26 ธ.ค. 2025 เวลา 12:00 • ธุรกิจ

“อากู๋ vs เฮียฮ้อ” สองกลยุทธ์ สองเส้นทาง ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ธุรกิจไทย

ถ้าย้อนกลับไปในช่วงปี 1990 หากเราเดินเข้าไปในร้านขายเทปคาสเซ็ท
สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การเลือกเพลงที่ชอบ แต่คือการเลือก “ข้าง”
เพราะในยุคนั้น วัยรุ่นไทยถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่อย่างชัดเจน ระหว่างเด็กแกรมมี่ กับ เด็กอาร์เอส…
การแข่งขันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของดนตรี แต่มันคือสงครามทางธุรกิจที่แผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วทุกตารางนิ้วของความบันเทิงไทย
เป็นการปะทะกันของสองขั้วอำนาจที่มี “วิสัยทัศน์” และ “วิธีการ” เดินเกมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในห้องแถวและออฟฟิศเล็กๆ เมื่อประมาณ 40 ปีก่อน โดยชายสองคนที่ชื่อว่า ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม และ สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์
ใครจะไปเชื่อว่าจากจุดเริ่มต้นตรงนั้น พวกเขาจะกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางวัฒนธรรมของคนทั้งประเทศ…
ในปี 1982 RS Sound เริ่มต้นธุรกิจจากการทำเทป “รวมฮิต” และเพลงประกอบภาพยนตร์ โดยเน้นการจับกระแสที่กำลังมาแรงในขณะนั้น
ขณะที่ในปี 1983 GMM Grammy ก็ถือกำเนิดขึ้นจากการเป็นผู้ผลิตเพลงเบื้องหลังให้กับศิลปินคุณภาพชั้นนำของวงการ
เมื่อก้าวเข้าสู่ยุค 90s สนามรบนี้ก็ถูกจุดไฟให้ลุกโชนขึ้น ทั้งสองค่ายเริ่มสร้าง “อาณาจักร” ของตัวเองด้วยกลยุทธ์ที่แตกต่าง
GMM Grammy เลือกวางหมากในตลาด “Mainstream” โดยเน้นความพรีเมียมและคุณภาพของศิลปินที่ต้องมีความเป็น “Superstar” อย่างแท้จริง…
ลองนึกถึงภาพของ เบิร์ด ธงไชย หรือ อัสนี – วสันต์ ที่ดึงดูดกลุ่มคนฟังตั้งแต่ระดับนักศึกษาไปจนถึงคนทำงาน
นั่นคือความพยายามในการครองตลาดมวลชนขนาดใหญ่ หรือที่นักธุรกิจเรียกว่า “Mass Market” เพื่อสร้างยอดขายแบบถล่มทลายในระดับล้านตลับ
ในขณะที่อีกฟากหนึ่ง RS Promotion กลับเลือกเดินในเส้นทางที่ต่างออกไป พวกเขาเล็งเป้าไปที่กลุ่ม “Teen Idol” อย่างแม่นยำ
โดยเน้นการสร้างศิลปินที่มีคาแรคเตอร์โดดเด่น มีหน้าตาและบุคลิกที่วัยรุ่นคลั่งไคล้ จนกลายเป็นกระแสวัฒนธรรม “ไอดอล” ยุคแรกของไทย…
ศิลปินอย่าง เต๋า สมชาย หรือ Raptor ไม่ได้ขายแค่เสียงเพลง แต่พวกเขาขาย “ภาพลักษณ์” และ “ไลฟ์สไตล์” ที่เด็กมัธยมทั่วประเทศอยากจะเป็นตาม
กลยุทธ์นี้ทำให้ RS สามารถสร้างฐานแฟนคลับที่มีความจงรักภักดีต่อแบรนด์สูงมาก จนเกิดเป็นสงครามแฟนคลับในยุคนั้น
ตลอดทศวรรษนั้น ทั้งคู่แข่งกันในทุกมิติ ทั้งการแย่งชิงเวลาในรายการวิทยุ การสร้างคอนเสิร์ตที่ใหญ่กว่าเดิม ไปจนถึงการทำนิตยสารเพลงของตัวเอง
รายได้มหาศาลไหลเข้าสู่บริษัทจากการขาย “เทปคาสเซ็ท” และ “ซีดี” ซึ่งเป็นสินค้าที่จับต้องได้และมีกำไรต่อหน่วยสูงมาก…
แต่แล้ว เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค 2000s พร้อมกับการมาถึงของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
และสิ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมเพลงทั่วโลกต้องสั่นสะเทือน นั่นคือเทคโนโลยีที่เรียกว่า “MP3”
อยู่ดีๆ สินค้าที่เคยทำเงินอย่างเทปและซีดี ก็กลายเป็นของที่ไม่มีใครอยากซื้อ
เพราะทุกคนสามารถดาวน์โหลดเพลงมาฟังได้ “ฟรี” ผ่านโปรแกรมแชร์ไฟล์
หรือซื้อ “ซีดีเถื่อน” แผ่นละไม่กี่สิบบาทที่มีเพลงบรรจุอยู่เป็นร้อยเพลง…
นี่คือวิกฤตที่เรียกว่า “Disruption” อย่างรุนแรง รายได้หลักที่เคยเป็นสายเลือดใหญ่ของทั้ง GMM Grammy และ RS Promotion เริ่มเหือดแห้งลงอย่างรวดเร็ว
กราฟรายได้ที่เคยพุ่งทะยานกลับดิ่งลงจนน่าใจหาย จนทั้งคู่ต้องตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไรให้ธุรกิจอยู่รอด
ในช่วงรอยต่อนี้ ทั้งคู่ตัดสินใจกระโดดเข้าสู่ธุรกิจ “Media” อย่างเต็มตัวเพื่อหาทางรอดใหม่
พวกเขาเริ่มมองว่าตัวเองไม่ใช่แค่ค่ายเพลง แต่เป็น “เจ้าของคอนเทนต์” ที่ต้องมี “ช่องทาง” ของตัวเองในการกระจายสินค้าออกไปสู่มือผู้บริโภค…
RS Promotion ภายใต้การนำของเฮียฮ้อ เริ่มขยับตัวด้วยการบุกเข้าสู่ธุรกิจสื่อทีวีและวิทยุอย่างหนักหน่วง
หนึ่งในการเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดคือการทุ่มเงินซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกเพื่อนำมาฉายในช่องของตัวเอง ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่หลายคนมองว่าเสี่ยงมากในตอนนั้น
ส่วนฝั่งอากู๋แห่ง GMM Grammy ก็ไม่ยอมแพ้ พวกเขาขยายอาณาจักรสื่อออกไปครอบคลุมทั้งรายการทีวี ละคร และวิทยุ
โดยอาศัยต้นทุนทางวัฒนธรรมและศิลปินในมือที่มีอยู่มากมายมาสร้างเป็นรายการที่น่าสนใจ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินโฆษณาที่กำลังย้ายจากโลกดนตรีมาสู่โลกจอแก้ว…
เมื่อถึงเวลาประมูล “Digital TV” ในปี 2013 ทั้งสองยักษ์ใหญ่จึงไม่พลาดที่จะกระโดดเข้าร่วมวง
เพราะเชื่อว่านี่คือโอกาสทองในการเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ระดับชาติ
GMM คว้ามาได้ถึงสองช่อง ขณะที่ RS ก็ได้ช่อง 8 มาเป็นอาวุธสำคัญในมือ
แต่สมรภูมิทีวีดิจิทัลกลับไม่เป็นอย่างที่คิด มันคือ “Red Ocean” ที่ดุเดือดและมีค่าใช้จ่ายสูงมหาศาล
เม็ดเงินโฆษณาถูกหารแบ่งไปยังหลายสิบช่อง ในขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มย้ายไปอยู่บนสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียมากขึ้นเรื่อยๆ…
ความกดดันจากการขาดทุนในธุรกิจทีวีดิจิทัลนี่เอง ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ GMM Grammy และ RS Group ต้องเลือกเส้นทางเดินที่ “แยกจากกัน” อย่างชัดเจนที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท
เป็นการตัดสินใจที่เปลี่ยนโฉมหน้าธุรกิจไทยไปตลอดกาล
GMM Grammy เลือกที่จะเป็น “The Content Empire” ต่อไป พวกเขายังคงเชื่อมั่นในพลังของ “Entertainment”
และเลือกที่จะปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยด้วยการบริหารจัดการ “IP” หรือทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ…
ภายใต้ร่มเงาของ GMM Music พวกเขาเลิกโฟกัสที่การขายแผ่นเพลง แต่เปลี่ยนไปเน้นการทำรายได้จาก “Streaming” แพลตฟอร์มอย่าง YouTube และ Spotify
พร้อมกับเปลี่ยนศิลปินให้กลายเป็น “แบรนด์” เพื่อสร้างรายได้จากการเป็นพรีเซนเตอร์และงานอีเวนต์ต่างๆ
ความสำเร็จที่น่าสนใจที่สุดของ GMM ในยุคหลังคือการเกิดขึ้นของ GMMTV ที่สามารถเจาะตลาด “Y-Series” จนกลายเป็นกระแสไปทั่วเอเชีย
นี่คือตัวอย่างของการสร้างคอนเทนต์ที่ตรงกลุ่มเป้าหมายและสามารถขายได้ในระดับสากล จนกลายเป็นเครื่องจักรทำเงินชิ้นใหม่…
นอกจากนี้ GMM ยังใช้ความแข็งแกร่งในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงกว่า 40,000 เพลง มาสร้างธุรกิจ “Showbiz” ที่แข็งแกร่ง
ทำให้คอนเสิร์ตและมิวสิคเฟสติวัลต่างๆ กลายเป็นแหล่งรายได้ชั้นดี
เพราะพวกเขาสามารถควบคุมต้นทุนของตัวเองได้ทั้งหมดจากการเป็นเจ้าของเพลงเหล่านั้น
ในทางกลับกัน RS Group กลับทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เฮียฮ้อตัดสินใจทำการ “Pivot” ธุรกิจครั้งใหญ่
โดยมองว่ารายได้จากความบันเทิงและค่าโฆษณานั้นไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงสูงเกินไป
เขาจึงประกาศเปลี่ยนสถานะบริษัทจากสื่อ เป็น “Commerce” อย่างเต็มตัว…
คำถามที่ตามมาคือ แล้วค่ายเพลงจะไปขายอะไร?
คำตอบของ RS คือการสร้างโมเดล “Entertainmerce” ขึ้นมา
โดยใช้สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 ที่มีอยู่ ไม่ได้มีไว้เพื่อรอค่าโฆษณาจากคนอื่นเพียงอย่างเดียว แต่มีไว้เพื่อ “ขายสินค้า” ของตัวเองตลอด 24 ชั่วโมง
RS เริ่มสร้างแบรนด์สินค้าสุขภาพและความงามภายใต้ชื่อ Lifestar และขายผ่าน RS Mall
โดยเปลี่ยนพนักงาน Call Center ให้กลายเป็นพนักงานขายมือโปร
กลยุทธ์นี้ทำให้ RS สามารถควบคุมกำไรได้เบ็ดเสร็จตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยไม่ต้องแบ่งให้ใคร…
การเปลี่ยนผ่านนี้ประสบความสำเร็จอย่างเหลือเชื่อ รายได้จากธุรกิจขายสินค้าเติบโตจนกลายเป็นสัดส่วนหลักของบริษัท แซงหน้าธุรกิจสื่อและเพลงไปหลายเท่าตัว
จนถึงจุดหนึ่งมูลค่าบริษัทของ RS ในตลาดหลักทรัพย์พุ่งสูงขึ้นจนน่าตกใจ เป็นการพิสูจน์ว่าการทิ้งอีโก้ในอดีตเพื่ออยู่รอดในอนาคตนั้นสำคัญเพียงใด
ปัจจุบัน RS ไม่ได้หยุดแค่การขายครีมหรืออาหารเสริม แต่ยังขยายไปสู่ธุรกิจการเงิน บริหารสินทรัพย์ และธุรกิจสัตว์เลี้ยง จนแทบไม่เหลือภาพจำของค่ายเพลงวัยรุ่นในอดีตอีกต่อไป
พวกเขาได้กลายเป็นกลุ่มธุรกิจการค้าที่ใช้ความบันเทิงเป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาดเท่านั้น…
แต่ทว่าในช่วงปี 2025 RS ก็ได้เจอปัญหาครั้งใหญ่ที่เกิดจากปัญหาการเงินที่รุนแรง โดยมีจุดเริ่มต้นจากผู้ถือหุ้นใหญ่ถูกบังคับขายหุ้น (Forced Sell) ทำให้ราคาหุ้นดิ่งหนัก มูลค่าบริษัทหายไปกว่า 8,000 ล้านบาทในเวลาอันสั้น
พร้อมทั้งขาดทุนต่อเนื่องจากการปรับตัวของธุรกิจบันเทิงและพาณิชย์ที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ทำให้บริษัทประสบปัญหาผิดนัดชำระหนี้ และต้องเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่.
ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่าคู่แข่งที่เคยยืนหายใจรดต้นคอกันมานานกว่า 30 ปี
ในวันนี้พวกเขาไม่ได้เดินบนถนนเส้นเดียวกันอีกต่อไป GMM Grammy คือราชาแห่งคอนเทนต์ ขณะที่ RS Group คือเจ้าแห่งคอมเมิร์ซที่พยายามใช้สื่อในมืออย่างคุ้มค่าที่สุด
แต่เรื่องราวที่น่าทึ่งที่สุดได้เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
เมื่อทั้งสองบริษัทที่เคยแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย จนแฟนคลับมองหน้ากันไม่ติดในอดีต กลับตัดสินใจเดินเข้ามา “จับมือ” กันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
การประกาศจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อจัดคอนเสิร์ตประวัติศาสตร์ร่วมกัน คือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดว่า
ในโลกของธุรกิจ “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร” มีเพียงผลประโยชน์ที่สามารถลงตัวได้ในเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น
ทั้งอากู๋และเฮียฮ้อ ต่างตระหนักว่า “Nostalgia Marketing” หรือการตลาดที่เล่นกับความโหยหาอดีตของคนรุ่น 90s คือขุมทรัพย์ที่ยังไม่ได้ถูกขุดขึ้นมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่
การรวมตัวของศิลปินจากสองค่ายจึงเป็นการสร้างแรงกระเพื่อมที่ไม่มีใครทำได้เพียงลำพัง…
การเดินทางจากจุดเริ่มต้นในห้องแถว ผ่านวิกฤตเทปผี วนผ่านความวุ่นวายของทีวีดิจิทัล จนมาถึงจุดที่ต่างคนต่างไปเติบโตในแบบของตัวเอง
และสุดท้ายวนกลับมาพบกันอีกครั้งเพื่อสร้างมูลค่าร่วมกัน นี่คือบทเรียนธุรกิจที่ล้ำค่าที่สุดเรื่องหนึ่งของประเทศไทย
เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า การยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ อาจนำไปสู่ทางตัน
แต่การรู้จัก “ต้นทุน” ของตัวเองและพร้อมที่จะเปลี่ยนร่างให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดได้ในทุกยุคสมัย
GMM Grammy ยังคงสง่างามในโลกของความบันเทิง และ RS Group ก็ยังคงเติบโตในโลกของการค้า
สองยักษ์ใหญ่นี้ได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่ว่าเส้นทางที่เลือกจะแตกต่างกันแค่ไหน แต่ถ้าคุณเก่งจริงในทางที่เลือก คุณก็สามารถเป็น “ผู้ชนะ” ได้ในแบบของคุณเอง…
จากเด็กแกรมมี่และเด็กอาร์เอสในวันนั้น กลายมาเป็นผู้บริโภคที่พร้อมจะควักกระเป๋าจ่ายให้กับคอนเสิร์ตรวมศิลปินในวันนี้
สงครามที่เคยดุเดือดจึงจบลงด้วยรอยยิ้มและการจับมือที่ทรงพลังที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ธุรกิจไทย…
References : [longtunman, thebusinessplus, brandbuffet, techsauce, thestandard, marketingoops]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา