6 ม.ค. เวลา 09:59 • ประวัติศาสตร์

ความลับที่เนิน 350

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน เมื่อพูดถึงสนามรบ เราจะไม่พูดถึงเรื่องลี้ลับไม่ได้ สมัยที่ผู้เขียนเรียนรด.เคยได้ยินว่าที่ใดเป็นสนามรบ ที่นั่นจะต้องคนมีประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำ ในขณะเดียวกันท่ามกลางร่องรอยจากการสู้รบ ยังมีเรื่องน่าเหลือเชื่อที่ยากจะพิสูจน์ได้ด้วยทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ สำหรับเรื่องราวต่อไปนี้ ขอให้ทุกท่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน นี่คือเรื่องจริงไม่ใช่นิยายจากเรื่องเล่าของทหารไทยท่านหนึ่ง
ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาใกล้ปราสาทตาควาย อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ หลังผ่านพ้นเหตุการณ์ปะทะกันอย่างหนักหน่วงจากฝีมือทหารราบแห่งกองทัพบกไทยและการสนับสนุนการโจมตีทางอากาศจากเครื่องบิน F-16 พื้นที่แห่งนั้นกลับถูกปกคลุมด้วยความเงียบที่หนักอึ้งและชวนขนหัวลุก
เรื่องราวนี้เป็นเรื่องจริงที่ถูกถ่ายทอดโดยทหารไทยนายหนึ่งที่เข้าไปประจำการในช่วงเวลาที่ไทยกับกัมพูชากำลังทำสงครามกันอย่างหนักเมื่อปลายปีที่แล้ว
เมื่อแสงแดดลับขอบฟ้า พื้นที่ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงปืนกลับกลายเป็นพื้นที่ซึ่งไม่ต้อนรับคนเป็นและเต็มไปด้วยความรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างเฝ้ามองอยู่ตลอดเวลา
ในคืนแรกของการประจำการที่ชายแดน เมื่อเวลาเข้าใกล้ 22:00 น. บรรยากาศเริ่มกดดันจนเขารู้สึกอึดอัด เสียงครางแผ่วเบาคล้ายคนพยายามจะพูดแต่ไม่มีแรงดังลอยมาตามลม สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวคือมีเงาดำบนสันเนินที่ยืนเรียงรายกันนิ่งสนิท ไม่ขยับเขยื้อน และไม่เหมือนสิ่งมีชีวิต แม้แต่ในสัญญาณวิทยุสื่อสารก็ยังมีเสียงซ่าๆ ทั้งๆที่วิทยุก็ไม่ได้ถึงคราวจำเป็นต้องซ่อมและเสียงพูดแผ่ว ๆ ซ้อนกันเป็นภาษากัมพูชาที่ทหารไทยฟังไม่ออก สร้างความเย็นวาบไปทั้งตัวให้กับทหารหน้าแนวผู้ที่ได้ยิน
ขณะนี้บรรยากาศบนเนิน 350 กลับกลายเป็นบรรยากาศชวนขนหัวลุก แทนที่จะเป็นความเงียบตามธรรมชาติของป่า ความเงียบของสถานที่แห่งนี้ทำให้ทุกอย่างรอบตัวนิ่งสนิทราวกับโลกหยุดหมุน ทหารที่เข้าเวรยามมักสัมผัสได้ถึงกลิ่นอับชื้นคล้ายดินเปียกและเสื้อผ้าทหารข้าศึกที่ลอยมาตามอากาศ พร้อมกับความรู้สึกเหมือนมีสายตาหลายคู่เฝ้ามองอยู่ตลอดเวลาแม้จะมองไม่เห็นใครก็ตาม
ในคืนที่สามทหารนายนี้เล่าว่า เงาดำเหล่านั้นเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นเป็นรูปร่างคนแต่ไร้ใบหน้าและรายละเอียด เมื่อทหารลองใช้ไฟฉายส่อง แสงกลับถูกดูดกลืนหายไป ไม่มีการสะท้อนกลับมา ราวกับว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในมิติเดียวกับมนุษย์
สัญญาณวิทยุในคืนนั้นเปลี่ยนเป็นเสียงลมหายใจหนัก ๆ หลายจังหวะซ้อนกัน ราวกับมีคนมาจ่อปากพูดอยู่ที่ไมโครโฟน
ปริศนาจากคำบอกเล่าของคนในพื้นที่ เมื่อสถานการณ์เริ่มกระทบต่อจิตใจของกำลังพล ผู้บังคับบัญชาได้ปรึกษากับคนเฒ่าคนแก่ในพื้นที่ ซึ่งได้รับคำตอบที่น่าตกใจว่า "เขาไม่ได้โกรธ แต่เขายังไม่รู้ว่าตัวเองตายแล้ว" ใช่ครับทุกท่าน ดวงวิญญาณทหารกัมพูชาเหล่านั้นยังคงวนเวียนและสับสนจนไม่มีทางไป
บนสันเนินไม่ได้มีเพียงทหารที่เป็นมนุษย์ แต่ยังมีทั้งวิญญาณทหารที่ไม่มีการพูดน้ำคำใดๆราวกับส่องไฟฉายสะท้อนกลับมา พวกเขามาปรากฏให้เห็นจนอาจเป็นภาพหลอนที่ย้ำเตือนว่าสงครามไม่ได้สร้างแค่ความสูญเสีย แต่ยังเป็นการสร้างความเข้าใจระหว่างมนุษย์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ เพื่อปลดปล่อยให้ดวงวิญญาณเหล่านั้นหลุดพ้นจากดินแดนแห่งนี้
ทหารหลายนายรายงานความรู้สึกเหมือนมีแรงกดทับที่ต้นคอหรือไหล่ ราวกับมีคนยืนประชิดอยู่ข้างหลัง และที่อันตรายที่สุดคือความคิดแปลกปลอมที่ถูกยัดเยียดเข้ามาในหัว เป็นความรู้สึกอยากจะเดินเข้าไปหาพื้นที่ลึกลับบนเนินนั้นอย่างไม่มีเหตุผล จนต้องใช้สติอย่างหนักเพื่อไม่ให้ก้าวเท้าออกไปตามเสียงเพรียกที่มองไม่เห็นเหล่านั้น
เรื่องเล่านี้แสดงให้เห็นว่าสงครามไม่ได้ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพัง แต่ยังทิ้งความลี้ลับให้ใครที่ไปเยือนลบหลู่หรือคิดไม่ดีกับสิ่งลี้ลับในพื้นที่เนิน 350 ในขณะเดียวกันที่นี่ก็ไม่ใช่เพียงสถานที่อาถรรพ์ แต่เป็นสถานที่ที่แขกไปใครมาจะต้องซาบซึ้งถึงวีรกรรมอันหาญกล้าของทหารไทยทั้ง 2 ท่านที่เสียสละจนได้เนินนี้กลับมาเป็นของแผ่นไทยอีกครั้ง
สำหรับประสบการณ์ของผู้เขียนเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับที่เนิน 350 หากเล่าตามเป็นจริง ในช่วงก่อนที่จะมีการสู้รบรอบที่ 2 ผู้เขียนกำลังนั่งสมาธิอยู่ อยู่ดีๆก็มีนิมิตเห็นภาพเครื่องบินขับไล่ F-16 หย่อนไข่เหล็กใส่เป้าหมายซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ใด
จากนั้นไม่กี่เดือนต่อมาก็มีการปะทะเกิดขึ้นจริงที่ปราสาทตาควายและเนินแห่งนี้จนนำไปสู่การสูญเสียทหารไทยทั้ง 2 ท่านคือจ่าสิบเอกสำเริง คลังประโคน และพลทหารภาณุพัฒน์ เสาร์สา ทำให้ผู้เขียนมาคิดพิจารณาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในนิมิตไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องจริงได้ถึงขนาดนี้ โดยเฉพาะภาพที่ F-16 ทิ้งระเบิด จนต่อมามีข่าวว่าถนนทางขึ้นปราสาทตาควายและเนิน 350 ถูกเครื่องบินขับไล่ F-16 ทำลาย จนทหารกัมพูชาเริ่มเข้าขั้นวิกฤตเพราะไม่มีเสบียงและกระสุนขึ้นมาเติม
จนถึงขณะนี้เเม้ทหารไทยจะทำการปรับปรุงเนิน 350 ต่อไปเรื่อยๆ ผู้เขียนเชื่อว่าตราบใดที่ยังไม่มีการเก็บศพทหารกัมพูชาที่นี่ ดวงวิญญาณจะยังคงไม่ไปไหนเพราะพวกเขาไม่มีที่ไป อีกทั้งด้วยความคิดฮุน เซนที่สั่งให้เก็บศพทหาร BHQ นำไปประกอบพิธีทางศาสนาในประเทศตัวเอง แทนที่จะเป็นทหารบ้าน จึงทำให้ดวงวิญญาณเหล่านี้ต้องทุกข์ทรมานไม่ต่างจากอยู่ในคุก
ในขณะเดียวกันก็มีบางครั้งที่ในฝั่งไทยจะได้ยินข่าวว่ามีคนในพื้นที่ชายแดนเห็นหมาเห่าหรือหอนไปทางจุดที่ไม่มีบางคน เพราะหมาก็มีหูที่สามารถรับรู้เสียงที่มนุษย์ทั่วไปจะรับรู้ได้ยาก ไม่แน่ว่าอาจมีดวงวิญญาณกัมพูชาที่ไม่ไปผุดไปเกิดยังคงวนเวียนอยู่ในสมรภูมิอื่นนอกจากเนิน 350 ก็เป็นได้
ส่วนดวงวิญญาณของจ่าสิบเอกสำเริง ที่ผู้เขียนทำบุญอุทิศส่วนบุญกุศลให้นั้น ผู้เขียนขอให้ดวงวิญญาณของท่านเดินทางไปสู่ภพภูมิโดยเร็ววัน นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปหน้าที่การพิทักษ์รักษาผืนแผ่นดินไทยจะเป็นของพี่ๆน้องๆทหารไทยทุกนายในแนวหน้า ไม่ว่าดวงวิญญาณของท่านจะรับรู้ผลบุญของผู้เขียนหรือไม่ ขอให้ท่านหมดทุกข์หมดโศกแล้วเดินทางสู่ดินแดนใหม่ที่เรียกว่า "สวรรค์" นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปด้วยเทอญ
เรื่องราวความลี้ลับบนเนิน 350 ทำให้ทุกท่านเห็นแล้วว่า แม้สงครามจะจบแล้วด้วยการเจรจา แต่สิ่งที่ไม่จบนั่นคือความหลอนที่ไม่ได้มาจากความอาฆาต มันเป็นความหลอนที่มาจากดวงวิญญาณที่ต้องการหลุดพ้นจากความทุกข์ ฮุน เซนจะรับรู้หรือไม่ว่าเขากำลังสร้างเรื่องลี้ลับให้ฝ่ายไทยเป็นผู้รับผิดชอบเพัยงฝ่ายเดียว แทนที่จะมาเก็บศพไปประกอบพิธีทางศาสนาแบบ BHQ กว่าจะถึงวันนั้นก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องมีทหารกัมพูชาสังเวยไปอีกกี่รายจนกลายเป็นผีเร่ร่อนไปตามทหารที่เสียชีวิตจากการปะทะก่อนหน้า สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
กองทัพภาคที่ 2
Matichon
Google AI Studio
กองทัพบกไทย
กองพันสะเร็นเหลา
เล่าให้หลอน
เรียบเรียงโดย : ติ่งท.ทหาร
โฆษณา