วันนี้ เวลา 03:00 • ประวัติศาสตร์

รุ่งอรุณแห่งญี่ปุ่น: ตำนานและประวัติศาสตร์ยุคแรกเริ่ม

1. การเดินทางสู่ญี่ปุ่นโบราณ
ประวัติศาสตร์ยุคแรกเริ่มของญี่ปุ่นเป็นการผสมผสานที่น่าทึ่งระหว่างหลักฐานทางโบราณคดี ตำนานปรัมปรา และบันทึกทางประวัติศาสตร์จากชาติอื่น ๆ เช่น จีน เอกสารฉบับนี้จะนำพาท่านเดินทางผ่านสี่ยุคสำคัญ ได้แก่ โจมง ยาโยอิ โคฟุง และอาซึกะ โดยจะชี้ให้เห็นถึงเหตุการณ์สำคัญและบุคคลผู้มีบทบาทในการวางรากฐานของชาติญี่ปุ่น
"เรื่องราวในยุคแรกเริ่มอาจเป็นส่วนผสมของตำนานและความจริง แต่ก็ได้เผยให้เห็นสังคมที่มักถูกแบ่งแยกด้วยสงคราม"
2. ยุคแห่งการเริ่มต้น: โจมงและยาโยอิ (ประมาณ 10,000 ปีก่อนคริสตกาล - ค.ศ. 250)
สองยุคสมัยนี้ได้วางรากฐานที่สำคัญให้กับวัฒนธรรมและสังคมของญี่ปุ่น โดยเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งถิ่นฐานและนวัตกรรมที่จะเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของหมู่เกาะแห่งนี้ไปตลอดกาล
2.1 วัฒนธรรมโจมง: ชุมชนยุคแรกเริ่ม
วัฒนธรรมโจมงได้ชื่อมาจากลักษณะเด่นของเครื่องปั้นดินเผาที่เรียกว่า "โจมง" ซึ่งแปลว่า "ลายเชือก" นอกจากเครื่องปั้นดินเผาแล้ว
พวกเขายังสร้างตุ๊กตาดินเผาที่มีรูปร่างแปลกตาเรียกว่า โดงู (dogū) ซึ่งมีลักษณะคล้ายมนุษย์อวกาศอย่างน่าประหลาด เครื่องปั้นดินเผาในยุคโจมงตอนปลายบางชิ้นมีความงดงามทางศิลปะถึงขนาดที่กล่าวได้ว่า "คงไม่ดูแปลกแยกหากนำไปจัดแสดงในหอศิลป์สมัยใหม่" วัฒนธรรมที่ยืนยาวกว่า 10,000 ปีนี้เริ่มเลือนหายไปประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและการมาถึงของผู้คนกลุ่มใหม่
2.2 การมาถึงของชาวยาโยอิ: การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
การอพยพเข้ามาของชาวยาโยอิได้นำมาซึ่งนวัตกรรมที่พลิกโฉมสังคมญี่ปุ่น จากสังคมล่าสัตว์และเก็บของป่าสู่สังคมเกษตรกรรมที่ซับซ้อนขึ้น
สิ่งที่ชาวยาโยอินำเข้ามา - ผลกระทบต่อญี่ปุ่น
การปลูกข้าว - สร้างแหล่งอาหารที่มั่นคง ทำให้เกิดการตั้งถิ่นฐานถาวรและชุมชนขนาดใหญ่ขึ้น
เครื่องมือโลหะ (เหล็กและสำริด) - แทนที่เครื่องมือหิน ทำให้การเกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้น และนำไปสู่การพัฒนาอาวุธที่ล้ำหน้า (โลหะส่วนใหญ่นำเข้าจากจีนหรือเกาหลีเนื่องจากญี่ปุ่นขาดแคลนแร่โลหะ)
สังคมแบบตระกูล - เกิดการรวมกลุ่มเป็นตระกูลที่เรียกว่า อูจิ (uji) ซึ่งเป็นรากฐานของการก่อตัวเป็นรัฐในยุคต่อมา
อาวุธและชุดเกราะ - ความขัดแย้งระหว่างตระกูลกระตุ้นความต้องการอาวุธที่ทันสมัยมากขึ้น เช่น ขวานเหล็ก หอก และดาบ
สังคมยาโยอิมีโครงสร้างแบบตระกูลที่เรียกว่า อูจิ ซึ่งมีผู้นำทำหน้าที่สองบทบาท คือเป็นทั้งผู้บัญชาการทหารและผู้ทำพิธีกรรมสื่อสารระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้าที่เรียกว่า คามิ (kami) เมื่อเวลาผ่านไป ตระกูลเหล่านี้ก็มีอำนาจและดินแดนในครอบครองมากขึ้น จนกระทั่งก่อตัวเป็นรัฐแรกๆ ในญี่ปุ่น
จากการรวมตัวของตระกูลในยุคก่อนประวัติศาสตร์นี้เอง ได้นำไปสู่การปรากฏตัวของเหล่าผู้ปกครองในตำนานที่จะพยายามรวบรวมตระกูลต่าง ๆ ให้เป็นหนึ่งเดียว
3. ยุคแห่งตำนาน: จักรพรรดิและราชินีผู้ก่อตั้ง (ประมาณศตวรรษที่ 1 - 3)
เรื่องราวในยุคนี้ส่วนใหญ่มาจากพงศาวดารที่เขียนขึ้นในยุคหลัง เช่น โคจิกิ (Kojiki) และ นิฮงโชกิ (Nihon Shoki) ซึ่งผสมผสานระหว่างตำนานปรัมปรากับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์
3.1 จักรพรรดิจิมมุ: ปฐมจักรพรรดิแห่งยามาโตะ
จักรพรรดิจิมมุได้รับการยกย่องให้เป็นปฐมจักรพรรดิของญี่ปุ่น เรื่องราวของพระองค์เป็นตำนานแห่งการก่อตั้งชาติที่สำคัญ
1. เชื้อสายแห่งเทพ: ตำนานระบุว่าพระองค์สืบเชื้อสายมาจากเทพีแห่งดวงอาทิตย์นามว่า อามาเตราซุ
2. การเดินทางสู่ทิศตะวันออก: พระองค์ทรงนำผู้คนและพี่น้องของพระองค์เดินทางไปทางทิศตะวันออกเพื่อแสวงหาสถานที่ที่เหมาะสมในการปกครองอาณาจักร
3. ชัยชนะศักดิ์สิทธิ์: ด้วยความช่วยเหลือจากดาบศักดิ์สิทธิ์และอีกาขนาดยักษ์ยาวแปดฟุต พระองค์จึงมีชัยชนะเหนือนางาสึเนฮิโกะ (Nagasunehiko) และสถาปนาการปกครองขึ้นที่ยามาโตะ
แม้ว่าจักรพรรดิจิมมุจะถูกมองว่าเป็นบุคคลในตำนาน (โดยมีเรื่องเล่าว่าพระองค์มีพระชนมายุถึง 126 พรรษา) แต่นักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อว่าเรื่องราวการอพยพของพระองค์อาจเป็นสัญลักษณ์ที่บอกเล่าถึงการเดินทางมาถึงและการตั้งรกรากของชาวยาโยอิในญี่ปุ่น
3.2 ราชินีฮิมิโกะ: ราชินีหมอผีผู้รวมแผ่นดิน
บันทึกของจีนได้กล่าวถึงญี่ปุ่นในยุคนั้นว่าอยู่ใน "ภาวะสงครามกลางเมืองแห่งวะ (Wa)" ที่มีความขัดแย้งรุนแรงและไร้ผู้ปกครองเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งสตรีผู้หนึ่งนามว่า "ฮิมิโกะ" ได้ปรากฏตัวขึ้น พระนางเป็นราชินีหมอผีผู้ "ใช้เวทมนตร์และคาถาทำให้ประชาชนลุ่มหลง" และได้รับการยกขึ้นสู่บัลลังก์ พระนางประทับอยู่ในวังที่มีทหารยามคุ้มกันแน่นหนาพร้อมด้วยนางกำนัลหญิง 1,000 คน
และได้นำพาสันติสุขมาสู่อาณาจักรของพระนาง ซึ่งรู้จักกันในชื่อยามาไต (Yamatai) แต่ที่ตั้งที่แท้จริงยังคงเป็นปริศนา อย่างไรก็ตาม หลังจากที่พระนางสิ้นพระชนม์ ความโกลาหลก็กลับมาอีกครั้งจนกระทั่ง อิโยะ (Iyo) ซึ่งเป็นพระญาติของพระนางได้ขึ้นครองราชย์ต่อ ความสงบเรียบร้อยจึงกลับคืนมาอีกครั้ง
3.3 จักรพรรดินีจิงงุ: จักรพรรดินีนักรบ
จักรพรรดินีจิงงุเป็นอีกหนึ่งผู้ปกครองหญิงที่ทรงอำนาจในตำนานยุคแรกเริ่ม เรื่องราวของพระนางเต็มไปด้วยการศึกสงครามและความกล้าหาญ
* การขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการ: หลังจากพระสวามีสิ้นพระชนม์ พระนางได้ขึ้นปกครองในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระโอรสที่ยังไม่ประสูติ
* การพิชิตเกาหลี: ตำนานเล่าว่าพระนางทรงนำทัพบุกเกาหลี โดยได้ประกาศแก่กองทัพเพื่อสร้างขวัญกำลังใจว่า "แม้ว่าข้าจะเป็นสตรี และเป็นสตรีที่อ่อนแอ ข้าจะขอยืมรูปลักษณ์ภายนอกของบุรุษมาชั่วคราว และบังคับตนเองให้ใช้สติปัญญาเยี่ยงชายชาตรี" พระนางทรงขวานรบไว้ในพระหัตถ์นำทัพด้วยพระองค์เอง เมื่อกษัตริย์ฝ่ายศัตรูทอดพระเนตรเห็นกองทัพอันเกรียงไกร ก็ยอมจำนนโดยไม่มีการต่อสู้
* ดาบเจ็ดแขน: พระนางได้รับ "ดาบเจ็ดแขน" เป็นเครื่องบรรณาการ ซึ่งน่าสนใจว่าในปัจจุบันยังคงมีดาบที่มีลักษณะคล้ายกันนี้อยู่ที่ศาลเจ้าอิโซโนคามิ (Isonokami Shrine) ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงตำนานเข้ากับความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีในสมัยโบราณ
จักรพรรดินีจิงงุถือเป็นผู้ปกครององค์สุดท้ายของยุคยาโยอิ และเหล่าผู้สืบเชื้อสายของพระนาง ซึ่งก็คือจักรพรรดิแห่งยามาโตะ จะเป็นผู้นำพาญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ต่อไป
อำนาจของผู้ปกครองเหล่านี้จะปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดผ่านสุสานขนาดมหึมาที่พวกเขาทิ้งไว้เบื้องหลัง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยุคต่อไป
4. ยุคโคฟุง: การรวบรวมอำนาจและอิทธิพลจากภายนอก (ประมาณ ค.ศ. 250 - 538)
ยุคโคฟุงได้ชื่อมาจากสุสานรูปเนินดินขนาดใหญ่ที่เรียกว่า โคฟุง (Kofun) ซึ่งเป็นสถานที่ฝังศพของผู้ปกครองและชนชั้นสูงในยุคนั้น สิ่งของที่ถูกฝังไว้ในสุสานเหล่านี้ได้เผยให้เห็นถึงอำนาจทางการทหารและความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นของราชสำนักยามาโตะ ซึ่งผู้ปกครองเรียกตนเองว่า คิมิ (kimi) หรือมหาราชา สิ่งของในสุสานมิได้เป็นเพียงของธรรมดา แต่เป็นงานศิลปะอันทรงพลัง
เช่น "ดาบที่มีด้ามจับปิดทองแวววาวเป็นรูปสัตว์ในตำนาน" และ "ชุดเกราะเหล็กที่ตกแต่งด้วยสำริดและทองคำ" นอกจากนี้ยังพบตุ๊กตาดินเผา ฮานิวะ (Haniwa) รูปทหารม้า ซึ่งบ่งชี้ถึงการมีกองทัพทหารม้าที่มีความพร้อมรบสูง
หลักฐานชิ้นสำคัญที่เชื่อมโยงยุคนี้เข้ากับแผ่นดินใหญ่คือ ดาบโทไดจิยามะ (Tōdaijiyama Sword) ซึ่งถูกค้นพบในสุสานโคฟุงแห่งหนึ่ง ดาบเหล็กยาว 1.1 เมตรเล่มนี้มีจารึกอักษรจีนฝังด้วยทองคำระบุว่าสร้างขึ้นในศักราชจงผิง (Zhongping era) ของจีน ซึ่งตรงกับช่วงปี ค.ศ. 184-189 สิ่งที่น่าทึ่งคือสุสานที่พบดาบเล่มนี้ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 4 หรือเกือบ 200 ปีหลังจากที่ดาบถูกตีขึ้นมา
การค้นพบนี้ไม่เพียงแต่ยืนยันถึงความล้ำค่าของเครื่องบรรณาการ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางการทูตหรือการค้าระหว่างญี่ปุ่นและจีนที่มีมานานก่อนที่สุสานจะถูกสร้างขึ้นเสียอีก
ยุคนี้ยังเป็นช่วงเวลาที่อิทธิพลจากแผ่นดินใหญ่เอเชียหลั่งไหลเข้ามาอย่างมากผ่านผู้อพยพที่เรียกว่า โทไรจิน (Toraijin) ซึ่งนำความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาด้วย โดยมีสถิติที่น่าสนใจระบุว่า ภายในศตวรรษที่ 9 ตระกูลเกือบหนึ่งในสี่ในภูมิภาคฮอนชูสามารถสืบเชื้อสายย้อนกลับไปถึงบรรพบุรุษที่มาจากนอกประเทศญี่ปุ่นได้ หนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดที่พวกเขาแนะนำคือระบบการเขียนภาษาจีน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นำเข้ามาและส่งผลกระทบมากที่สุดคือศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และนำไปสู่ยุคอาซึกะ
5. ยุคอาซึกะ: พุทธศาสนาและการต่อสู้แย่งชิงอำนาจ (ค.ศ. 538 - 710)
ยุคอาซึกะเป็นยุคสมัยที่ถูกกำหนดโดยการมาถึงของพุทธศาสนา ซึ่งจุดชนวนให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงระหว่างตระกูลผู้มีอำนาจ
5.1 ความขัดแย้งทางศาสนา: โซงะ ปะทะ โมโนโนเบะ
เมื่อศาสนาพุทธถูกนำเข้ามายังญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 552 ได้ก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่ชนชั้นปกครอง
* ตระกูลโซงะ (Soga Clan): เป็นตระกูลที่เปิดรับและนับถือศาสนาใหม่
* ตระกูลโมโนโนเบะและนากาโทมิ (Mononobe and Nakatomi Clans): ยังคงยึดมั่นในความเชื่อชินโตดั้งเดิม โดยเกรงว่าการนับถือศาสนาใหม่จะทำให้เทพเจ้า คามิ พิโรธ
ความขัดแย้งนี้จบลงด้วยชัยชนะของตระกูลโซงะในสมรภูมิภูเขาชิงิ (Battle of Mount Shigi) ชัยชนะครั้งนี้ทำให้ศาสนาพุทธหยั่งรากลึกลงในวัฒนธรรมญี่ปุ่น และทำให้อำนาจทางการเมืองของตระกูลโซงะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
5.2 การปฏิรูปไทกะและการรวมอำนาจสู่ส่วนกลาง
อำนาจของตระกูลโซงะสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 645 เมื่อผู้นำตระกูลถูกลอบสังหารอย่างอุกอาจต่อหน้าจักรพรรดินีโคเงียวกุ (Empress Kōgyoku) ซึ่งทรงตกพระทัยอย่างยิ่งจนถึงกับสละราชสมบัติ เหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้ได้นำไปสู่ "การปฏิรูปไทกะ" (Taika Reforms) ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือการรวบรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางภายใต้จักรพรรดิ และลดอำนาจการควบคุมของแต่ละตระกูลลง
6. มรดกแห่งยุคแรกเริ่ม
การเดินทางผ่านประวัติศาสตร์ยุคแรกเริ่มของญี่ปุ่นได้เผยให้เห็นถึงวิวัฒนาการอันยาวนาน จากชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่กระจัดกระจายไปสู่รัฐที่มีการรวมอำนาจสู่ศูนย์กลางและมีราชสำนักของจักรพรรดิ หลังจากยุคอาซึกะ ตระกูลฟูจิวาระได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้มีอำนาจกลุ่มต่อไป ซึ่งเป็นการปูทางไปสู่ยุคเฮอันอันรุ่งเรือง การผสมผสานระหว่างตำนาน ความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมนี้เองที่ได้หล่อหลอมอัตลักษณ์พื้นฐานของญี่ปุ่นโบราณขึ้นมา
แหล่งที่มา : All About History Japan At War - 1st Edition - April 2025
โฆษณา