10 ม.ค. เวลา 12:00 • ประวัติศาสตร์

เงามรณะในคืนพรางไฟ : ฆาตกรต่อเนื่องแห่งลอนดอนในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2

1. เมื่อลอนดอนตกอยู่ในความมืด
ในวันที่ 1 กันยายน 1939 ขณะที่กองทัพของฮิตเลอร์กำลังรุกคืบไปทั่วยุโรป รัฐบาลอังกฤษได้เริ่มเตรียมการสำหรับสงคราม ความกังวลประการสำคัญคือภัยคุกคามจากการโจมตีทางอากาศโดยกองทัพอากาศเยอรมัน หรือ "ลุฟท์วัฟเฟอ" (Luftwaffe) เพื่อเป็นการป้องกันและทำให้การระบุเป้าหมายของนักบินเยอรมันทำได้ยากขึ้น รัฐบาลจึงได้ประกาศใช้มาตรการ "พรางไฟ" (Blackout) ซึ่งเป็นนโยบายที่เข้มงวดในการดับแสงไฟทั้งหมดในยามค่ำคืน
มาตรการที่เป็นรูปธรรมของการพรางไฟนั้นส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของชาวลอนดอนอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการดับไฟถนนทุกดวง, การบังคับให้ทุกครัวเรือนต้องใช้ม่านทึบแสงหนา, ไปจนถึงการปิดไฟหน้ารถยนต์ด้วยเทป ให้เหลือเพียงช่องแสงเล็กๆ พอส่องทางได้เท่านั้น
เอมี่ เฮเลน เบลล์ (Amy Helen Bell) นักประวัติศาสตร์ผู้ศึกษาช่วงเวลานี้อย่างละเอียด ได้กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการศึกษาคดีฆาตกรรมในยุคพรางไฟของเธอว่า:
"งานวิจัยระดับปริญญาเอกชิ้นแรกของฉันเกี่ยวกับลอนดอนบลิทซ์ ซึ่งสำรวจว่าพลเรือนมีประสบการณ์อย่างไรกับการทำสงครามเบ็ดเสร็จครั้งแรกต่อศัตรูที่มองไม่เห็น ในระหว่างการค้นคว้า ฉันได้พบกับคดีหนึ่งที่ชายคนหนึ่งฆ่าภรรยาของเขาและพยายามจัดฉากให้ดูเหมือนว่าเธอเป็นเหยื่อของระเบิดเยอรมัน ฉันรู้ได้ทันทีว่ามันต้องมีคดีที่คล้ายกันอีกมากมาย"
มาตรการที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องชีวิตพลเรือนจากภัยสงคราม กลับกลายเป็นฉากหลังอันมืดมิดที่เอื้อให้เกิดอาชญากรรมในรูปแบบที่น่าสะพรึงกลัวและคาดไม่ถึง
2. คลื่นอาชญากรรมใต้เงาสงคราม
ผลกระทบที่เกิดขึ้นแทบจะทันทีหลังจากการประกาศใช้มาตรการพรางไฟ ไม่ใช่การโจมตีทางอากาศ แต่เป็น "คลื่นอาชญากรรม" ที่ซัดกระหน่ำไปทั่วเมือง ความมืดมิดได้กลายเป็นพันธมิตรของเหล่ามิจฉาชีพ ก่อให้เกิดปัญหาสำคัญ 3 ประการ:
* อุบัติเหตุบนท้องถนน: ความมืดสนิททำให้ทัศนวิสัยเลวร้ายลงอย่างมาก ส่งผลให้จำนวนอุบัติเหตุบนท้องถนนพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ จากสถิติพบว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นถึง 1,130 ครั้งในเดือนกันยายน 1939 เพียงเดือนเดียว เมื่อเทียบกับ 544 ครั้งในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า
* อาชญากรรมทรัพย์สินและการลักขโมย: หนังสือพิมพ์ The Scotsman รายงานถึง "คลื่นอาชญากรรม" ในเอดินบะระ โดยระบุว่ามีการปล้นร้านค้าแบบ "ทุบแล้วคว้า" (smash-and-grab) เพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โจรบางกลุ่มถึงกับใช้วิธีการอันแยบยล โดยการปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ป้องกันภัยทางอากาศ (air raid warden) เพื่อเข้าไปปล้นสะดมร้านค้าโดยอ้างว่ากำลังเคลียร์ซากปรักหักพังจากระเบิด
* ตลาดมืดและความรุนแรง: การปันส่วนสินค้าที่จำเป็นซึ่งเริ่มขึ้นในเดือนมกราคม 1940 ได้นำไปสู่การเกิดตลาดมืดที่เฟื่องฟู ตัวอย่างที่ชัดเจนคือแก๊งสเตอร์อย่าง บิลลี่ ฮิลล์ (Billy Hill) สามารถขายหนังไส้กรอกได้ในราคาถังละ 500 ปอนด์ ซึ่งเทียบเท่ากับประมาณ 3,000 ปอนด์ในปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงครึ่งหลังของสงคราม การเข้ามาของทหารต่างชาติในลอนดอนได้ทำให้อาวุธปืนหาได้ง่ายขึ้นในตลาดมืด ส่งผลให้อาชญากรรมที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ตารางด้านล่างแสดงให้เห็นถึงประเภทอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงเวลานี้
ประเภทอาชญากรรม รายละเอียดจาก Source Context
อาชญากรรมทั่วไป การปล้นร้านค้า (smash-and-grab), การลักขโมยจักรยาน, อาหารกระป๋อง, และเครื่องประดับ
ตลาดมืด การค้าสินค้าปันส่วนที่หาได้ยาก เช่น หนังไส้กรอก
อาชญากรรมรุนแรง การใช้อาวุธปืนที่เพิ่มขึ้นจากการปรากฏตัวของทหารต่างชาติ
ทว่าท่ามกลางเหล่าหัวขโมยและนักค้าของเถื่อน ยังมีอาชญากรที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าซ่อนตัวอยู่ในความมืด นั่นคือฆาตกรต่อเนื่อง
3. กรณีศึกษาที่ 1: กอร์ดอน คัมมินส์ "เดอะ แบล็กเอาต์ ริปเปอร์"
กอร์ดอน คัมมินส์ (Gordon Cummins) คือชื่อที่ผู้คนมักนึกถึงเมื่อกล่าวถึงอาชญากรรมในยุคสงคราม สิ่งที่น่าประหลาดใจคือประวัติของเขา คัมมินส์เป็นทหารอากาศ (RAF) วัย 20 ปลายๆ มีความสัมพันธ์อันดีกับภรรยาและพ่อแม่ และไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมร้ายแรงมาก่อน แต่แล้วในช่วงเวลาเพียง 6 วันของเดือนกุมภาพันธ์ 1942 เขาก็ได้ก่อเหตุฆาตกรรมสตรีหลายรายอย่างโหดเหี้ยม จนได้รับฉายาว่า "เดอะ แบล็กเอาต์ ริปเปอร์" (The Blackout Ripper)
ลำดับเหตุการณ์การก่อเหตุ:
1. 9 กุมภาพันธ์: พบศพ เอเวอลีน แฮมิลตัน (Evelyn Hamilton) วัย 41 ปี ในหลุมหลบภัย
2. 10 กุมภาพันธ์: พบศพ เอเวอลีน โอตลีย์ (Evelyn Oatley) ในแฟลตของเธอ สภาพศพถูกทำร้ายอย่างรุนแรง
3. 11-12 กุมภาพันธ์: ฆาตกรรม มาร์กาเร็ต ฟลอเรนซ์ โลว์ (Margaret Florence Lowe) และ ดอริส จูอันเนต (Doris Jouannet)
จุดเปลี่ยนของคดีเกิดขึ้นจากการพยายามฆ่าที่ไม่สำเร็จถึงสองครั้งซ้อน ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ หลังจากทำร้าย แคทเธอรีน มัลชานี (Catherine Mulchany) เขาได้ทิ้งเข็มขัดทหารอากาศ (RAF webbing belt) ของตนไว้ในที่เกิดเหตุ และในวันต่อมา หลังจากพยายามทำร้าย มาร์กาเร็ต เฮย์วูด (Margaret Heywood) ความรีบร้อนทำให้เขาทิ้งหน้ากากป้องกันแก๊สพิษและหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดไว้ นั่นคือ กระเป๋าเป้ (haversack) ซึ่งมีหมายเลขประจำตัวทหารของเขาเขียนอยู่ด้านใน
หลักฐานชิ้นนี้ได้นำไปสู่การจับกุมตัวเขาในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ และในที่สุด กอร์ดอน คัมมินส์ ก็ถูกประหารชีวิตในวันที่ 25 มิถุนายน 1942 โดยเพชฌฆาตชื่อดัง อัลเบิร์ต เพียร์พอยต์ (Albert Pierrepoint) เป็นการยุติรัชสมัยแห่งความหวาดกลัวของเขาลง
แม้ว่าการจับกุมเดอะ แบล็กเอาต์ ริปเปอร์ จะทำให้ลอนดอนโล่งใจไปชั่วขณะ แต่ยังมีฆาตกรอีกรายที่ใช้ความไว้วางใจของผู้คนเป็นอาวุธในการก่อเหตุอย่างเงียบเชียบ
4. กรณีศึกษาที่ 2: จอห์น คริสตี้ ฆาตกรแห่งบ้านเลขที่ 10 ริลลิงตัน เพลส
จอห์น เรจินัลด์ คริสตี้ (John Reginald Christie) คือฆาตกรต่อเนื่องที่น่ากลัวที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์อังกฤษ เขาใช้วิธีการสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการใช้ตำแหน่ง "ตำรวจอาสาสมัคร" (war reserve policeman) ทำให้เป็นที่รู้จักและได้รับความไว้วางใจจากคนในชุมชน ก่อนจะล่อลวงเหยื่อมาที่บ้านของเขา ณ บ้านเลขที่ 10 ริลลิงตัน เพลส
พฤติกรรมการก่อเหตุของเขาในช่วงสงครามเริ่มต้นขึ้นกับเหยื่อ 2 รายแรก:
* สิงหาคม 1943: สังหาร รูธ เฟือร์สท์ (Ruth Fuerst)
* ตุลาคม 1944: สังหาร มิวเรียล อมีเลีย อีดี้ (Muriel Amelia Eady) โดยใช้วิธีล่อลวงให้เธอสูดดมแก๊สหุงต้มในบ้าน จากนั้นจึงข่มขืนและรัดคอเธอ
คริสตี้นำศพของเหยื่อทั้งสองไปฝังไว้ที่สวนหลังบ้านของเขา และอาชญากรรมของเขาก็ยังคงถูกซ่อนเร้นต่อไปอีกหลายปี ความโหดร้ายของคดีนี้ยังนำไปสู่โศกนาฏกรรม "แพะรับบาป" ของ ทิโมธี อีแวนส์ (Timothy Evans) เพื่อนบ้านของคริสตี้ ที่ถูกจับกุมและตัดสินประหารชีวิตอย่างผิดพลาดจากคดีฆาตกรรมลูกสาวของตนเอง ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นฝีมือของคริสตี้
การกระทำของคริสตี้สิ้นสุดลงเมื่อเขาถูกจับกุมและประหารชีวิตในปี 1953 หลังจากมีการค้นพบศพเหยื่อรายอื่นๆ ที่เขาซ่อนไว้ในบ้านพัก เป็นการปิดฉากหนึ่งในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่ซับซ้อนและน่าสะเทือนใจที่สุดของอังกฤษ
การจับกุมฆาตกรโหดเหี้ยมเหล่านี้เป็นไปได้ด้วยความพยายามอย่างยิ่งยวดของตำรวจที่ต้องทำงานภายใต้ข้อจำกัดมหาศาล
5. การทำงานของตำรวจท่ามกลางความมืดมิด
การจับกุมอาชญากรที่โหดเหี้ยมเป็นเรื่องท้าทายอยู่แล้วในยามสงบ แต่ในช่วงสงคราม ภารกิจของตำรวจนครบาลลอนดอน (Metropolitan Police) กลับยากลำบากขึ้นอีกหลายเท่าตัว โดยต้องเผชิญกับความท้าทายหลัก 2 ประการ:
* การขาดแคลนกำลังพล: ถึงแม้ตำรวจจะไม่ถูกเกณฑ์ทหาร แต่เจ้าหน้าที่หลายร้อยนายได้อาสาสมัครไปรบ ทำให้กำลังพลลดลงอย่างมาก ซ้ำร้ายยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลลอนดอนเสียชีวิต 98 นายจากการโจมตีของศัตรู และตำรวจนครลอนดอน (City of London Police) เสียชีวิตอีก 4 นาย
* การแก้ปัญหา: ทางออกหลักคือการนำตำรวจที่เกษียณอายุแล้วกลับเข้ามารับหน้าที่ในหน่วยที่เรียกว่า "ตำรวจสำรองชุดแรก" (First Police Reserve) เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนกำลังพล
แม้จะมีข้อจำกัดมากมาย แต่การทำงานของตำรวจในยุคนั้นก็น่าชื่นชมอย่างยิ่ง เบลล์กล่าวว่า "พวกเขาทำงานอย่างหนักอย่างไม่น่าเชื่อ" และยกย่องความใส่ใจในรายละเอียดของคดีต่างๆ เช่น คดีผู้สูญหาย ซึ่งตำรวจยังคงรวบรวมคำให้การให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
มรดกสำคัญที่เกิดขึ้นจากยุคสมัยอันยากลำบากนี้ คือการเป็นเบ้าหลอมที่สร้างนักสืบชื่อดังหลายคนในยุคหลังสงคราม ตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดคือ "โรเบิร์ต เฟเบียน" (Robert Fabian) หรือที่รู้จักกันในนาม "เฟเบียนแห่งสกอตแลนด์ยาร์ด" หลังเกษียณอายุในปี 1949 เฟเบียนกลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ
เขาเขียนหนังสือเล่าถึงประสบการณ์การสืบสวนของตน ซึ่งต่อมาถูกนำไปสร้างเป็นซีรีส์โทรทัศน์ยอดนิยมเรื่อง Fabian of the Yard และเขายังได้ไปปรากฏตัวในรายการวิทยุของ BBC และรายการโทรทัศน์ในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย เฟเบียนคือภาพสะท้อนของนักสืบรุ่นใหม่ที่แจ้งเกิดจากความท้าทายในยุคสงคราม
ปรากฏการณ์ฆาตกรต่อเนื่องที่เกิดขึ้นในลอนดอนไม่ได้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นภาพสะท้อนของความมืดมิดที่ปกคลุมไปทั่วโลกในช่วงสงคราม
6. สู่แสงสว่างและความจริงที่ซ่อนเร้น
ในวันที่ 3 เมษายน 1945 เกือบหกปีหลังจากเริ่มต้น มาตรการพรางไฟก็ได้ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการ แสงสว่างได้กลับคืนสู่ท้องถนนของลอนดอนอีกครั้ง
ในปัจจุบัน ภาพจำของ "จิตวิญญาณแห่งเดอะบลิทซ์" (Spirit of the Blitz) มักถูกมองในแง่ของความสามัคคีและความอดทนของชาวอังกฤษ แต่เรื่องราวของอาชญากรรมที่ซ่อนอยู่ในความมืดได้เผยให้เห็นอีกด้านหนึ่งของความเป็นจริงอันโหดร้ายที่ประชาชนต้องเผชิญ พวกเขาไม่เพียงต้องหวาดกลัวภัยจากระเบิดของเยอรมัน แต่ยังต้องระวังภัยจากขโมย, โจรปล้น และฆาตกรที่ใช้ความมืดเป็นเครื่องมือในการก่อเหตุ
เรื่องราวเหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าภายใต้สภาวะสงครามและความโกลาหล ธรรมชาติอันมืดมิดที่สุดของมนุษย์สามารถปรากฏออกมาได้ในรูปแบบที่น่ากลัวที่สุด และตำนานเรื่องความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้นถูกทำลายลงอย่างย่อยยับที่สุด ไม่ใช่โดยอาชญากรนิรนาม
แต่โดยบุคคลอย่าง กอร์ดอน คัมมินส์ ทหารอากาศผู้ที่ควรจะปกป้องประชาชน และ จอห์น คริสตี้ ตำรวจอาสาสมัครผู้ที่ควรจะพิทักษ์สันติราษฎร์ บทเรียนจากเงามืดของลอนดอนคือ แม้ในยามที่ศัตรูที่ชัดเจนที่สุดอยู่บนท้องฟ้า ภัยคุกคามที่อันตรายที่สุดอาจกำลังเดินอยู่บนพื้นดินในคราบของเพื่อนบ้านหรือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์
แหล่งที่มา : All About History Annual - Volume 12 - September 2025
โฆษณา