1 ชั่วโมงที่แล้ว • ข่าว

📂 เงินบำเหน็จใต้ร่มมหาวิทยาลัย เมื่อแรงงานไม่อยู่ในแรงงานสัมพันธ์ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1523/2566)

ตอนที่ 4 : บำเหน็จ vs ค่าชดเชย - ใครแทนใคร และใครควรได้มากกว่า? 💵⚖️
💰 ตัวเลขที่ดูเหมือนชัด แต่กฎหมายซ่อนเงื่อนไขไว้
เมื่อคดีเดินมาถึงประเด็นการคำนวณเงิน ศาลไม่ได้มองตัวเลขเป็นเพียงผลรวมปลายทาง หากมองย้อนกลับไปถึง “โครงสร้างสิทธิ” ที่ตัวเลขนั้นยืนอยู่ เพราะในคดีนี้ โจทก์ได้รับทั้งเงินค่าชดเชยและเงินบำเหน็จจากมหาวิทยาลัย รวมแล้วกว่า 2 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า หากได้รับเงินแล้ว เหตุใดจึงยังฟ้องร้อง และคำตอบอยู่ตรงความแตกต่างเชิงหลักการระหว่าง “บำเหน็จ” กับ “ค่าชดเชย” ที่ไม่ใช่เรื่องของจำนวนเงินเพียงอย่างเดียว
📜 บำเหน็จในอดีต: รางวัลแห่งความภักดี
ภายใต้ระเบียบปี 2525 บำเหน็จถูกออกแบบให้เป็นผลตอบแทนพิเศษสำหรับผู้ที่ทำงานมายาวนาน โดยเปิดทางให้ลูกจ้างได้รับ “ทั้งบำเหน็จและค่าชดเชย” พร้อมกัน หลักคิดนี้สะท้อนมุมมองว่า การทำงานครบ 10 ปีขึ้นไปควรได้รับการตอบแทนเกินกว่ามาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมายแรงงาน บำเหน็จจึงไม่ใช่เพียงเงินก้อน แต่เป็นสัญลักษณ์ของความผูกพันระยะยาวระหว่างอาจารย์กับสถาบัน
🔄 ระเบียบใหม่: การจัดวางสิทธิแบบไม่ซ้ำซ้อน
เมื่อระเบียบปี 2549 เข้ามาแทนที่ หลักคิดถูกปรับใหม่อย่างสิ้นเชิง โดยกำหนดให้ “ค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน” เป็นฐานหลัก หากลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยแล้ว บำเหน็จจะถูกตัดออก เว้นแต่กรณีที่เงินบำเหน็จคำนวณได้สูงกว่าค่าชดเชย มหาวิทยาลัยจึงจะจ่าย “ส่วนต่าง” เพิ่มให้ หลักการนี้สะท้อนแนวคิดเชิงบริหารว่า ไม่ควรจ่ายผลประโยชน์ซ้ำซ้อนสำหรับเหตุเดียวกันคือการสิ้นสุดการทำงาน
🧮 สูตรคำนวณที่เปลี่ยนผลลัพธ์ทั้งชีวิตการทำงาน
ในทางปฏิบัติ สูตรคำนวณบำเหน็จตามระเบียบใหม่อาจดูใจกว้างขึ้นเมื่อกำหนดอัตราร้อยละ 75 ของเงินเดือนสุดท้าย แต่เงื่อนไขการตัดสิทธิเมื่อได้รับค่าชดเชย ทำให้ลูกจ้างจำนวนมาก รวมทั้งโจทก์ได้รับเงินในรูปแบบค่าชดเชยเป็นหลัก และได้รับบำเหน็จเพียงบางส่วนหรือไม่ได้เลย ความต่างนี้เองที่ทำให้โจทก์เห็นว่า หากยังใช้ระเบียบเดิม ผลลัพธ์จะต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ
⚖️ ศาลมอง “หน้าที่” ก่อนมอง “ความรู้สึก”
ศาลฎีกาไม่ได้ตั้งคำถามว่าระบบใดใจกว้างกว่าหรือยุติธรรมกว่าในเชิงศีลธรรม แต่ตั้งคำถามว่า ระบบใดเป็นระบบที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้ได้ เมื่อพบว่า ระเบียบปี 2549 ยังให้ผลประโยชน์ไม่น้อยกว่ามาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และถูกออกโดยชอบตามกฎหมายเฉพาะ ศาลจึงเห็นว่า การจ่ายค่าชดเชยและบำเหน็จตามระเบียบใหม่นั้น “ครบถ้วนแล้ว” ในทางกฎหมาย แม้จะไม่ตรงกับความคาดหวังของโจทก์ก็ตาม
🧠 ความต่างระหว่าง "ควรได้" กับ "มีสิทธิได้"
คดีนี้ทำให้เห็นชัดว่า ในโลกของกฎหมายแรงงานแบบพิเศษ ความรู้สึกว่า “ควรได้มากกว่านี้” ไม่เพียงพอ หากไม่สามารถชี้ให้เห็นว่า กฎหมายยังคงรับรองสิทธินั้นอยู่ บำเหน็จภายใต้ระเบียบใหม่จึงไม่ใช่สิทธิอัตโนมัติ แต่เป็นสิทธิแบบมีเงื่อนไข ที่ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับค่าชดเชยโดยไม่ทับซ้อนกัน
➡️ ส่งต่อไปตอนถัดไป
เมื่อศาลชี้แล้วว่า การคำนวณเงินตามระเบียบใหม่ชอบด้วยกฎหมาย คำถามถัดไปจึงไม่ใช่เรื่องตัวเลขอีกต่อไป แต่คือพฤติการณ์ของลูกจ้างตลอดระยะเวลาที่ระเบียบใหม่นี้ถูกใช้บังคับ ความเงียบยาวนาน 10 กว่าปีมีความหมายทางกฎหมายอย่างไร และศาลให้น้ำหนักกับ “การไม่คัดค้าน” แค่ไหน ในตอนต่อไปจะพาไปอ่านความหมายของความเงียบในคดีแรงงานมหาวิทยาลัย ⏳⚖️
โฆษณา