29 ธ.ค. 2025 เวลา 16:53 • ประวัติศาสตร์

มงกุฎใต้เงารัฐธรรมนูญ - ต้นกำเนิดสาวงาม สัญลักษณ์ของความเบ่งบานของประชาธิปไตย

หากเราย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2477 ท่ามกลางบรรยากาศของสยามที่เพิ่งเปลี่ยนผ่านการปกครองมาได้เพียง 2 ปี ในตอนนั้น คำว่า “รัฐธรรมนูญ” สำหรับชาวบ้านทั่วไป มันช่างดูห่างไกลและเข้าใจยากเสียเหลือเกิน บางคนอาจคิดว่าเป็นชื่อสมุดอันศักดิ์สิทธิ์ บางคนอาจเข้าใจว่าเป็นชื่อของลูกท่านหลานเธอที่ไหนสักแห่ง ในขณะที่บางคนอาจมองว่าเป็นเพียงชื่อของพานที่ตั้งอยู่ในงานวัด
และนั่นก็ทำให้คณะราษฎรในยุคนั้นรู้ดีว่าพวกเขาต้องการตัวกลางที่จะทำให้ระบอบใหม่ที่เพิ่งจะเข้ามาใช้ในการปกครองประเทศดูเข้าถึงง่ายและน่าทำความเข้าใจ และสิ่งนั้นก็คือ “ความงามของผู้หญิง” นั่นเอง
เนื่องจากก่อนหน้านั้นในสยามประเทศก็มีการประกวดนางงามในระดับท้องถิ่น ซึ่งถูกจัดขึ้นเพื่อความบันเทิงหรือเป็นมหรสพกันเป็นประจำตามที่ต่าง ๆ อยู่แล้ว ทางการเลยเกิดไอเดียว่าจะนำสิ่งที่สร้างความบันเทิงที่เข้าถึงผู้คนได้ง่ายเหล่านี้มาใช้เป็นสื่อกลางในการโปรโมทเรื่องการเมือง โดยเฉพาะเรื่องความสำคัญของรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย
นั่นคือจุดกำเนิดของเวที “นางสาวสยาม” การประกวดนางงามในระดับประเทศครั้งแรกของไทย (ตอนนั้นยังเป็นสยามประเทศ) ที่ไม่ได้จัดขึ้นในฮอลล์หรูหรา แต่เกิดขึ้นกลางงานฉลองรัฐธรรมนูญ (ฉบับ พ.ศ. 2475 ) ณ อุทยานสราญรมย์ ในพระนคร (ปัจจุบันคือจังหวัดกรุงเทพมหานคร) ซึ่งเป็นสโมสรคณะราษฎร เพื่อเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้ประชาชนยอมก้าวเท้าเข้ามาในงานที่มีไว้เพื่อให้ผู้คนได้ทำความเข้าใจเรื่อง “ประชาธิปไตย”
โดยในตอนนั้นมีกระทรวงมหาดไทยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน และมีผู้เข้าร่วมประกวดที่เดินทางมาจากเกือบทุกจังหวัดทั่วประเทศจำนวน 50 คน
— — — — — — — — — — — — — — — —
นางงามระดับประเทศคนแรกในประวัติศาสตร์ไทย
สำหรับผู้ที่คว้ามงกุฎคนแรกคือหญิงสาวที่มีชื่อว่า “กันยา เทียนสว่าง” ซึ่งในตอนนั้นมีอายุประมาณ 21 ปี
เธอมีชื่อเดิมว่า เจียเป็งเซ็ง ชื่อเล่น ลูซิล เธอดูโดดเด่นด้วยใบหน้าที่ดูคมคาย มีผิวสองสีค่อนไปทางขาว รูปร่างสมส่วน และจมูกโด่ง
กันยาสามารถผ่านเกณฑ์การตัดสินความงามในสมัยนั้นได้อย่างเป็นเอกฉันท์ ซึ่งต้องบอกว่าเกณฑ์ในยุคนั้นแตกต่างจากในยุคนี้พอสมควร เพราะคณะกรรมการจะพิจารณาเรื่อง “ความงามอย่างเป็นธรรมชาติแท้ ๆ” ดังนั้นจะไม่มีแม้แต่การแต่งหน้า แต่จะพิจารณาจากใบหน้า รูปร่าง ผิว เล็บ ฟัน นิ้ว คิ้ว ตา และอื่น ๆ อย่างละเอียด แม้กระทั่งการเปิดดูน่อง ซึ่งคณะกรรมการจะพิจารณาที่ด้านหลังเวที รวมถึงการเดินบนเวทีที่ต้องเดินเท้าเปล่า
ส่วนคณะกรรมการในยุคนั้นก็ไม่เหมือนยุคนี้ตรงที่มีเจ้าขุนมูลนาย มีผู้ใหญ่ของบ้านเมืองเข้ามาช่วยคัดเลือกสาวงามให้ ดังนั้นเลยอาจจะมีอิทธิพลการพิจารณาความงามแบบในรั้วในวังเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
อย่างไรก็ตาม ในสายตาของรัฐบาลยุคนั้น สาวงามไม่ได้มีหน้าที่แค่เดินโชว์ตัวเพื่อความบันเทิง แต่พวกเธอคือ “ทูตวัฒนธรรมของประชาธิปไตย” ผู้หญิงที่จะคว้ามงกุฎไปครองได้เช่นกันยา ไม่ใช่แค่ต้องมีรูปโฉมงดงามตามอุดมคติ แต่ต้องสามารถทำหน้าที่ให้คนเห็นถึงความสำคัญของรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยได้ด้วย
มันคือกุศโลบายทางการเมืองที่แนบเนียนที่สุด เพราะหากนางงามซึ่งเป็นตัวแทนความงามของชาติยังเข้าใจระบอบใหม่ แล้วไฉนพลเมืองคนอื่นจะนิ่งดูดายได้ รอยยิ้มของกันยาบนเวทีนางสาวสยามในวันนั้น จึงเป็นรอยยิ้มที่ต้อง “แบก” อุดมการณ์ของคณะราษฎรไว้เต็มสองบ่าด้วย
คล้ายกับในยุคนี้ตรงที่ นางงามถูกเรียกร้องให้มีจุดยืนชัดเจนต่ออะไรบางอย่างที่พวกเธอทำเพื่อสังคม ซึ่งมักจะเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองอย่างแยกไม่ขาดเช่นกัน ซึ่งเราสามารถเห็นสิ่งเหล่านั้นได้จากโครงการของนางงามและการตอบคำถามในการแข่งขัน
— — — — — — — — — — — — — — — —
ความงามที่สะท้อนความก้าวหน้า
สำหรับเวทีนางสาวสยาม รัฐบาลพยายามผลักดันความเป็น “อารยะ” ผ่านการให้นางงามใส่ชุดไทยประยุกต์หรือเสื้อแขนกระบอก แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเสน่ห์ของวันวานเอาไว้เพื่อไม่ให้ดูแปลกแยกจนเกินไป สิ่งนี้สะท้อนถึงการเมืองในยุคนั้นที่กำลัง “เปลี่ยนผ่าน” ระหว่างสิ่งเก่ากับสิ่งใหม่
นอกจากนี้ยังมีประเด็นอื่น ๆ ทางอ้อมที่สะท้อนถึงการพัฒนาบ้านเมืองผ่านความงามด้วย
อาจจะต้องบอกว่าในช่วงที่ประเทศเรามีรัฐธรรมนูญได้แค่ประมาณ 2 ปี บ้านเมืองก็ยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่สังคมสมัยใหม่แบบเต็มตัว นอกเหนือจากเรื่องประชาธิปไตยที่ต้องค่อย ๆ สร้างความตระหนักรู้ต่อพลเมืองแล้ว เรื่องอื่น ๆ ที่เป็นพื้นฐานอย่างเช่นเรื่องปากท้องและโภชนาการ ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทำงานอย่างหนักเพื่อพัฒนาให้คนในชาติมีความทัดเทียมกับสากลเช่นกัน
เมื่อมีรัฐธรรมนูญ มีพรรคการเมือง มีรัฐบาลแล้ว ก็ย่อมต้องมีนโยบายในการขับเคลื่อนประเทศและปรับปรุงคุณภาพชีวิตประชาชนด้วย หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองก็เริ่มมีการรณรงค์ให้ประชาชนกินอาหารที่มีประโยชน์ เพิ่มโปรตีนในมื้ออาหาร ก่อนที่จะมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจ มีการส่งเสริมการเกษตรและอุตสาหกรรมในเวลาต่อมา เพราะก่อนหน้านั้นคนไทยมีปัญหาเรื่องโภชนาการ คนจำนวนมากมีรูปร่างแคระแกร็นที่สะท้อนถึงปัญหานี้ชัดเจน
และเรื่องนี้เองก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ทางความงามที่สะท้อนความเป็นชาติได้ทางอ้อม และสามารถเป็นสัญลักษณ์ของความเบ่งบานของประชาธิปไตยได้ในเวลาต่อมา เรียกง่าย ๆ ก็คือ เรื่อง “ความสมบูรณ์ของร่างกาย” ที่กลายมาเป็นเกณฑ์ความงามที่สะท้อนถึงเรื่องโภชนาการในยุคเปลี่ยนผ่านด้วยนั่นเอง
การโปรโมทเรื่องของประชาธิปไตยเลยทำให้เกิดการพัฒนาในเรื่องพื้นฐานของคุณภาพชีวิตพลเมืองในด้านอื่น ๆ ตามมาด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และการที่ประเทศสามารถเฟ้นหาสาวงามที่เป็นคนธรรมดา สามัญชนที่มีเรือนกาย ผิวพรรณสมบูรณ์ ก็สามารถสะท้อนการพัฒนาในเรื่องปากท้องและโภชนาการได้เหมือนกัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
นางงามบนเวทีจึงกลายเป็นพื้นที่ทับซ้อนของเรื่องที่ดูเป็นปกติธรรมดาในยุคนี้ แต่ในยุคเปลี่ยนผ่านมันคือเรื่องสำคัญในการขัลเคลื่อนประเทศ พวกเธอจึงเป็นสัญลักษณ์ของ “ความเบ่งบานของประชาธิปไตย” ไปโดยปริยาย
— — — — — — — — — — — — — — — —
เมื่อเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ปี ชื่อของเวทีนางสาวสยามก็ถูกเปลี่ยนเป็น “นางสาวไทย” ตามนโยบายรัฐนิยมของจอมพล ป. พิบูลสงครามที่ต้องการสร้างชาตินิยมแบบเข้มข้น ตามการเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทย หลังจากนั้นการประกวดก็ต้องเจออุปสรรคมากมายจนต้องยกเลิกชั่วคราว ทั้งจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และยุคแห่งความวุ่นวายทางการเมืองที่มีการรัฐประหารเกิดขึ้น
จนกระทั่งในปี 2497 ที่มีการลดความสำคัญของงานฉลองรัฐธรรมนูญลง ก่อนที่จะถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการในยุคที่คณะราษฎรหมดอำนาจ งานฉลองรัฐธรรมนูญซึ่งเคยเป็นบ้านเกิดของเวทีนี้ ก็กลายเป็นเพียงชื่องานที่คนรุ่นหลังอาจจะจำไม่ได้แล้วว่ามันเคยสำคัญอย่างไร
ปัจจุบันประเทศไทยเป็นที่รู้จักในวงการนางงามทั่วโลก ในฐานะของประเทศที่ “สายสะพายแข็ง” ที่สุดประเทศหนึ่ง ซึ่งมาจากผลงานในการประกวดของสาวงามที่เข้าตากรรมการ ทั้งเรื่องของความงามในรูปลักษณ์ และความงามที่มาจากภายใน รวมถึงความรู้และความใส่ใจในประเด็นสังคมและการเมืองที่วัดจากการตอบคำถาม
จอสแมนเลยคิดว่า มันคงน่าสนใจมากหากเราชูประเด็นเรื่องต้นกำเนิดของเวทีนางงามของบ้านเรา ที่มาจากการให้ความสำคัญต่อประชาธิปไตย และน้อมรับสิ่งนี้มาเพิ่มความแข็งแรงให้กับสายสะพายของเราอีก หากเรายิ่งตระหนักถึงต้นกำเนิดนี้ บางทีเราอาจคืนความศักดิ์สิทธิ์ให้กับเวทีและมงกุฎของนางงามไทยอย่างไม่เคยมาก่อนก็เป็นได้ เพราะนี่ก็คืออีกรากหนึ่งของเราเช่นกัน
ในคืนที่กันยา เทียนสว่างคว้าชัยชนะ รางวัลที่เธอได้รับคือ มงกุฎโครงทำด้วยเงินประดับเพชร ล็อกเก็ตทองคำ ขันเงินสลักชื่อนางสาวสยาม 77 พร้อมด้วยเงินสดอีก 1,000 บาท
สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่แค่ของมีมูลค่าที่บ่งบอกชัยชนะเท่านั้น แต่ครั้งหนึ่งมันเคยถูกใช้เป็นสิ่งแทนอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต้องการเห็นประเทศไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นสากลอย่างมีอารยะมาแล้ว
- Josman -
โฆษณา