5 ม.ค. เวลา 12:00 • ประวัติศาสตร์

สัตว์ประหลาดในตำนาน: กระจกส่องใจที่สะท้อนความกลัวและธรรมชาติของมนุษย์

ทำไมเราถึงหลงใหลในเรื่องราวของสัตว์ประหลาด?
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเรื่องเล่าเกี่ยวกับอสูรกายร้ายกาจอย่างเมดูซ่า มังกรพ่นไฟ หรือสัตว์ประหลาดใต้ทะเลลึก ถึงทั้งน่ากลัวและน่าติดตามในเวลาเดียวกัน? เราต่างรู้ดีว่ามันไม่มีอยู่จริง แต่เรื่องราวของพวกมันกลับปรากฏอยู่ในทุกวัฒนธรรมและคงอยู่มานับพันปี ความลับอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวตนของสัตว์ประหลาด แต่อยู่ที่ตัวตนของผู้สร้างมันขึ้นมาต่างหาก เรื่องราวเหล่านี้เปรียบเสมือนกระจกที่สะท้อนความกลัว ความหวัง และด้านมืดในใจของเราเอง
ในวันนี้ เราจะออกเดินทางไขปริศนาไปกับ นาตาลี ลอว์เรนซ์ นักเขียนและนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ของสัตว์ในตำนาน เพื่อค้นหาว่าเรื่องเล่าของเหล่าอสูรกายนั้นบอกอะไรเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์เราบ้าง
1. กลไกทางจิตใจ: เหตุผลที่เรา "สร้าง" สัตว์ประหลาดขึ้นมา
ก่อนจะไปสำรวจสัตว์ประหลาดแต่ละตัว เราต้องเข้าใจก่อนว่าทำไมมนุษย์ถึง "จำเป็น" ต้องสร้างมันขึ้นมา นาตาลี ลอว์เรนซ์ อธิบายว่านี่คือกลไกการป้องกันตัวทางจิตใจอย่างหนึ่ง
ลึกๆ แล้ว มนุษย์ทุกคนมีด้านมืดหรือความรู้สึกที่ไม่ดีอยู่ในตัว ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความอิจฉา หรือความกลัว แต่การยอมรับว่าความรู้สึกเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของเรานั้นเป็นเรื่องยาก เราจึงสร้าง "สัตว์ประหลาด" ขึ้นมาเป็นตัวแทนของความรู้สึกเหล่านั้น แล้วผลักมันออกไปให้เป็นสิ่งมีชีวิตอื่นที่อยู่ภายนอกตัวเรา
ลองนึกภาพตามง่ายๆ เหมือนกับการที่เราไม่อยากยอมรับว่าเรามีความรู้สึกไม่ดีอยู่ข้างใน เราจึงสร้างตัวละครที่น่ากลัวขึ้นมา แล้วโยนความรู้สึกเหล่านั้นไปให้ตัวละครตัวนั้นแทนนี่คือวิธีที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นและไม่ต้องแบกรับความรู้สึกด้านมืดไว้กับตัวเอง
"การสร้างสัตว์ประหลาดคือกลไกอันทรงพลังในการผลักดันความรู้สึกด้านมืดที่เราไม่ต้องการ ออกไปสู่โลกภายนอก เพื่อให้เราไม่ต้องแบกรับมันไว้เอง"
เมื่อเข้าใจแล้วว่าทำไมเราถึงสร้างสัตว์ประหลาดขึ้นมา ทีนี้เรามาดูกันว่า "ความกลัว" แบบไหนบ้างที่กลายมาเป็นต้นกำเนิดของสัตว์ประหลาดในตำนาน
2. ต้นกำเนิดจากความกลัว : เมื่อสัตว์ประหลาดคือภาพสะท้อนสังคม
ความกลัวในระดับสังคมเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการสร้างตำนานสัตว์ประหลาด โดยเฉพาะความกลัวที่หยั่งรากลึกอยู่ในจิตใจของผู้คนในยุคสมัยนั้นๆ
2.1 ความกลัว "คนอื่น" ที่แตกต่าง
มนุษย์มีแนวโน้มโดยธรรมชาติที่จะหวาดระแวงคนที่ไม่เหมือนตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ วัฒนธรรม หรือความเชื่อ แนวคิดนี้เรียกว่า 'Othering' หรือการสร้าง "ความเป็นอื่น" ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการสร้างสัตว์ประหลาดขึ้นมา
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือในยุคล่าอาณานิคม เมื่อชาวยุโรปเดินทางไปยังทวีปอเมริกาและพบกับชนพื้นเมือง พวกเขาได้วาดภาพและบอกเล่าเรื่องราวว่าชนพื้นเมืองเหล่านั้นเป็น "มนุษย์กินคน" หรือมีรูปร่างแปลกประหลาดพิสดาร เช่น "มีศีรษะอยู่ที่หน้าอก" หรือ "มีขาเพียงข้างเดียว"
การกระทำเช่นนี้ไม่ใช่แค่การแสดงความกลัว แต่มันยังเป็นเหมือน "ข้ออ้างชั้นดี" ที่สร้างความชอบธรรมให้กับการเข้าไปยึดครองดินแดนและกดขี่ผู้คน เพราะเมื่อทำให้คนอื่นกลายเป็น "ปีศาจ" ที่ไร้ความเป็นมนุษย์แล้ว การกระทำอันโหดร้ายของตนเองก็จะดูสมเหตุสมผลขึ้นมาทันที
2.2 ความกลัวใน "สิ่งที่ไม่รู้จัก"
บางครั้ง สิ่งที่ไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่เป็นเพียง "สิ่งที่เราไม่เข้าใจ" ก็สามารถกลายเป็นเรื่องราวเหนือธรรมชาติได้เช่นกัน กรณีศึกษาที่น่าสนใจคือเรื่อง "นกปักษาสวรรค์" (Birds of Paradise)
เมื่อชาวยุโรปในศตวรรษที่ 16 ได้เห็นซากของนกชนิดนี้เป็นครั้งแรก พวกเขาต้องตกตะลึง เพราะซากนกที่ถูกส่งมานั้นผ่านกระบวนการถนอมซากโดยชนเผ่าในนิวกินี โดยจะมีการ ตัดขา ปีก และนำเครื่องในออกทั้งหมด จากนั้นจึงนำไปรมควัน เพื่อรักษาสภาพ เหลือเพียงลำตัวแห้งๆ เหี่ยวๆ กับขนหางที่สวยงามอลังการ
ด้วยความที่ไม่เคยเห็นนกในลักษณะนี้มาก่อนและไม่เข้าใจกระบวนการที่เกิดขึ้น แทนที่ชาวยุโรปจะบอกว่า "มันคือนกที่ถูกตัดขา" พวกเขากลับสร้างเรื่องราวให้มันกลายเป็น "เทวดาจากแดนสวรรค์" ที่ไม่มีขาและบินอยู่บนท้องฟ้าตลอดชีวิต เรื่องเล่านี้ทำให้สิ่งที่แปลกประหลาดและไม่เป็นที่รู้จักกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและความหมายสูงส่งในโลกทัศน์ของพวกเขา
นอกจากความกลัวแล้ว บางครั้งเรื่องเล่าที่บิดเบือนจากความจริงก็สามารถสร้างสัตว์ประหลาดขึ้นมาจากสัตว์ธรรมดาๆ ได้เช่นกัน
3. เมื่อเรื่องเล่าเปลี่ยนสัตว์ธรรมดาให้กลายเป็นปีศาจ
เรื่องเล่าปากต่อปากที่เสริมเติมแต่งเกินจริง สามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ของสัตว์ที่มีอยู่จริงให้กลายเป็นสัตว์ประหลาดที่น่าเกลียดน่ากลัวในความทรงจำของผู้คนได้อย่างน่าทึ่ง
3.1 กรณีศึกษาที่ 1: นกโดโดผู้น่าสงสาร
นกโดโดคือตัวอย่างสุดคลาสสิกของสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปพร้อมกับภาพลักษณ์ที่ถูกบิดเบือน
ภาพจำที่มาจากเรื่องเล่า ความจริงที่ค้นพบภายหลัง
กะลาสีเรือชาวดัตช์เล่าว่าโดโดเป็น นกอ้วนอุ้ยอ้าย ตัวใหญ่ที่บินไม่ได้ เดินเชื่องช้าจนถูกจับกินได้ง่าย นักชีววิทยาพบว่าโดโดน่าจะเป็น นกที่ปราดเปรียวและว่องไว (a zippy bird!) สามารถวิ่งได้อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่นกอุ้ยอ้ายอย่างที่ถูกใส่ร้าย
เนื้อของมันถูกบรรยายว่ามีไขมันเยอะจน น่าคลื่นไส้ ซึ่งช่วยเสริมภาพความน่าเกลียดของมัน ภาพลักษณ์ที่อ้วนฉุนั้นมาจากการวาดภาพที่เกินจริง และเรื่องเล่าที่เสริมแต่งเพื่อความสนุกสนาน
บทเรียนที่ได้: ข่าวลือและข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์สามารถสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเกลียดน่ากลัวให้กับสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีโอกาสได้แก้ต่างให้ตัวเอง จนกลายเป็นภาพจำผิดๆ ที่สืบทอดกันมานานหลายร้อยปี
3.2 กรณีศึกษาที่ 2: วอลรัสจอมอัศจรรย์
ในยุคกลาง มีเรื่องเล่าสุดพิลึกเกี่ยวกับวอลรัสในแถบอาร์กติก ที่ถูกพรรณนาว่าพวกมันใช้เขี้ยวยาวๆ เกี่ยวแผ่นน้ำแข็งเพื่อปีนป่ายขึ้นจากทะเล และใช้เขี้ยวเกี่ยวน้ำแข็งค้างไว้เพื่อ นอนหลับในท่ายืน
แต่เรื่องเล่าที่พิสดารที่สุดเกี่ยวกับวอลรัสต้องยกให้เรื่องเล่าของเหล่านักล่า... พวกเขาเล่าว่าเหล่านายพรานจะแอบย่องเข้าไปหาวอลรัสที่นอนหลับอยู่ แล้ว ผูกเชือกไว้ที่หางของมัน จากนั้นก็ทำให้มันตกใจ วอลรัสผู้ตื่นตระหนกจะกระโจนลงทะเลทันที ทิ้งหนังทั้งผืนของมันที่ถูกเชือกรั้งไว้เบื้องหลัง เหลือแต่ร่างที่ไร้หนัง ซึ่งจะถูกคลื่นซัดกลับมาเกยตื้นในภายหลัง!
เรื่องเล่าที่ดูเหมือนจะไร้สาระนี้มีแรงจูงใจซ่อนอยู่เบื้องหลัง:
* เพื่อทำให้การล่าดูอันตรายและกล้าหาญ: การเล่าว่าต้องออกไปต่อสู้กับ "อสูรกายแห่งอาร์กติก" ที่มีพฤติกรรมประหลาด ย่อมฟังดูน่าตื่นเต้นและเชิดชูความกล้าหาญของนายพรานได้ดีกว่าการบอกว่าไปล่าสัตว์ธรรมดาๆ
* เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า: หากหนังหรือเขี้ยวของวอลรัสมาจาก "สัตว์วิเศษ" ที่มีพลังเหนือธรรมชาติ ก็จะสามารถขายได้ในราคาที่สูงขึ้น เพราะผู้คนเชื่อว่ามันมีคุณสมบัติพิเศษติดมาด้วย
เรื่องราวของนกโดโดและวอลรัสแสดงให้เห็นการบิดเบือนความจริง แต่ยังมีสัตว์ประหลาดอีกกลุ่มหนึ่งที่สะท้อนความหมายที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์
4. สัญลักษณ์ที่ซ่อนอยู่: สิ่งที่เมดูซ่าและนางพญางูสอนเรา
สัตว์ประหลาดบางชนิดไม่ได้เกิดจากความเข้าใจผิด แต่เป็นตัวแทนของแนวคิดที่เป็นสากลและลึกซึ้ง โดยเฉพาะกลุ่ม "นางพญางู" (Snake Women) ที่ปรากฏในหลายตำนาน ตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดคือ เมดูซ่า (Medusa) ในตำนานกรีก และ ลามิอา (Lamia) ปิศาจที่มีท่อนล่างเป็นงูซึ่งคอยล่อลวงผู้ชายและจับเด็กกิน
ตำนานเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าเพื่อความบันเทิง แต่สะท้อนถึง "ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และความเปราะบางในจิตใจของเราเอง" งูเป็นสัญลักษณ์ที่ซับซ้อน มันอาจหมายถึงอันตราย ความตาย การเยียวยา หรือการเกิดใหม่ การที่ตำนานนางพญางูปรากฏซ้ำๆ ในหลายวัฒนธรรมและช่วงเวลา แสดงให้เห็นว่ามันเชื่อมโยงกับสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปมากนัก ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม
5. สัตว์ประหลาดคือกระจกเงาของเราเอง
จากการเดินทางสำรวจเรื่องราวของเหล่าอสูรกาย เราได้เรียนรู้ว่าสัตว์ประหลาดนั้นมีความหมายมากกว่าแค่ความน่ากลัวภายนอก
1. เราสร้างสัตว์ประหลาดขึ้นมา เพื่อเป็นที่ระบายความรู้สึกด้านมืดที่เราไม่อยากยอมรับว่ามีอยู่ในตัวเอง
2. สัตว์ประหลาดมักเกิดจากความกลัวผู้คนที่แตกต่าง และถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของเราต่อพวกเขา
3. เรื่องเล่าที่บิดเบือน สามารถเปลี่ยนสัตว์ธรรมดาให้กลายเป็นสัตว์ประหลาดในความทรงจำของผู้คนได้
4. ตำนานสัตว์ประหลาดคือภาพสะท้อน ความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และความเปราะบางในจิตใจของเราเอง
ดังนั้น ทุกครั้งที่เราได้ยินเรื่องราวของสัตว์ประหลาด ให้ลองมองลึกลงไป เพราะในดวงตาของมัน เราอาจจะได้เห็นภาพสะท้อนของตัวเราเอง
แหล่งที่มา : All About History Annual - Volume 12 - September 2025
โฆษณา