5 ชั่วโมงที่แล้ว • ปรัชญา

2026-2030 ครึ่งหลังของทศวรรษยุคเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ Great Reset Age การเขียนระเบียบโลกใหม่จะเร็วขึ้น

Great Reset Age คศ. 2020-2030 ช่วงเวลาครึ่งแรกเปรียบเหมือนการขับรถยนต์ขึ้นเขาที่ต้องเร่งเครื่องเพิ่มเพื่อขึ้นทางชัน
Great Reset Age คศ. 2020-2030 ช่วงเวลาครึ่งแรกเปรียบเหมือนการขับรถยนต์ขึ้นเขาที่ต้องเร่งเครื่องเพิ่มเพื่อขึ้นทางชัน
แต่เมื่อขับพ้นเนินเขาแล้ว เข้าสู่ขาลงเขาจะต้องเปลี่ยนมาแตะเบรคเป็นระยะๆ พร้อมกับปรับใช้เกียร์ต่ำเพื่อใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรคด้วยความไม่ประมาทต่อทางลาดเทลงและเมื่อเข้าทางโค้ง จะมีแรงเหวี่ยงมากกว่าทางโค้งปกติ ทำให้มีโอกาสหลุดโค้ง"ไม่ได้ไปต่อ"
ช่วง คศ. 2026-2030 The Great Transformation
เป็นครึ่งหลังของทศวรรษในยุคเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่
การเขียนระเบียบโลกใหม่จะเพิ่มเร็วขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเปลี่ยนเข้าสู่ New Normal
ในบริบทเหมือนกำลังขับรถยนต์ลงจากยอดเขา
ทุกคน"ควรดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาทอย่างยิ่ง"
เพราะ ทุกการตอบสนองต่อสถานะการณ์ที่เผชิญเราต้องทำด้วยความรับผิดชอบเต็มต่อผลที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งด้านดีและด้านร้ายที่สุดคือ "ไม่ได้ไปต่อ"
แต่ บางคนเชื่อกรรมเก่ามากเกินไป
จนลืมสติข้อเท็จจริงที่ว่า
"กำลังอยู่ในยุค The Great Transformation
เป็นยุคที่ การปรับตัว เป็นทักษะสำคัญที่สุด
เฉพาะคนที่ปรับตัวได้เท่านั้นที่ได้ไปต่อ"
เพราะความเป็นจริง ในช่วงปี 2020-2030
นี่เป็นช่วง "Great Transformation"
โดย 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่แนวโน้มต่างๆ จะปรากฏผลชัดเจน และการเปลี่ยนแปลงจะเร่งตัวแบบก้าวกระโดด
🔥 ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดเจนแล้ว (และจะยิ่งชัดใน 2026 เป็นต้นไป):
1. เทคโนโลยี AI และ Automation – เปลี่ยนโครงสร้างงานหลายอาชีพอย่างถอนรากถอนโคน
2. ภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม – ปรากฏการณ์สุดขั้วบ่อยขึ้น ผลกระทบต่อชีวิตจริง
3. ระบบสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่ – ความพร้อมรับมือเป็นเรื่องสำคัญ
4. เศรษฐกิจโลกปรับโครงสร้าง – ห่วงโซ่การผลิตย้ายฐาน, การเงินดิจิทัล, หนี้สาธารณะ
5. สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ – โครงสร้างประชากรเปลี่ยน การดูแลระยะยาวจำเป็น
และ ความจริงเกิดจากเหตุ คือการมีส่วนร่วม เช่น
ความจริงเกิดจากเหตุ
ที่คนขาดสติรู้บริบทแวดล้อมในปัจจุบันขณะ Moment จึงเข้าไปมีส่วนร่วมดำเนินชีวิตด้วยความประมาท ทำให้ผลเสียเกิดขึ้น
เพื่อดำเนินชีวิตด้วยความ "ไม่ประมาทอย่างยิ่ง"
คนควรมีวิธีพัฒนาตัวให้ใช้ชีวิตแบบมีสติอยู่เสมอ เช่น
ฝึกทักษะการปรับตัว "มีสติแบบเข็มวินาที" ของนาฬิกา
การขับรถยนต์ชีวิตด้วยความไม่ประมาทต่อบริบทแวดล้อมที่เป็นทางลาดเทลงเมื่อเข้าทางโค้ง จะมีแรงเหวี่ยงมากกว่าทางโค้งปกติ ทำให้มีโอกาสหลุดโค้ง "ไม่ได้ไปต่อ"
ผู้ขับรถยนต์ต้องมีสติ "รีบปล่อยอดีต" แบบเข็มวินาทีเคลื่อนออกจากวินาทีเดิมไปสู่วินาทีใหม่เพื่อมีสติเป็นปัจจุบันขณะเสมอ "ไม่หลงไปเพ่งจ้อง เป็นนาฬิกาตาย"
ผู้ขับรถยนต์ต้องมีสติ "รีบปล่อยอดีต" แบบเข็มวินาทีเคลื่อนออกจากวินาทีเดิมไปสู่วินาทีใหม่เพื่อมีสติเป็นปัจจุบันขณะ เสมอ "ไม่หลงไปเพ่งจ้อง เป็นนาฬิกาตาย"
หลวงพ่อชา สอนเรื่อง"คนประมาทคือคนตายแล้ว"
บางคนเชื่อกรรมมากเก่าเกินไป จนลืมข้อเท็จจริงที่ผลเสีย เกิดจากความประมาทในปัจจุบัน เข้าไปมีส่วนร่วมทำให้เกิดผลเสียนั้นด้วย
Cr.DeepSeek
คำกล่าวที่ว่า “คนประมาทคือคนตายแล้ว” เป็นคำสอนของ หลวงพ่อชา สุภทฺโท (พระโพธิญาณเถร) วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์สายกรรมฐานที่มีชื่อเสียงในประเทศไทยและต่างประเทศ
ความหมายของคำสอนนี้:
1. การประมาท ในทางธรรมหมายถึง การขาดสติ ไม่รู้เท่าทันเหตุการณ์ ไม่ระมัดระวังในชีวิต และการปฏิบัติธรรม
2. "คนตายแล้ว" ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการตายทางกายภาพ แต่หมายถึง ความตายทางจิตวิญญาณ หรือ ความตายของปัญญา
· บุคคลที่ประมาท มักจะหลงไปกับกิเลส ตัณหา อวิชชา
· ไม่พัฒนาใจให้รู้แจ้งในสัจธรรม
· มีชีวิตเหมือน "คนตาย" ที่ไม่รู้จักความดี-ชั่ว ไม่เห็นคุณค่าของการทำบุญกุศล และไม่ตื่นตัวต่อการปฏิบัติธรรม
การประยุกต์ใช้ในชีวิต:
· หลวงพ่อชาสอนให้มี สติ อยู่เสมอ เพราะสติคือการระลึกได้ การรู้ตัวในปัจจุบันขณะ
· การไม่ประมาท คือ การใช้ชีวิตอย่างมีจิตตื่นรู้ รู้จักคิด รู้จักทำความดี และหมั่นปฏิบัติธรรม
· แม้ร่างกายจะยังมีชีวิต แต่หากจิตใจถูกครอบงำด้วยความโลภ โกรธ หลง และขาดสติ ก็ถือว่า "ตายแล้ว" ในทางธรรม
สรุป:
คำสอนนี้สะท้อนถึงความสำคัญของ สติ และ การไม่ประมาท ในชีวิต จริงๆ แล้ว การตายทางร่างกายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการไม่ตายทางจิตใจ การมีสติรู้ตัวอยู่เสมอคือหัวใจของการมีชีวิตที่แท้จริงตามแนวทางพุทธศาสนา
โฆษณา