่งหน้าและลับหลัง ทั้งที่เป็นพี่น้องเครือญาติ คลอด และคลานตามกันมา วิ่งเล่นด้วยกัน ในรั้วในวัง มาตั้งแต่เยาว์วัยแท้ๆ
การเห็นความจริงตามความเป็นจริง
คือการเห็นถึงกมลสันดานของมุษย์
เพื่อการระแวดระวังภัย
และยังความไม่ประมาท
ประเด็นอยู่ตรงที่ ต้องเตือนตนก่อนเสมอ
เพราะส่วนมาก พวกเรามักติดที่จะเตือนคนอื่น
ซึ่งในหลายๆ ครั้ง มันก็มักจะมีเส้นบางๆ
ระหว่างคำว่าเตือนด้วยความปรารถนาดี
กับเตือนเพื่อนการปั่นหัว โน้มน้าวใดๆ
เพื่อยุยงสร้างความเกลียดชัง
ให้เลือกข้าง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย
...........................
ไม่ต่างกับประวัติศาสตร์ของชนชาติยิว
1
โฆษณา