45 นาทีที่แล้ว • ข่าว

📂 เงินบำเหน็จใต้ร่มมหาวิทยาลัย เมื่อแรงงานไม่อยู่ในแรงงานสัมพันธ์ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1523/2566)

ตอนที่ 6 : ศาลย้อนสำนวน แต่ใครต้องพิพากษาใหม่? เกมกฎหมายหลังฉากคดีแรงงาน ⚖️📚
📂 คดีที่ไม่จบ แม้คำพิพากษาจะออกแล้ว
หลังศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่ง “ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง” พร้อมย้อนสำนวนให้กลับไปฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติม คดีนี้จึงก้าวเข้าสู่พื้นที่ที่ซับซ้อนกว่าการตีความสิทธิ นั่นคือพื้นที่ของ “วิธีพิจารณาคดีแรงงาน” ซึ่งมีกติกาเฉพาะที่หากก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว ผลทางกฎหมายอาจผิดเพี้ยนไปทั้งระบบ
🔄 การย้อนสำนวน ไม่ใช่การล้มคำพิพากษาเสมอไป
ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องเข้ามาวินิจฉัยคือ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษสั่งย้อนสำนวนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 56 วรรค 2 และวรรค 3 นั้น มีผลอย่างไรในทางกระบวนพิจารณา เพราะกฎหมายบัญญัติชัดว่า การย้อนสำนวนมีไว้เพื่อให้ศาลชั้นต้น “ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติม” เท่านั้น ไม่ได้หมายความว่า คำพิพากษาเดิมจะต้องถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ
⚖️ จุดชี้ขาด: พิพากษาใหม่หรือไม่พิพากษาใหม่
กฎหมายแรงงานวางหลักไว้ละเอียดว่า หากศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงใหม่ไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเดิมเปลี่ยนแปลง ศาลไม่จำต้องพิพากษาคดีใหม่ แต่หากเห็นว่า ข้อเท็จจริงใหม่นั้นทำให้ผลคดีเปลี่ยนไป ศาลแรงงานกลางจึงจะต้องพิพากษาคดีใหม่ตามรูปคดี หลักนี้เป็นหัวใจของคดีตอนนี้ เพราะในความเป็นจริง ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแล้ว “ไม่ได้พิพากษาคดีใหม่” แต่อย่างใด
🧠 ช่องว่างที่ศาลอุทธรณ์ก้าวพลาด
เมื่อศาลแรงงานกลางไม่พิพากษาคดีใหม่ นั่นหมายความว่า คำพิพากษาเดิมยังคงอยู่ แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกลับพิพากษายืนตามคำพิพากษาของตนเองในภายหลัง ทั้งที่ก่อนหน้านั้นได้มีคำพิพากษา “ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง” ไปแล้ว การกระทำเช่นนี้ทำให้เกิดภาวะประหลาดทางกฎหมาย เพราะหากคำพิพากษาศาลแรงงานกลางถูกยกไปแล้ว ย่อมไม่มีคำพิพากษาใดให้ศาลอุทธรณ์ตรวจสอบหรือพิพากษายืนได้อีก
⚖️ ศาลฎีกาเข้ามาจัดระเบียบเกมกระบวนพิจารณา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานจึงต้องเข้ามาแก้ไข ไม่ใช่เพราะไม่เห็นด้วยกับผลคดีในสาระสำคัญ แต่เพราะไม่อาจปล่อยให้กระบวนพิจารณาที่ผิดหลักกฎหมายผ่านไปได้ ศาลฎีกาวางหลักชัดว่า การย้อนสำนวนตามมาตรา 56 ไม่จำเป็นต้องพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางตั้งแต่ต้น และในคดีนี้ เมื่อศาลแรงงานกลางไม่ได้พิพากษาคดีใหม่ คำพิพากษาเดิมย่อมยังคงอยู่ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงไม่มีอำนาจยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในลักษณะที่ทำให้ระบบตรวจสอบคำพิพากษาขาดตอน
🏛️ แก้กระบวน ไม่แก้ผล
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ศาลฎีกาจะเห็นว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในบางส่วน “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” แต่ศาลกลับไม่เปลี่ยนผลคดีในสาระสำคัญ เพราะในเนื้อหาแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเพิ่มเติม การแก้ไขของศาลฎีกาจึงเป็นการ “จัดระเบียบกระบวนพิจารณา” ให้ถูกต้อง โดยไม่แตะต้องข้อวินิจฉัยเรื่องสิทธิที่ได้วางหลักไว้แล้ว
⚖️ บทเรียนจากหลังฉากของคดีแรงงาน
ตอนนี้จึงเผยให้เห็นว่า ในคดีแรงงาน ความถูกต้องไม่ได้อยู่แค่ที่ผลลัพธ์สุดท้าย แต่รวมถึงเส้นทางที่ศาลใช้เดินไปถึงผลลัพธ์นั้นด้วย กระบวนพิจารณาที่คลาดเคลื่อน แม้จะนำไปสู่ผลที่ถูกต้อง ก็ยังต้องถูกแก้ไข เพื่อรักษาความเป็นระบบและความน่าเชื่อถือของกระบวนยุติธรรมทั้งหมด
➡️ ส่งต่อไปตอนถัดไป
เมื่อทั้งเนื้อหาและกระบวนพิจารณาถูกคลี่คลายแล้ว เรื่องราวทั้งหมดกำลังจะมาบรรจบที่บทสรุปสุดท้ายว่า คดีนี้ได้ทิ้งบทเรียนอะไรไว้ให้แรงงานมหาวิทยาลัย นักกฎหมาย และผู้กำหนดนโยบายบ้าง ในตอนสุดท้ายจะพาไปสรุปหลักกฎหมายและคำถามใหญ่ที่ยังค้างอยู่เหนือคำพิพากษานี้ 🎯⚖️
โฆษณา