53 นาทีที่แล้ว • ข่าว

📂 เงินบำเหน็จใต้ร่มมหาวิทยาลัย เมื่อแรงงานไม่อยู่ในแรงงานสัมพันธ์ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1523/2566)

ตอนที่ 5 : ความเงียบที่ไม่ใช่ความยินยอม แต่มีน้ำหนักทางกฎหมาย ⏳⚖️
🤫 12 ปีที่ไม่มีเสียงคัดค้าน
หนึ่งในข้อเท็จจริงที่ศาลหยิบขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจังคือ ระยะเวลานานกว่า 12 ปีที่ระเบียบมหาวิทยาลัยว่าด้วยบำเหน็จ พ.ศ. 2549 ถูกใช้บังคับโดยต่อเนื่อง ในช่วงเวลานั้น ไม่ปรากฏว่ามีลูกจ้างคนใด ร่วมถึงโจทก์ยื่นฟ้อง ขอเพิกถอน หรือคัดค้านระเบียบดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ความเงียบนี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย หากแต่เป็นพฤติการณ์ที่สะท้อนเสถียรภาพของการบังคับใช้ระเบียบภายในของมหาวิทยาลัยเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม
⚖️ เงียบ ≠ ยินยอมโดยปริยาย (ในทางทฤษฎี)
ศาลไม่ได้กล่าวว่า โจทก์ “ยินยอม” ต่อระเบียบใหม่โดยปริยายในความหมายแบบกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ เพราะอย่างที่วางหลักไว้ตั้งแต่ต้น กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ไม่ถูกนำมาใช้กับสถาบันอุดมศึกษาเอกชนอยู่แล้ว การวิเคราะห์ของศาลจึงไม่เดินไปในเส้นทางของการตีความเจตนาหรือความสมัครใจของลูกจ้างรายบุคคล แต่เลือกมองความเงียบในฐานะ “ข้อเท็จจริงเชิงสถาบัน” ว่าระเบียบดังกล่าวถูกใช้จริงและไม่ถูกท้าทายในทางกฎหมาย
📜 น้ำหนักของการไม่ฟ้องเพิกถอน
ประเด็นสำคัญที่ศาลให้ความหมายทางกฎหมายคือ การที่ไม่มีใครฟ้องเพิกถอนระเบียบ ทั้งที่ระเบียบมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ปฏิบัติงานจำนวนมาก หากระเบียบถูกมองว่าออกโดยไม่มีอำนาจหรือขัดต่อกฎหมายขั้นต่ำ ย่อมคาดหมายได้ว่าจะมีการโต้แย้งผ่านกลไกศาล แต่เมื่อไม่ปรากฏการดำเนินการเช่นนั้น ศาลจึงถือว่าระเบียบยังคงมีผลบังคับใช้โดยชอบ และต้องถูกนำมาใช้ตัดสินสิทธิของโจทก์
🧠 ความรู้สึกของลูกจ้าง กับภาระการพิสูจน์
ในมุมของโจทก์ ความเงียบอาจเกิดจากความไม่รู้ ความไม่กล้าท้าทายองค์กร หรือการเชื่อว่าระเบียบจะไม่กระทบสิทธิของตนจนกว่าจะถึงวันเกษียณ แต่ในมุมของศาล ความรู้สึกเหล่านั้นไม่เพียงพอที่จะล้มล้างผลทางกฎหมายของระเบียบได้ เพราะภาระในการพิสูจน์ว่า ระเบียบออกโดยไม่ชอบหรือขัดต่อกฎหมายขั้นต่ำ ยังคงตกอยู่กับผู้ที่อ้างสิทธิ และความเงียบยาวนานกลับกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ภาระนั้นหนักขึ้น
🏛️ เสถียรภาพขององค์กรกับความคาดหวังส่วนบุคคล
ศาลเลือกให้น้ำหนักกับเสถียรภาพในการบริหารงานของสถาบันมากกว่าความคาดหวังเฉพาะบุคคล เพราะหากเปิดช่องให้ระเบียบที่ใช้มานานถูกท้าทายย้อนหลังโดยไม่มีการเพิกถอนอย่างเป็นทางการ ระบบการจัดการบุคลากรของมหาวิทยาลัยจะขาดความแน่นอน และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อผู้ปฏิบัติงานทุกคน ไม่ใช่เฉพาะโจทก์รายเดียว
⚖️ บทเรียนของความเงียบในคดีแรงงานมหาวิทยาลัย
คดีนี้จึงสอนให้เห็นว่า ในระบบแรงงานพิเศษของมหาวิทยาลัยเอกชน ความเงียบไม่ถูกตีความว่าเป็นความยินยอมแบบแรงงานสัมพันธ์ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ไร้น้ำหนักทางกฎหมาย ตรงกันข้าม มันถูกใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนความชอบด้วยกฎหมายและความมั่นคงของระเบียบภายใน และกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ศาลไม่อาจรับฟังข้ออ้างเรื่องสิทธิเดิมที่ควรได้รับ
➡️ ส่งต่อไปตอนถัดไป
เมื่อศาลยอมรับทั้งอำนาจของระเบียบและน้ำหนักของความเงียบ คดีจึงเดินเข้าสู่ประเด็นสุดท้ายที่ไม่ใช่เรื่องเนื้อหา แต่เป็นเรื่อง “วิธีพิจารณา” ว่าศาลแรงงานและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษใช้ดุลพินิจถูกต้องหรือไม่ และเหตุใดศาลฎีกาจึงต้องเข้ามาแก้ไขคำพิพากษาในเชิงกระบวนการ ในตอนต่อไปจะพาไปอ่านเกมกฎหมายหลังฉากของคดีนี้ ⚖️📚
โฆษณา