6 ม.ค. เวลา 15:34 • ข่าวรอบโลก

อำนาจและสันติภาพโลก:  การแทรกแซงทางทหารของสหรัฐอเมริกาในปานามา อิรัก และเวเนซุเอลา

ประวัติศาสตร์สันติภาพโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ถูกออกแบบมาให้อยู่ภายใต้กรอบของกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) โดยเฉพาะมาตรา 2(4) ที่ห้ามการใช้กำลังคุกคามหรือรุกรานบูรณภาพแห่งดินแดน อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงในทางปฏิบัติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกลับถูกกำหนดโดยพลวัตของมหาอำนาจ โดยเฉพาะบทบาทของสหรัฐอเมริกาในฐานะมหาอำนาจขั้วเดียว (Unipolar Power) ในช่วงหลังสงครามเย็น
1.​ ลัทธิแทรกแซงและกฎหมายระหว่างประเทศ​: สงครามที่เป็นธรรม vs การเปลี่ยนแปลงระบอบ
ปานามา (1989): จุดเริ่มต้นของการใช้กำลังทหารเพื่อวัตถุประสงค์ในการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศต่อผู้นำรัฐต่างชาติ
อิรัก (2003): จุดสูงสุดของลัทธิชิงลงมือโจมตีก่อน เพื่อตอบโต้ภัยคุกคามที่ยังไม่ปรากฏชัดแจ้ง (Imminent Threat)
เวเนซุเอลา (2026): การหวนคืนสู่การแข่งขันของมหาอำนาจ (Great Power Competition) และการผนวกสงครามยาเสพติดเข้ากับความมั่นคงทางยุทธศาสตร์พลังงาน
ประเด็นทางกฎหมายที่เป็นแกนกลางของการวิเคราะห์คือการตีความมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติว่าด้วย "สิทธิในการป้องกันตนเอง" (Self-Defense) สหรัฐฯ ได้พยายามขยายขอบเขตของคำนิยามนี้อย่างต่อเนื่อง
จากการตอบโต้การโจมตีทางทหารแบบดั้งเดิม ไปสู่การป้องกันภัยคุกคามจากอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD) ในกรณีอิรัก และล่าสุดคือการใช้ข้ออ้างเรื่อง "นาร์โคเทอร์เรอริซึม" (Narcoterrorism) ในกรณีเวเนซุเอลา เพื่อสร้างความชอบธรรมในการปฏิบัติการทางทหารข้ามพรมแดน
2.​ การบุกปานามา (1989): ปฏิบัติการ Just Cause
ในเดือนธันวาคม 1989 ประธานาธิบดีจอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช ได้สั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉาก ปฏิบัติการ Just Cause เพื่อโค่นล้มพลเอกมานูเอล นอริเอกา ผู้นำเผด็จการทหารของปานามา
ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และนอริเอกาแปรเปลี่ยนจากการเป็นพันธมิตรด้านข่าวกรองในช่วงสงครามเย็น มาเป็นศัตรูเนื่องจากความเกี่ยวข้องของนอริเอลากับขบวนการค้ายาเสพติด และการที่เขาประกาศให้ผลการเลือกตั้งปี 1989 เป็นโมฆะ
ชนวนเหตุสำคัญเกิดขึ้นเมื่อกองกำลังป้องกันตนเองปานามา (PDF) สังหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ และคุกคามบุคลากรสหรัฐฯ ในเขตคลองปานามา อย่างไรก็ตาม วัตถุประสงค์หลักในทางยุทธศาสตร์คือการรักษาความมั่นคงของคลองปานามาตามสนธิสัญญาตอร์ริโจส-คาร์เตอร์ และการนำตัวนอริเอกามาดำเนินคดีในข้อหายาเสพติดที่ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ
2.2 ปฏิบัติการทางทหารและยุทธวิธี "ตัดหัว"
เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 1989 กองกำลังสหรัฐฯ กว่า 26,000 นาย (รวมถึงทหารที่ประจำการอยู่ในเขตคลองปานามาแล้ว 13,000 นาย) ได้โจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ 27 จุดพร้อมกัน เพื่อทำลายโครงสร้างการบังคับบัญชาของ PDF
๑. ผลลัพธ์ทางทหาร: กองทัพปานามาถูกทำให้ไร้สภาพการรบภายในไม่กี่วัน นอริเอกาลี้ภัยเข้าไปในสถานทูตวาติกันก่อนจะยอมจำนนในวันที่ 3 มกราคม 1990 และถูกนำตัวไปยังเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา
๒.​ ต้นทุนมนุษย์: สหรัฐฯ สูญเสียทหาร 23 นาย ในขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตฝ่ายปานามายังคงเป็นที่ถกเถียง ทางการสหรัฐฯ ระบุว่ามีพลเรือนเสียชีวิต 201 ราย แต่ องค์กรสิทธิมนุษยชนอิสระประเมินว่าตัวเลขอาจสูงถึง 4,000 ราย โดยเฉพาะจากการทิ้งระเบิดอย่างหนักในย่าน El Chorrillo
2.3 ข้ออ้างทางกฎหมายและหลักการ Ker-Frisbie
รัฐบาลสหรัฐฯ อ้างความชอบธรรมในการบุกด้วยเหตุผล 4 ประการ:
๑. ปกป้องชีวิตพลเมืองอเมริกัน
๒.​ ปกป้องกระบวนการประชาธิปไตย
๓.​ จับกุมนอริเอกาตามหมายจับคดียาเสพติด
๔. ปกป้องความสมบูรณ์ของสนธิสัญญาคลองปานามา
ในทางกฎหมายภายในของสหรัฐฯ การจับกุมผู้นำต่างชาติมาดำเนินคดีได้รับการรับรองโดย หลักการ Ker-Frisbie (Ker-Frisbie Doctrine) ซึ่งระบุว่าศาลสหรัฐฯ มีอำนาจพิจารณาคดีจำเลยได้ แม้ว่าจำเลยนั้นจะถูกนำตัวมาสู่เขตอำนาจศาลด้วยวิธีการลักพาตัวหรือการใช้กำลังที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศก็ตาม หลักการนี้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งผลสืบเนื่องมาถึงกรณีเวเนซุเอลาในปี 2026
2.4 ปฏิกิริยาของประชาคมโลก: ความโดดเดี่ยวของมหาอำนาจ
แม้ปฏิบัติการจะประสบความสำเร็จทางทหาร แต่สหรัฐฯ ต้องเผชิญกับการประณามอย่างรุนแรงในเวทีการทูต
๑. สหประชาชาติ (UN): สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ผ่านมติที่ 44/240 ด้วยคะแนนเสียง 75 ต่อ 20 (งดออกเสียง 40) ประณามการบุกรุกว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง" (Flagrant violation of international law) ในขณะที่ร่างมติคณะมนตรีความมั่นคง (UNSC) ถูกวีโตโดยสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส
๒.​ องค์การรัฐอเมริกัน (OAS): มีมติประณามการบุกรุกและเรียกร้องให้ถอนทหาร ซึ่งสะท้อนถึงความอ่อนไหวของภูมิภาคต่อประวัติศาสตร์การแทรกแซงของสหรัฐฯ
๓.​ ปฏิกิริยาภายใน: สวนทางกับกระแสโลก ผลสำรวจชี้ว่าชาวปานามาส่วนใหญ่สนับสนุนการบุกยึดเพื่อโค่นล้มนอริเอกา ซึ่งสะท้อนความซับซ้อนระหว่างความชอบธรรมทางกฎหมายกับความชอบธรรมทางการเมือง
3​. การบุกอิรัก (2003): ปฏิบัติการ Iraqi Freedom
การบุกอิรักในปี 2003 ภายใต้รหัส ปฏิบัติการ Iraqi Freedom เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากรูปแบบ "การบังคับใช้กฎหมาย" ในปานามา มาสู่ "ลัทธิการชิงลงมือ" (Preemption Doctrine) ภายหลังเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน 2001 รัฐบาลประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ได้กำหนดนิยามความมั่นคงใหม่ โดยมองว่า "รัฐอันธพาล" (Rogue States) ที่ครอบครองอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD) ถือเป็นภัยคุกคามที่ไม่อาจรอให้เกิดขึ้นจริงก่อนได้
3.2 การทูตที่ล้มเหลวและข้อมติ 1441
สหรัฐฯ พยายามสร้างความชอบธรรมผ่านกลไกสหประชาชาติ:
๑. ข้อมติ 1441 (2002): UNSC มีมติเป็นเอกฉันท์เตือนอิรักถึง "ผลลัพธ์ร้ายแรง" หากไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีการปลดอาวุธ สหรัฐฯ ตีความว่าการฝ่าฝืนใดๆ ของอิรัก (Material Breach) จะฟื้นคืนอำนาจในการใช้กำลังตามข้อมติ 678 จากสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรกโดยอัตโนมัติ
๒.​ ความแตกแยกในพันธมิตร: สหรัฐฯ ล้มเหลวในการผลักดันข้อมติที่สองเพื่ออนุมัติสงครามอย่างชัดแจ้ง เนื่องจากการคัดค้านจากฝรั่งเศส รัสเซีย และเยอรมนี (กลุ่ม "Old Europe") ทำให้สหรัฐฯ ตัดสินใจบุกโดยปราศจากอาณัติจาก UN ซึ่งเลขาธิการโคฟี อันนัน ระบุว่าเป็น "การกระทำที่ผิดกฎหมาย"
3.3 ปฏิบัติการทางทหารและภาพลวงตาของชัยชนะ
ปฏิบัติการเริ่มขึ้นเมื่อ 19 มีนาคม 2003 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ "ปลดอาวุธ" และ "เปลี่ยนระบอบ"
๑. ชัยชนะทางยุทธวิธี: กองทัพสหรัฐฯ สามารถยึดกรุงแบกแดดได้อย่างรวดเร็วและโค่นล้มซัดดัม ฮุสเซน แต่การประกาศ "Mission Accomplished" ในเดือนพฤษภาคม 2003 กลายเป็นความผิดพลาด
๒.​ สุญญากาศทางอำนาจ: การยุบกองทัพอิรักและนโยบาย De-Baathification นำไปสู่การก่อความไม่สงบ (Insurgency) และสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อ
๓.​ ความล้มเหลวด้านข่าวกรอง: การไม่พบ WMD ในอิรักทำลายความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง และทำให้ข้ออ้างเรื่องการป้องกันตนเองล่วงหน้ากลายเป็นโมฆะในสายตาประชาคมโลก
3.4 ผลพวงและจุดยืนประชาคมโลก
สงครามอิรักสร้างความแตกแยกในระเบียบโลกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน:
๑. ความแตกแยกของตะวันตก: เกิดรอยร้าวระหว่างสหรัฐฯ/อังกฤษ กับพันธมิตรยุโรปภาคพื้นทวีป
๒.​ การก่อการร้าย: แทนที่จะกำจัดภัยคุกคาม สงครามกลับสร้างเงื่อนไขให้เกิดกลุ่มก่อการร้ายใหม่ (เช่น ISIS) และขยายอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาค
๓.​ บทเรียน: ประชาคมโลกเรียนรู้ถึงอันตรายของการใช้ข้อมูลข่าวกรองที่บิดเบือนเพื่อสร้างความชอบธรรมในการทำสงคราม
4. การแทรกแซงเวเนซุเอลา (มกราคม 2026): ปฏิบัติการ Absolute Resolve
ในเดือนมกราคม 2026 ภูมิรัฐศาสตร์โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ด้วย ปฏิบัติการ Absolute Resolve ภายใต้รัฐบาลสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติปี 2025 ได้ประกาศ "บทขยายความทรัมป์" (Trump Corollary) ต่อลัทธิมอนโร ซึ่งระบุชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะ "ปฏิเสธความสามารถของคู่แข่งนอกซีกโลกในการวางกำลัง... หรือควบคุมสินทรัพย์ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์" ในซีกโลกตะวันตก
ปัจจัยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้ประกอบด้วย:
๑. การแข่งขันของมหาอำนาจ (Great Power Competition): ความกังวลต่อการขยายอิทธิพลทางทหารและเศรษฐกิจของจีนและรัสเซียในเวเนซุเอลา
๒.​ ความมั่นคงทางทรัพยากร: ความต้องการควบคุมแหล่งน้ำมันสำรองที่ใหญ่ที่สุดในโลกของเวเนซุเอลา และการเรียกคืนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
๓.​ นาร์โค-เทอร์เรอริซึม: การขึ้นบัญชีดำรัฐบาลมาดูโรว่าเป็น "องค์กรนาร์โค-เทอร์เรอริสต์" ที่เชื่อมโยงกับแก๊ง Tren de Aragua เพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้กำลังเสมือนเป็นปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายภายใน
4.2 รายละเอียดปฏิบัติการทางทหาร
เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2026 กองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดฉากปฏิบัติการที่มีความซับซ้อนสูง:
๑. แสนยานุภาพทางอากาศ: เครื่องบินรบกว่า 150 ลำ รวมถึง F-22, F-35, B-1 Bomber และโดรนจำนวนมาก ถูกปล่อยจากฐานทัพทั่วซีกโลกเพื่อทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศของเวเนซุเอลา
๒.​ ปฏิบัติการภาคพื้นดิน: หน่วยรบพิเศษ Delta Force ได้แทรกซึมเข้าสู่กรุงคารากัส บุกจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร และซีเลีย ฟลอเรส ภริยา ก่อนจะนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปยังเรือ USS Iwo Jima และส่งต่อไปยังนิวยอร์กเพื่อดำเนินคดี
๓.​ การบูรณาการ: พลเอก Dan Caine ประธานคณะเสนาธิการร่วม ระบุว่าปฏิบัติการนี้ผ่านการซักซ้อมมานานหลายเดือน โดยอาศัยข้อมูลข่าวกรองจาก CIA และการสอดแนมด้วยโดรนเพื่อระบุพิกัดและกิจวัตรของมาดูโรอย่างแม่นยำ
4.3 การปกครองหลังการยึดอำนาจ: โมเดลการบริหารโดยตรง
ต่างจากความพยายามสร้างชาติ (Nation Building) ในอิรัก หรือการติดตั้งรัฐบาลพันธมิตรในปานามา ปฏิบัติการปี 2026 นำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการแบบใหม่:
๑. การบริหารชั่วคราว: ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯ จะ "บริหารประเทศ" (Run the country) จนกว่าจะมีการถ่ายโอนอำนาจที่ปลอดภัย โดยมอบหมายให้ทีมงานนำโดย มาร์โก รูบิโอ (รัฐมนตรีต่างประเทศ) และ พีท เฮกเซธ (รัฐมนตรีกลาโหม หรือ 'War Secretary' ตามบริบทปี 2026) เป็นผู้ดูแล
๒.​ การกักกันน้ำมัน (Oil Quarantine): รูบิโอระบุว่าจะยังคงมาตรการปิดล้อมทางทะเลและการกักกันน้ำมันไว้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรองและปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมน้ำมันให้เอื้อประโยชน์ต่อทั้งชาวเวเนซุเอลาและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ
๓.​ ความชอบธรรม: สหรัฐฯ ปฏิเสธว่านี่ไม่ใช่การรุกรานเพื่อยึดครอง แต่เป็น "ปฏิบัติการเพื่อความยุติธรรม" (Operation for Justice) เพื่อนำตัวอาชญากรยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอเมริกัน
5. จุดยืนประชาคมโลกต่อกรณีเวเนซุเอลา 2026
ปฏิกิริยาต่อการบุกเวเนซุเอลาสะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกที่ร้าวลึกในระเบียบโลกยุคใหม่ และการก่อตัวของกลุ่มต่อต้านอำนาจนำของสหรัฐฯ ที่ชัดเจนกว่าในอดีต
5.1 กลุ่มต่อต้านและประณาม (The Condemnation Bloc)
๑. จีน: กระทรวงการต่างประเทศจีนแสดงความ "ตกใจอย่างยิ่ง" และประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การใช้กำลังอย่างป่าเถื่อน" ต่อรัฐอธิปไตย จีนมองว่านี่คือการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศที่คุกคามสันติภาพในลาตินอเมริกาและแคริบเบียน โดยมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการปล่อยกู้และโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในเวเนซุเอลา
๒.​ รัสเซีย: มอสโกประณามว่าเป็นการ "รุกรานด้วยอาวุธ" (Armed Aggression) และเรียกร้องให้ปล่อยตัวมาดูโรทันที รัฐมนตรีต่างประเทศ เซอร์เก ลาวรอฟ ได้หารือสายตรงกับ เดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ย้ำจุดยืนสนับสนุนความชอบธรรมของรัฐบาลมาดูโร
๓.​ กลุ่มบูรณาการลาตินอเมริกา: เกิดความแตกแยกในภูมิภาค แต่ชาติมหาอำนาจท้องถิ่นอย่าง บราซิล (ภายใต้ประธานาธิบดีลูลา) แถลงการณ์ด้วยถ้อยคำรุนแรงที่สุดว่า "ปฏิบัติการนี้ข้ามเส้นที่ยอมรับไม่ได้" และสร้าง "บรรทัดฐานที่อันตรายอย่างยิ่งต่อประชาคมโลก" โคลอมเบีย (ภายใต้ประธานาธิบดีเปโตร) ประณามว่าเป็นการรุกรานอธิปไตยและได้ส่งกองทัพไปตรึงกำลังที่ชายแดนเพื่อรับมือวิกฤตผู้ลี้ภัย
๔. สหประชาชาติ: เลขาธิการสหประชาชาติ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส แสดงความ "ตื่นตระหนกอย่างยิ่ง" (Deeply alarmed) และเตือนว่าการกระทำนี้สร้างบรรทัดฐานที่อันตราย โดยเรียกร้องให้เคารพกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด
5.2 กลุ่มสนับสนุนและท่าทีสงวน (The Support & Ambivalent Bloc)
๑. พันธมิตรสหรัฐฯ ในภูมิภาค: อาร์เจนตินา (ภายใต้ ฆาเบียร์ มิเล) และ เอกวาดอร์ แสดงความยินดีต่อปฏิบัติการ โดยมิเลระบุว่า "เสรีภาพกำลังรุกคืบ" (Liberty advances) สะท้อนความแตกแยกทางอุดมการณ์ซ้าย-ขวาในลาตินอเมริกา
๒.​ ยุโรปและสหราชอาณาจักร: นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ของอังกฤษ แสดงท่าทีระมัดระวังโดยระบุว่าระบอบมาดูโรนั้น "ไม่ชอบธรรม" (Illegitimate) และจะไม่หลั่งน้ำตาให้กับการล่มสลาย แต่ย้ำถึงความสำคัญของกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งสะท้อนความพยายามรักษาสมดุลระหว่างพันธมิตรข้ามแอตแลนติกกับหลักการกฎหมาย
6. จากปานามา สู่ อิรัก และ เวเนซุเอลา: จาก "ประชาธิปไตย" สู่ "ผลประโยชน์ทับซ้อน"
ในขณะที่กรณีปานามาและอิรักมีการอ้างถึง "ประชาธิปไตย" และ "เสรีภาพ" เป็นแกนหลัก กรณีเวเนซุเอลาปี 2026 แสดงให้เห็นถึงความชัดเจนในการมุ่งเน้นผลประโยชน์ทางทรัพยากร (Mercantilism) คำแถลงของประธานาธิบดีทรัมป์เกี่ยวกับการให้บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ เข้าไป "ปรับปรุงและทำเงิน" สะท้อนการเปลี่ยนแปลงจากนโยบายเสรีนิยมระหว่างประเทศ (Liberal Internationalism) ไปสู่ลัทธิพาณิชยนิยมใหม่ (Neo-Mercantilism) ที่ใช้กำลังทหารเพื่อค้ำประกันทางเศรษฐกิจ
6.2 นิติสงคราม (Lawfare) ในฐานะเครื่องมือทางทหาร
กรณีเวเนซุเอลายืนยันความสำเร็จของ "โมเดลปานามา" ที่ถูกนำมาปัดฝุ่นใหม่ นั่นคือการใช้ระบบยุติธรรมภายในของสหรัฐฯ เป็นอาวุธ (Weaponization of Justice) การตั้งข้อหา "นาร์โค-เทอร์เรอริซึม" ทำให้สหรัฐฯ สามารถข้ามผ่านข้อจำกัดของกฎหมายระหว่างประเทศที่ห้ามการรุกรานรัฐ โดยบิดเบือนว่านี่ไม่ใช่สงครามระหว่างรัฐ แต่เป็นปฏิบัติการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ สิ่งนี้สร้างบรรทัดฐานใหม่ที่อนุญาตให้มหาอำนาจสามารถ "อุ้ม" ผู้นำรัฐอื่นได้หากมีข้อหาทางอาญาภายในประเทศของตน
7. ผลพวงจากสงครามและอนาคตของสันติภาพโลก: การกัดเซาะกฎบัตรสหประชาชาติ
เหตุการณ์ปี 2026 ถือเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ตอกย้ำความไร้ประสิทธิภาพของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) การที่สหรัฐฯ (ในฐานะสมาชิกถาวรที่มีสิทธิวีโต) เป็นผู้ละเมิดกฎบัตรเสียเอง ทำให้กลไกการรักษาความมั่นคงร่วมกัน (Collective Security) เป็นอัมพาต ชาติสมาชิกกลุ่ม Global South เริ่มมองว่ากฎหมายระหว่างประเทศเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองของตะวันตก นำไปสู่การแสวงหาพันธมิตรทางเลือก เช่น กลุ่ม BRICS หรือองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) เพื่อคานอำนาจ
7.2 ความเสี่ยงของการป้องกันตนเองแบบ "Hedging"
เมื่อเห็นตัวอย่างจากอิรักและเวเนซุเอลา รัฐขนาดกลางและเล็กตระหนักว่า "อธิปไตย" ไม่ใช่เกราะป้องกันที่เพียงพออีกต่อไป สิ่งนี้อาจกระตุ้นให้เกิด:
๑. การแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์: เพื่อใช้เป็นหลักประกันความมั่นคงขั้นสุดท้าย
๒.​ การเลือกข้างที่ชัดเจน: นโยบายการทูตแบบไผ่ลู่ลมอาจใช้ไม่ได้ผล รัฐต่างๆ อาจถูกบีบให้ต้องเลือกระหว่างค่ายสหรัฐฯ หรือค่ายจีน-รัสเซีย เพื่อแลกกับความคุ้มครองทางทหาร
7.3 สุญญากาศและสงครามตัวแทน
แม้สหรัฐฯ จะประกาศว่าจะ "บริหาร" เวเนซุเอลา แต่ประวัติศาสตร์จากอิรักเตือนให้เห็นถึงความยุ่งยากหลังการรบ (Post-conflict chaos) การแตกแตกระหว่างกลุ่มการเมืองภายในเวเนซุเอลา และความเป็นไปได้ที่รัสเซียหรือจีนจะสนับสนุนกลุ่มต่อต้านแบบลับๆ (Asymmetric Warfare) อาจทำให้เวเนซุเอลากลายเป็นสมรภูมิสงครามตัวแทนแห่งใหม่ที่ยืดเยื้อและนองเลือด
ประวัติศาสตร์สันติภาพโลกผ่านกรณีปานามา อิรัก และเวเนซุเอลา ชี้ให้เห็นถึงสัจธรรมที่ว่า "สันติภาพ" ในนิยามของมหาอำนาจ มักหมายถึง "เสถียรภาพภายใต้อำนาจนำ" (Hegemonic Stability) มากกว่าความเท่าเทียมกันของรัฐอธิปไตย
ปฏิบัติการ Absolute Resolve ในปี 2026 ไม่ได้เป็นเพียงจุดจบของระบอบมาดูโร แต่เป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัยที่กฎเกณฑ์ระหว่างประเทศถูกเขียนใหม่ด้วยกำลังทหาร และขอบเขตอิทธิพล (Spheres of Influence) ถูกแบ่งแยกอย่างชัดเจนอีกครั้ง ซึ่งอาจนำโลกไปสู่สภาวะความขัดแย้งที่ไร้กติกาควบคุม (Unregulated Conflict) ในอนาค
โฆษณา