29 ธ.ค. 2025 เวลา 09:36 • ประวัติศาสตร์

ความฝันในหอแดง 58 ศิลาไม้ร้าวฉาน

เป่าวี่เห็นไต้วี่ล้มป่วย จิตใจไม่เป็นสุข อาหารก็คร้านกิน เกรงว่านางจะเป็นอะไรไป จึงหมั่นมาเยี่ยมจนไต้วี่ต้องบอกว่า
“เจ้าไปดูงิ้วของเจ้าเถิด อยู่บ้านทำไม”
เป่าวี่รู้เรื่องเมื่อวานที่นักพรตจางจะจับคู่ให้ ใจไม่ยอมรับ พอฟังไต้วี่พูดดังนี้ จึงคิดว่า
“คนอื่นไม่รู้ใจข้ายังพออภัย แม้แต่เจ้ายังมาล้อเลียนข้า”
เป่าวี่รู้สึกสับสนกว่าเมื่อวานอีกร้อยเท่า หากอยู่ต่อหน้าคนอื่นอาจไม่กล้าระบายอารมณ์ แต่พอเป็นไต้วี่ เป่าวี่ทำหน้ามุ่ยว่า
“ข้ารู้จักเจ้าเสียเปล่า พอกันที”
ไต้วี่หัวเราะเยาะสองหนว่า “เจ้ารู้จักข้าเสียเปล่า ข้าไม่คู่ควรกับเจ้าเหมือนคนอื่นเขาสินะ”
เป่าวี่เดินเข้ามาชะโงกหน้าถามว่า
“เจ้าพูดอย่างนี้ คือสาปแช่งข้าให้ฟ้าดินลงโทษ”
ไต้วี่ฟังแล้วไม่เข้าใจความหมาย
เป่าวี่ว่า “เมื่อวานข้าก็สาบานไปแล้ว วันนี้เจ้ายังต้องให้ข้าพูดซ้ำ เจ้าจะได้อะไรหากฟ้าดินลงโทษข้า”
ไต้วี่ได้ฟังพลันนึกเรื่องวันก่อนขึ้นมาได้ วันนี้ตนพูดผิด จึงร้อนใจและอับอาย ร้องไห้ออกมาว่า
“หากข้าสาปแช่งเจ้าตามใจชอบ ข้าเองก็ถูกฟ้าดินลงโทษด้วย จะมีประโยชน์อะไร ข้ารู้ว่าที่นักพรตจางพูดเรื่องจับคู่เมื่อวาน เจ้ากลัวว่าจะกีดขวางพรหมลิขิตของเจ้า เจ้าไม่พอใจจึงเอามาลงที่ข้า”
เป่าวี่แต่เล็กจนโตดื้อรั้นปากแข็ง เติบโตมาด้วยกันกับไต้วี่ มีความคิดจิตใจตรงกัน เดี๋ยวนี้รู้ความมากขึ้น อีกทั้งได้มาอ่านหนังสือประโลมโลก พอหันมองดูเหล่าสตรีที่เป็นญาติมิตรชิดใกล้แล้ว หาใครเทียบไต้วี่ไม่ได้ ในใจจึงเกิดความรู้สึกหนึ่งซึ่งไม่อาจบรรยาย บางครั้งก็ชมชอบบางครั้งก็ขุ่นเคือง จึงมักคอยหาวิธีหยั่งเชิงไต้วี่
ไต้วี่เองก็ดื้อรั้นปากแข็ง และมักเสแสร้งเพื่อปิดบังความรู้สึกอันแท้จริง เมื่อต่างฝ่ายต่างอำพรางความรู้สึกแล้วคอยหยั่งเชิงกันและกัน ก็อดไม่ได้ที่จะเกิดการทะเลาะเบาะแว้ง
อย่างเช่นในขณะนี้ เป่าวี่คิดว่า “คนอื่นไม่รู้ใจข้ายังพออภัย แต่เจ้าไม่รู้หรือว่าในใจข้ามีเพียงเจ้า จึงได้พูดตัดรอนให้ท้อใจ เห็นชัดว่าใจข้ามีเจ้า แต่ใจเจ้าไม่เคยมีข้า”
เป่าวี่คิดเช่นนี้ แต่ไม่พูดออกมา
ส่วนไต้วี่คิดว่า “ข้ารู้ว่าในใจเจ้ามีข้า แต่เวลาพูดถึง “คู่ครองทองหยก 金玉相对” เจ้าก็มักให้ความสำคัญมากกว่าข้า ข้าจึงมักย้ำถึง “ทองหยก” เจ้าก็ทำเป็นไม่ได้ยิน หากเจ้าให้ความสำคัญข้าจริง เหตุใดเวลาพูดถึง “ทองหยก” จึงต้องร้อนรน แสดงว่า “ทองหยก” ฝังอยู่ในใจเจ้า พอพูดถึงจึงรีบกลบเกลื่อน”
เป่าวี่คิดว่า “ข้าไม่สนใจ สุดแท้แต่ใจเจ้า ข้าพร้อมยอมตาย เจ้าจะรู้ก็ดีไม่รู้ก็ดี ขอเพียงมีเจ้าอยู่เคียงข้าง อย่าหลีกลี้หนีห่าง”
ไต้วี่คิดว่า “เจ้าสนใจเรื่องของเจ้าก็พอ เจ้าดีกับข้า ข้าก็ดีด้วย เจ้าอยากตีจากแต่มาทำเป็นอ้อมค้อม ไม่ให้ข้าเข้าใกล้ หวังให้ข้าถอยห่างเอง”
ทั้งคู่รู้ใจกัน แต่แง่งอนจนเหินห่าง
เป่าวี่พอได้ยินนางพูดถึงพรหมลิขิต ก็ขัดเคืองจนพูดไม่ออก กระชากหยกสำคัญออกจากคอเหวี่ยงลงพื้นอย่างแรง ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันว่า
“น่ารังเกียจ 劳什子 แตกเสียสิ้นเรื่อง”
หยกเจ้ากรรมกลับแข็งแรง ไม่บุบสลายแม้แต่น้อย เป่าวี่เห็นหยกไม่แตกบิ่น จึงมองหาของจะมาทุบให้แตก ไต้วี่เห็นดังนั้น จึงร้องไห้ว่า
“จะลำบากไปทุบของไม่มีปากเสียงทำไม อยากทุบก็มาทุบข้า”
จื่อเจวียน เสวี่ยเอี้ยนเห็นทั้งสองทุ่มเถียงกันจึงเข้ามาปราม พอเห็นเป่าวี่จะเอาหยกไปทุบทิ้ง ก็รีบเข้ามาแย่ง แต่แย่งไม่ได้ จึงรีบไปตามสีเหยิน สีเหยินรีบมาชิงหยกเอาไว้ได้
เป่าวี่ยิ้มเยาะว่า “ข้าจะทุบของของข้า เกี่ยวอะไรกับพวกเจ้า”
สีเหยินเห็นเป่าวี่หน้าเขียวเกรี้ยวกราดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จึงเข้ามาดึงมือไว้ยิ้มว่า
“ท่านมีปากเสียงกับน้องก็คิดจะทำลายหยก หากหยกแตกจริง เหมือนทำร้ายจิตใจนาง นางจะคิดอย่างไร”
ไต้วี่ได้ยินเหมือนยิ่งตอกย้ำความเจ็บช้ำน้ำใจ สีเหยินยังรู้ใจนางดีกว่าเป่าวี่เสียอีก จึงร้องไห้หนักขึ้น รุ่มร้อนใจกระทั่งยาเซียงหยู 香薷 แก้ร้อนในที่ดื่มไปก่อนหน้าอาเจียนออกมาสิ้น
จื่อเจวียนรีบนำผ้าเช็ดหน้ามารองไว้แล้วเช็ดให้สะอาด เสวี่ยเอี้ยนรีบเข้ามาทุบหลังและนวดให้ จื่อเจวียนว่า “ถึงจะโกรธ คุณหนูก็ควรดูแลตัวเอง เพิ่งทานยาไป อาการดีขึ้นเล็กน้อย มามีปากเสียงกับนายรองเป่า อาเจียนออกมาหมด หากป่วยไข้ขึ้นมา นายรองเป่าจะทำใจได้หรือ”
เป่าวี่ฟังแล้วแทงใจดำ เห็นไต้วี่ร้องไห้จนหน้าตาบวมแดง ทั้งน้ำตาทั้งเหงื่อไหล ท่าทางอ่อนแอ เป่าวี่เห็นแล้วรู้สึกเสียใจที่ไปโต้เถียงกับนาง อดไม่ได้ต้องร้องไห้ด้วย
สีเหยินเห็นทั้งสองร้องไห้ รู้สึกหดหู่ คลำมือเป่าวี่เห็นเย็นยะเยียบ คิดจะปลอบว่าอย่าร้องไห้ แต่เกรงว่าเป่าวี่คงรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมค้างคาใจ อีกทั้งเกรงว่าไต้วี่จะกินแหนงแคลงใจ มิสู้ปล่อยให้ร้องไห้ปลดปล่อยอารมณ์ทั้งคู่ จึงปล่อยมือเป่าวี่ แล้วอดร้องไห้ด้วยไม่ได้
จื่อเจวียนเช็ดคราบยาให้ไต้วี่แล้วนำพัดมาค่อยโบกให้ พอเห็นทั้งสามต่างร่ำไห้ไร้สุ้มเสียง พลอยสะเทือนใจ นำผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตา ทั้งสี่ต่างหลั่งน้ำตาไม่พูดจา
สีเหยินเป็นคนแรกที่ฝืนยิ้มกล่าวกับเป่าวี่ว่า
“ท่านไม่ต้องดูอื่นไกล ดูพู่ที่ผูกติดหยกนี้ ก็ไม่ควรมีปากเสียงกับคุณหนูหลิน”
ไต้วี่ได้ยิน รีบชิงหยกไป คว้ากรรไกรตัดพู่ทิ้ง สีเหยิน จื่อเจวียนจะมาชิงคืน พู่ถูกตัดเป็นชิ้นๆ ไปแล้ว
ไต้วี่ร่ำไห้ว่า “ข้าเสียแรงไปเปล่า เขาไม่รู้จักทะนุถนอม คงมีคนช่วยทำใหม่ให้เขา”
สีเหยินรับหยกไปแล้วว่า “แย่จริง ข้าปากไม่ดีเอง”
เป่าวี่ว่า “เจ้าอยากตัดก็ตัดไป ข้าไม่ใส่อีกแล้ว ไม่เป็นไร”
พวกแม่บ้านเห็นไต้วี่ทั้งร้องไห้ทั้งอาเจียน เป่าวี่คิดจะทำลายหยก ไม่รู้เรื่องจะบานปลายไปถึงไหน จึงรีบมารายงานแม่เฒ่าเจี่ยและหวางฮูหยิน ทั้งสองเห็นพวกนางท่าทางเคร่งเครียดรู้ว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี จึงรีบเข้ามาดูในอุทยาน สีเหยินเห็นพวกผู้ใหญ่มาจึงโทษจื่อเจวียนว่า
“ทำไมต้องทำให้เหล่าไท่ไท่ และไท่ไท่ตื่นตกใจ”
จื่อเจวียนก็คิดว่าสีเหยินเป็นผู้ส่งคนไปแจ้ง จึงกล่าวโทษสีเหยิน
แม่เฒ่าเจี่ย หวางฮูหยินเห็นเป่าวี่นิ่งเฉย ไต้วี่ไม่พูดจา ถามแล้วก็ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ จึงโทษสีเหยินและจื่อเจวียนว่า
“พวกเจ้าไม่ใส่ใจรับใช้ให้ดี จึงเกิดเรื่องขึ้น”
แล้วตำหนิทั้งสองยกใหญ่ ทั้งสองได้แต่ฟังไม่กล้าโต้แย้ง จนกระทั่งแม่เฒ่าเจี่ยพาตัวเป่าวี่ออกไปจึงสงบ
วันถัดมาคือวันที่สาม เป็นวันเกิดของเซวียผาน มีเลี้ยงโต๊ะและการแสดงที่บ้าน คนในจวนเจี่ยต่างไปร่วมงาน เป่าวี่สำนึกเสียใจที่ทำร้ายจิตใจไต้วี่จนไม่พูดคุยกัน ไม่มีอารมณ์ไปชมงิ้ว จึงอ้างว่าป่วยไม่ไปร่วมงาน
ส่วนไต้วี่แม้สองวันก่อนจะร้อนในแต่ไม่ได้ป่วยหนักหนา ฟังว่าเป่าวี่ไม่ไปงานจึงตรองว่า
“เขาชอบดื่มและชมงิ้ว วันนี้กลับไม่ไปงานคงยังโกรธเรื่องเมื่อวาน หรือไม่ก็เพราะเห็นข้าไม่ไปงาน จึงไม่มีใจจะไปด้วย เมื่อวานก็ไม่ควรเลยที่ไปตัดพู่หยกทิ้ง เขาคงไม่ใส่แน่นอนแล้ว จนกว่าข้าจะถักพู่ใหม่ให้”
ไต้วี่รู้สึกเสียใจอยู่
ทางด้านแม่เฒ่าเจี่ยเห็นทั้งสองโกรธกัน คิดว่าวันนี้หากได้ไปชมงิ้วกันที่งาน เรื่องคงคลี่คลาย แต่พอเห็นทั้งคู่ไม่ไปจึงโทษตัวเองว่า
“ข้ามันคนแก่มีกรรม ชาติที่แล้วสร้างเวรกรรมไว้ จึงต้องมาพบคู่กรรมไม่รู้ความสองคนมาทะเลาะกันให้ร้อนใจได้ทุกวัน ดังที่ว่า
“ไม่มีเวรต่อกันไม่พานพบ 不是冤家不聚头”
ข้าสิ้นลมเมื่อใด เจ้าทั้งสองจะป่วนถึงสวรรค์ก็ช่าง ข้าไม่รู้ไม่เห็น” แล้วร้องไห้
ความรู้ไปถึงเป่าวี่ ไต้วี่ ทั้งคู่ไม่เคยได้ยินคำว่า
“ไม่มีเวรต่อกันไม่พานพบ 不是冤家不聚头”
พอได้ฟังดังบรรลุธรรม พากันก้มหน้าไตร่ตรองทั้งน้ำตา คนหนึ่งร่ำไห้อยู่เรือนเซียวเซียง คนหนึ่งทอดถอนใจอยู่ลานชื่นแดง
“人居两地,情发一心
สองร่างห่างต่างที่ แต่มีใจเดียวกัน”
สีเหยินเตือนเป่าวี่ว่า “พันหมื่นผิด ล้วนเป็นท่านผิด แต่ก่อนนี้ เวลาพวกบ่าวไพร่ทุ่มเถียงกับพี่น้องสตรี หรือ ผัวเมียทะเลาะกัน ท่านมักด่าว่าพวกบ่าวไพร่โง่เขลาไม่เข้าใจสตรี วันนี้ท่านกลับเป็นเสียเอง มะรืนนี้วันที่ห้าเป็นเทศกาลสำคัญ หากพวกท่านทั้งสองยังคงคุมแค้นกัน เหล่าไท่ไท่คงขุ่นเคืองจนบ้านนี้ไม่มีสุข ข้าใคร่ขอให้ท่านข่มอารมณ์ ขอโทษในเรื่องที่เกิดขึ้น ทุกสิ่งจะได้คืนดีดังเดิม ไม่ดีหรอกหรือ”
(จบบทที่ยี่สิบเก้า)
ทางด้านไต้วี่นับแต่มีปากเสียงกับเป่าวี่ก็รู้สึกเสียใจ แต่จะให้ไปง้องอนก่อนก็ใช่ที่ ได้แต่นั่งซึมอยู่ทั้งวันคืน จื่อเจวียนดูออกอยู่แปดเก้าส่วน จึงเตือนว่า
“เรื่องที่เกิดขึ้น คุณหนูก็หุนหันไปสักหน่อย คนอื่นไม่รู้นิสัยเป่าวี่ แต่พวกเรารู้ดี เรื่องหยกนั่นก็เคยเป็นเรื่องโต้เถียงกันมาก่อนบ่อยครั้ง”
ไต้วี่ถ่มน้ำลายว่า “เจ้าต่อว่าแทนคนอื่นหาว่าข้าเป็นคนผิด ข้าหุนหันตรงไหน”
จื่อเจวียนยิ้มว่า “อยู่ดีดี ไปตัดพู่ห้อยทิ้งทำไม เป่าวี่ผิดจริงก็เพียงสามส่วน คุณหนูกลับผิดถึงเจ็ดส่วน ข้าเห็นเขาปกติก็ดีต่อคุณหนู แต่คุณหนูน้อยใจไปเอง จึงมักกล่าวหาเขาผิด ๆ”
ไต้วี่จะโต้แย้ง พลันได้ยินเสียงเรียกให้เปิดประตูจากด้านนอก จื่อเจวียนเงี่ยหูฟังแล้วยิ้มว่า
“เสียงของเป่าวี่ คิดว่าคงมาขอโทษ”
ไต้วี่ว่า “อย่าเปิดประตู”
จื่อเจวียนว่า “คุณหนูเอาอีกแล้ว อากาศร้อนปานนี้ ถูกแดดจนเป็นลมขึ้นมา จะทำอย่างไร”
ระหว่างพูดก็เดินไปเปิดประตู เห็นว่าเป็นเป่าวี่จริง จึงให้เข้ามาแล้วยิ้มว่า
“ข้าคิดว่านายรองเป่าจะไม่มาหาพวกเราอีกแล้ว ในที่สุดก็มา”
เป่าวี่ยิ้มว่า “พวกเจ้าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ อยู่ดีดีทำไมจึงคิดว่าไม่มา ถึงข้าตาย วิญญาณก็ยังมาวันละร้อยเที่ยว น้องสาวดีขึ้นหรือยัง”
จื่อเจวียนว่า “ป่วยทางกายหายดีแล้ว แต่เจ็บทางใจยังไม่หายดี”
เป่าวี่ยิ้มว่า “ข้ารู้แล้ว ยังเจ็บใจอันใดอยู่”
พอเข้ามาในห้องก็เห็นไต้วี่ร้องไห้อยู่บนเตียง
ไต้วี่แต่แรกก็ไม่ได้ร้องไห้ แต่พอเห็นเป่าวี่มา อดเสียใจไม่ได้ น้ำตาพานไหลออกมาเอง เป่าวี่เดินมาที่เตียงยิ้มว่า
“น้องหายดีแล้วกระมัง”
ไต้วี่เอาแต่เช็ดน้ำตาไม่ตอบ
เป่าวี่จึงนั่งลงบนขอบเตียงยิ้มว่า
“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้เกลียดหน้าข้าแล้ว หากข้าไม่มา ปล่อยให้คนคิดว่าพวกเรายังทะเลาะกันอยู่ รอให้พวกเขามาเตือน พวกเราคงกลายเป็นคนแปลกหน้ากันไป มิสู้มาให้เจ้าทุบตีหรือด่าว่าตามแต่ใจ แต่อย่าได้ทำเมินเฉย”
ว่าแล้วก็เอาแต่เรียก “น้องคนดี” อีกสิบกว่าเที่ยว
ไต้วี่คิดว่าจะไม่ไยดีเป่าวี่อีกแล้ว พอได้ฟังเป่าวี่ว่า
“ปล่อยให้คนคิดว่าพวกเรายังทะเลาะกันอยู่ดูเหมือนคนแปลกหน้า” จึงตระหนักว่าที่จริงแล้วสนิทกันยิ่งกว่าใครอื่น อดไม่ได้ร้องไห้ว่า
“เจ้าไม่ต้องมาล้อเลียนข้า จากนี้ไป ข้าคงไม่กล้าตีสนิทนายรอง คิดเสียว่าข้าไม่อยู่แล้ว”
เป่าวี่ฟังแล้วยิ้มถามว่า “เจ้าไปไหน”
ไต้วี่ว่า “กลับบ้าน”
เป่าวี่ยิ้มว่า “ข้าไปด้วย”
ไต้วี่ว่า “ข้าไปตายล่ะ”
เป่าวี่ว่า “เจ้าไปตาย ข้าออกบวชเป็นพระ”
ไต้วี่พอได้ฟัง ตีสีหน้าเครียดว่า
“คิดว่าเจ้าจะตายด้วย มาพูดเหลวไหลทำไมกัน เจ้ามีพี่สาวน้องสาวสนิทกันอีกกี่คน พรุ่งนี้ตายกันหมด เจ้าจะออกบวชได้กี่หน ข้าจะบอกให้พวกเขาช่วยนับดู”
เป่าวี่รู้ตัวว่าปากไวไปหน่อย นึกเสียใจก็ไม่ทันการ หน้าแดงก้มหน้านิ่ง ดีที่ไม่มีคนอื่นอยู่ในห้องด้วย
ไต้วี่จ้องหน้าอยู่ครึ่งวัน โมโหจนพูดไม่ออก เห็นเป่าวี่หน้าแดงจึงเอานิ้วจิ้มหน้าผากเป่าวี่ว่า “เจ้านี่มัน…” พูดได้สามคำก็ถอนหายใจ เอาผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตา
เป่าวี่เดิมมีรื่องในใจมากมาย พอพูดผิดพูดไม่ออก ถูกไต้วี่จิ้มหน้าผากแล้วไม่พูด ถอนหายใจร้องไห้ จึงร้องไห้ตามไปด้วย พอจะเอาผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตา ก็ลืมเอามาเสียอีก จึงใช้แขนเสื้อเช็ด
ไต้วี่ถึงจะร้องไห้ ก็ยังคอยมองเป่าวี่เห็นจะใช้แขนเสื้อตัวใหม่เอี่ยมอ่องมาเช็ดน้ำตา จึงหันมาหยิบผ้าเช็ดหน้าจากข้างหมอนโยนใส่ตักเป่าวี่ ไม่พูดจา สะอึกสะอื้นต่อ
เป่าวี่เห็นนางโยนผ้าเช็ดหน้ามา รีบหยิบมาเช็ดน้ำตา แล้วขยับเข้ามาใกล้ ยื่นมือคว้ามือนางไว้ยิ้มว่า
“ถ้าเจ้ายังร้องไห้ต่อ ใจข้าคงสลาย ไปเถอะ ไปหาเหล่าไท่ไท่กัน”
ไต้วี่สะบัดมือว่า “ไม่ต้องมายื้อยุดฉุดมือ โตจนป่านนี้แล้วยังหน้าไม่อาย ไม่รู้เหตุผล”
พูดไม่ทันขาดคำ ได้ยินเสียงตะโกนมาว่า “ดีจริง !”
เป่าวี่ ไต้วี่พากันสะดุ้ง หันมาเห็นพี่เฟิ่งพรวดพราดเข้ามายิ้มว่า
“เหล่าไท่ไท่นั่งโทษฟ้าโทษดิน บอกให้ข้ามาดูว่าพวกเจ้าดีกันหรือยัง ข้าบอกว่า ไม่ต้องไปดูหรอก ไม่เกินสามวัน เดี๋ยวดีกันเอง เหล่าไท่ไท่ด่าข้าว่าขี้เกียจ ข้าถึงได้มานี่ แล้วก็เป็นอย่างที่พูด พวกเจ้าสองคนมีเรื่องอะไรกันนักหนา สามวันดี สี่วันทะเลาะ ยิ่งโตยิ่งเหมือนเด็ก ตอนนี้จับมือกันร้องไห้ เมื่อวานก็ตีกันเป็นไก่ชน ยังไม่รีบตามข้าไปพบเหล่าไท่ไท่ ให้ท่านสบายใจขึ้นบ้าง”
พูดแล้วก็ลากตัวไต้วี่ออกเดิน ไต้วี่หันกลับมาจะเรียกสาวใช้ แต่ไม่เห็นใครสักคน
พี่เฟิ่งว่า “จะเรียกพวกเขาทำไม มีข้าอยู่ทั้งคน”
แล้วจูงมือเดินต่อ เป่าวี่เดินตามหลังออกมาจากอุทยาน
ตอนก่อนหน้า : งานบุญที่อารามชิงซวี
ตอนถัดไป : เป่าวี่เที่ยวก่อกรรม

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา