25 ธ.ค. 2025 เวลา 06:05 • ไลฟ์สไตล์

การเพิ่มขึ้นของฮิกิโคโมริในยุคดิจิทัล: ปรากฏการณ์ระดับโลกหรือวิกฤตที่กำลังมาเยือน?

ในโลกที่เชื่อมต่อกันมากขึ้นทุกวัน ด้วยโซเชียลมีเดีย ความจริงเสมือน และชุมชนออนไลน์ที่ครอบงำชีวิตประจำวัน เรากำลังเผชิญกับแนวโน้มที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ การแยกตัวจากสังคมอย่างรุนแรง ปรากฏการณ์นี้รู้จักกันในชื่อ ฮิกิโคโมริ (hikikomori) ซึ่งเริ่มต้นในญี่ปุ่น แต่ตอนนี้กำลังแพร่กระจายไปทั่วโลก
โดยได้รับแรงหนุนจากเทคโนโลยีและเหตุการณ์อย่างการล็อกดาวน์ คำนี้ถูกบัญญัติขึ้นโดยจิตแพทย์ชาวญี่ปุ่น ทามากิ ไซโตะ (Tamaki Saito) ในช่วงทศวรรษ 1990 หมายถึงบุคคลที่ถอนตัวออกจากสังคมเป็นเวลานาน มักนานกว่า 6 เดือน โดยกักตัวอยู่ในบ้านและหลีกเลี่ยงการพบปะผู้คนแบบตัวต่อตัว
การสนทนาล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยและนักวิจัยชาวญี่ปุ่น ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่กำลังเปลี่ยนแปลงการเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์อย่างสิ้นเชิง และอาจทำให้เรื่องนี้กลายเป็นวิกฤตที่แพร่หลาย อย่างที่อาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวในการศึกษาบทบาทของเทคโนโลยีว่า เครื่องมือดิจิทัลสามารถทั้งแยกตัวและเปิดทางให้กลับเข้าสังคมได้ แต่ตอนนี้กำลังเอียงไปทางด้านการแยกตัวมากกว่า
ทำความเข้าใจฮิกิโคโมริ: จากญี่ปุ่นสู่ทั่วโลก
ฮิกิโคโมริไม่ใช่แค่ความขี้เกียจหรือการเป็นคนเก็บตัว มันคือรูปแบบการถอนตัวจากสังคมอย่างรุนแรง ที่มักเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพจิต เช่น ซึมเศร้า ความวิตกกังวล และแรงกดดันจากสังคม ในญี่ปุ่น คาดว่ามีผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 1 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นวัย 20-30 ปี ที่ไม่เข้าร่วมงาน การศึกษา หรือความสัมพันธ์ใดๆ ผู้เชี่ยวชาญอย่างศาสตราจารย์ Jan Ondrus จาก ESSEC Business School เคยตั้งคำถามว่า เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นตัวการหลักหรือไม่ โดยชี้ว่าแม้มันจะช่วยให้การแยกตัวง่ายขึ้น
แต่ปัจจัยทางวัฒนธรรมและจิตวิทยาที่ลึกซึ้งกว่านั้นต่างหากที่เป็นรากฐาน นักวิจัยอย่าง Dr. Eunyoung Choi ก็เน้นย้ำว่า เทคโนโลยีไม่ใช่ตัวการเดียวที่ทำให้มันแพร่กระจายไปทั่วโลก แต่แน่นอนว่ามันทำให้ปัญหาแย่ลง โดยการเสนอทางเลือกแทนการพบปะในโลกจริง
คำพูดล่าสุดจากนักวิชาการญี่ปุ่นย้ำถึงความเร่งด่วน เช่น งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตเกียวและมหาวิทยาลัยเกียวโต ที่ศึกษาว่าการระบาดของโควิด-19 ทำให้ฮิกิโคโมริรุนแรงขึ้นอย่างไร เพราะการล็อกดาวน์บังคับให้แม้แต่คนปกติต้องแยกตัวเป็นเวลานาน อาจารย์ท่านหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจจิตเวชระดับโลกกล่าวว่า ฮิกิโคโมริกำลังได้รับการยอมรับทั่วโลก และจิตแพทย์คาดว่าจะมีเคสเพิ่มขึ้นเมื่อความพึ่งพาดิจิทัลเติบโตขึ้น
นี่ไม่ใช่เรื่องจำกัดเฉพาะเอเชีย มันคือ “กลุ่มอาการที่ผูกพันกับสังคม” ซึ่งเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีแรงกดดันสูงและอิ่มตัวด้วยเทคโนโลยี
บทบาทของเทคโนโลยี: การเชื่อมต่อหรือการแยกตัว
เทคโนโลยีได้ปฏิวัติวิธีที่เราสื่อสารกัน แต่ต้องแลกกับอะไร? เราไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านเพื่อ “พบปะ” ผู้คนอีกต่อไป โลกเสมือน แอปสังคมออนไลน์ และบริการส่งอาหารหรือสิ่งจำเป็น ทำให้เราสามารถดำรงชีวิตได้โดยไม่ต้องปรากฏตัวในโลกจริง อย่างที่คุณกล่าวไว้ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในโลกจริงกำลังลดลงทุกที ถูกแทนที่ด้วยความเชื่อมโยงดิจิทัลที่รู้สึกผิวเผิน อินเทอร์เน็ตสร้างภาพลวงตาของชุมชน แต่กลับนำไปสู่ความเหงาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
การวิจัยชี้ว่า การใช้เวลาออนไลน์มากเกินไปมีความสัมพันธ์กับลักษณะของฮิกิโคโมริ เพราะบุคคลถอนตัวเข้าสู่หน้าจอเพื่อหนีความเครียดในชีวิตจริง ในช่วงการระบาด มันยิ่งถูกขยายใหญ่: ผู้คนปรับตัวเข้ากับการทำงานระยะไกลและการสังคมออนไลน์ แต่หลายคนไม่เคยกลับสู่พฤติกรรมก่อนล็อกดาวน์อย่างเต็มที่
ในทางกลับกัน เทคโนโลยีอาจเป็นดาบสองคม การศึกษาบางชิ้นชี้ว่า มันให้ “โอกาส” สำหรับการกลับเข้าสังคมอย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่น การบำบัดออนไลน์ กลุ่มสนับสนุนเสมือน หรือแม้แต่ชุมชนเกมที่ช่วยสร้างความมั่นใจสำหรับก้าวสู่โลกจริง
อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการแทรกแซง มันเสี่ยงที่จะทำให้การถอนตัวฝังรากลึก เราทุกคนกำลังมุ่งสู่สถานะที่ความสัมพันธ์มนุษย์เป็นแบบดิจิทัลล้วนๆ หรือไม่? คำถามที่ค้างคาใจคือ คนรุ่นหลังจะยังสนใจออกมาเจอกันบนถนนจริงๆ หรือโลกเสมือนก็พอแล้ว?
ฮิกิโคโมริในออสเตรเลีย: วิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นจนน่ากังวล
แม้แต่ในประเทศอย่างออสเตรเลีย ซึ่งห่างไกลจากรากฐานฮิกิโคโมริของญี่ปุ่น ก็เริ่มปรากฏรูปแบบคล้ายกัน การล็อกดาวน์ยาวนานของประเทศในช่วงโควิด-19 ซึ่งเกิดจากเหตุผลด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ สร้างการแยกตัวทางสังคมแบบบังคับ ส่งผลให้เกิด “รุ่นที่สูญหาย” ของคนหนุ่มสาวที่ต้องเผชิญความโดดเดี่ยว
เมืองอย่างเมลเบิร์นเผชิญการล็อกดาวน์ที่ยาวนานที่สุดในโลก ทำให้ผู้คนถูกกักอยู่ในบ้านและปัญหาสุขภาพจิตพุ่งสูง ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การกลั่นแกล้ง แรงกดดันเศรษฐกิจ และการเรียนออนไลน์ ได้ผลักดันให้คนออสเตรเลียบางส่วนเข้าสู่สถานะคล้ายฮิกิโคโมริ โดยหลีกเลี่ยงโรงเรียนหรือการทำงานโดยสิ้นเชิง
รายงานล่าสุดเรียกเรื่องนี้ว่า “วิกฤตที่ซ่อนอยู่ซึ่งกำลังคืบคลานเข้ามาในออสเตรเลีย”
โดยความเครียดจากสังคมและความพึ่งพาดิจิทัลเป็นเชื้อเพลิงหลัก เราทุกคนในโลกนี้กำลังเผชิญปัญหาเดียวกันหรือไม่? ถ้าไม่เริ่มลงมือแก้ไขตอนนี้ อนาคตของการเชื่อมต่อมนุษย์ที่แท้จริงอาจหายไปตลอดกาล
คุณล่ะ กำลังเดินเข้าภาวะการใช้ชีวิตแบบ ฮิคิโมริ อยู่หรือเปล่า?
โฆษณา