Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สงคราม story
•
ติดตาม
6 ม.ค. เวลา 16:43 • ประวัติศาสตร์
พี่เติ่ง แม่ทัพภาคที่ 2 กับปฏิบัติการยึดคืนแผ่นดินไทยของเรา
"เราถอยมาอยู่แสนไกล
รวมเผ่าไทยอยู่อย่างเสรี
พระสยามทรงนำโชคดี
ผืนดินถิ่นนี้ คือแผ่นดินทอง
ไม่มีที่แห่งไหน ให้ไทยไปจับจอง
เราถอยไปไม่ได้พี่น้อง
ใครคิดมาแย่งครอง
ผองไทยจงสู้ตาย"
เนื้อเพลงสุดแผ่นดิน
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้มีการปรากฎข่าวว่าทหารกัมพูชายิงเครื่องยิงลูกระเบิดหรือปืนค.เข้ามาตกใส่ จนมีทหารไทยบาดเจ็บ 1 นาย นักข่าวที่ลงพื้นที่ชายแดน-ไทยกัมพูชาไปพูดคุยกับชาวบ้านต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอาจมีรอบ 3 เกิดเร็วๆนี้ ส่วนจะเกิดขึ้นวันใดคงไม่มีใครรู้ เพื่อความไม่ประมาทกองทัพภาคที่ 2 จึงเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ทุกวี่วัน โดยบุคคลที่มีอำนาจสูงสุดในพื้นที่ภาคอีสาน ท่านจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพี่เติ่ง พลโท วีระยุทธ รักศิลป์
ในสมรภูมิชายแดนไทย-กัมพูชาที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้งในช่วงวันที่ 8-27 ธันวาคมพ.ศ. 2568 ชื่อของพี่เติ่งหรือพลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 กลายเป็นที่จับตามองในฐานะผู้นำกองทัพที่ได้รับฉายาว่า "ขุนศึกอีสาน"
ท่านไม่ได้เป็นเพียงนายทหารระดับสูงที่สั่งการจากห้องแอร์ ที่ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา แต่ท่านคือ "ลูกอีสานขนานแท้" เพราะท่านเป็นคนร้อยเอ็ด ท่านเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 26 และนายร้อย จปร. รุ่นที่ 37 รุ่นเดียวกับพลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก , พลเอก ชิษณุพงศ์ รอดศิริ รองผู้บัญชาการทหารบก , พลเอก ศานติ ศกุนตนาค , พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ และพี่กุ้ง พลเอกบุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2
สำหรับตัวท่านนั้นเป็นทหารราบที่เติบโตมาในสายกำลังรบของกองทัพภาคที่ 2 โดยตรงตั้งแต่ร้อยตรีถึงพันเอก
ท่านเคยเป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 6 (ร.6) หรือที่รู้จักกันในนาม "ทหารเสือแห่งอีสาน" และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 และผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี
สำหรับพี่เติ่งในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ท่านมีอำนาจในการรับผิดชอบพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญคือพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านอีสานใต้ครอบคลุม 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สุรินทร์ และบุรีรัมย์ รวมความยาวแนวชายแดนกว่า 750 กิโลเมตร
รวมถึงมอบหมายให้ทหารกองกำลังดังกล่าวมีการเฝ้าตรวจและป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย รวมถึงการสกัดกั้นการแอบขยับหมุดเขตแดนหรือการสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำพื้นที่อ้างสิทธิ์ ซึ่งเป็นภารกิจที่ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ตึงเครียดในระดับพื้นที่อยู่เสมอ
กองกำลังสุรนารีเป็นหน่วยงานที่ควบคุมดูแลพื้นที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรบที่สำคัญ เช่น เขาพระวิหาร, กลุ่มปราสาทตาเมือน , ปราสาทตาควาย ช่องอานม้า ช่องระยีและพื้นที่ช่องบก ซึ่งพื้นที่เหล่านี้เป็นดินแดนที่เคยมีการปะทะกันด้วยอาวุธหนักและมีทุ่นระเบิดหนาแน่น จนนำไปการปะทะในพื้นที่นี้อีกครั้งในปีพ.ศ.2568 หลังจากที่พี่กุ้งพ้นจากตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ไปได้ไม่กี่เดือน
สาเหตุที่พลโท วีรยุทธ หรือพี่เติ่งที่น้องๆทหารในกองทัพบกเรียกกันท่านเป็นคนรักป่า เพราะมีความคุ้นเคยกับสภาพป่าในขณะรับราชการทหารแถบอีสาน อีกทั้งเมื่อลูกน้องลงพื้นที่ป่าเขาหรือเมื่อไปพบปะผู้ใต้บังคับบัญชาท่านยังชอบใช้ชีวิตร่วมกับทหารราบ ทหารพราน และทหารหน่วยอื่นๆในพื้นที่โดยไม่ถือตัวและไม่ใช้ตำแหน่งมาสร้างความอึดอัดแก่ลูกน้อง ดังนั้นประสบการณ์ที่เดินลาดตระเวนจริงตั้งแต่ยศร้อยตรีทำให้ท่านรู้ซึ้งถึงภูมิประเทศทุกซอกทุกมุม รู้ว่าห้วยไหน ภูเขาลูกใดคือจุดยุทธศาสตร์สำคัญ
ในขณะเดียวกันพี่เติ่งก็ให้ความสำคัญกับการปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า เพราะหากปล่อยให้ป่าไม้ถูกตัดไปเรื่อยๆ ก็จะไม่มีต้นไม้ไว้ชะลอน้ำป่าในช่วงหน้าฝน สัตว์ป่าก็จะไม่มีที่อยู่อาศัย หรือแม้กระทั่งอาจนำไปสู่ภาวะโลกร้อน แต่พี่เติ่งเป็นคนที่เข้าใจปัญหานี้ดี จึงทำให้ทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน และเจ้าหน้าที่แ่าไม้ต้องผนึกกำลังรวมเป็นหนึ่งเดียวเพื่อรักษาผืนป่าให้แก่แผ่นดินไทย
บุคลิกการทำงานของท่านเป็นแบบถึงลูกถึงคนและให้ความสำคัญกับชีวิตผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นอันดับหนึ่ง ไม่ว่าจะร้อนหรือหนาวสักเพียงใดท่านจะไม่มีทางทอดทิ้งลูกน้อง พอไปถึงพื้นที่หน้าแนวท่านมักจะถามลูกน้องในฐานะรุ่นพี่มากกว่าผู้ใต้บังคับบัญชาเช่น "สบายดีไหม" "บ้านน้องอยู่ไหน" หรือ "กำลังใจน้องมีไหม" ท่านจึงเป็นพี่ชายที่เป็นเหมือนพี่ชายแท้ๆในยามศึกและยามสงบที่ทหารต้องห่างไกลครอบครัว
ท่านไม่เพียงช่ำชองแผนที่กระดาษ แต่ในสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป ท่านได้ผลักดันการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โดรนตรวจจับความร้อน และระบบกล้องวงจรปิดเรียลไทม์มาช่วยในการลาดตระเวนเพื่อลดความเสี่ยงจากการเหยียบกับระเบิดของทหารชั้นผู้น้อย
นอกจากนี้ท่านยังมีทักษะ "นักการทูตชุดลายพราง" ว่ากันว่าท่านเป็นนายทหารที่รู้จักนายทหารกัมพูชาหลายระดับ ทำให้สามารถเจรจาคลี่คลายปัญหาหลายอย่างได้โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ นอกจากการเป็นนักรบแล้วยังเป็นหนึ่งเดียวกับชาวบ้านได้ โดยจะเห็นได้จากเมื่อมีกิจกรรมพบปะประชาชนขณะลงพื้นที่ ท่านจะชอบพูดภาษาอีสาน ทำให้ชาวบ้านเข้าใจง่ายและรักทหารมากขึ้น หรือแม้แต่การให้สัมภาษณ์ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชากับสื่อมวลชน ท่านกล่าวด้วยภาษาที่สื่อมวลชนและประชาชนเข้าใจง่าย และไม่ซับซ้อนจนเกินไปที่ประชาชนจะต้องใช้เวลาตีความ
หลังจากที่ทหารไทยรุกฆาตผลักดันทหารกัมพูชาออกไปเป็นผลสำเร็จในการปะทะเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ยังมีอีกหนึ่งสมรภูมิที่ยังรอการทวงคืนโดยแม้ทัพภาคที่ 2 ผู้นี้ นั่นคือ เนิน 745 บริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี ที่นี่คือหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดและเป็น "จุดที่ไทยยังไม่สามารถเข้าควบคุมได้เบ็ดเสร็จ" พื้นที่นี้เปรียบเสมือนปฐมบทของความขัดแย้ง โดยมีชนวนเหตุมาจากการที่ทหารกัมพูชาแอบเข้ามาขุดคูเรตหรือสนามเพลาะ ล้ำแนวเขตแดนไทย และการเผาศาลาตรีมุขเมื่อวันที่ 1 มีนาคมพ.ศ.2568
อุปสรรคในการยึดคืนเนิน 745 ของพี่เติ่งและทหารไทยทุกนายคือสภาพภูมิประเทศที่เป็น จุดสูงข่ม กล่าวคือมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 745 เมตร ทำให้ฝ่ายที่อยู่บนเนินมองเห็นการเคลื่อนไหวของไทยได้กว้างไกล ประกอบกับทหารกัมพูชาได้วางกำลังอย่างหนาแน่นราว 500-2,000 นาย
มีการสร้างฐานที่มั่นแข็งแกร่งในถ้ำ และเร่งตัดถนนคอนกรีตขึ้นสู่ยอดเนินเพื่อส่งเสบียงและยุทโธปกรณ์ ในขณะที่ฝั่งไทยการเดินเท้าด้วยทหารราบระหว่างการเข้าตีเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเพราะพื้นที่ตรงนี้เข้าถึงทำได้ยากลำบาก อีกทั้งต้องใช้การเดินเท้าหลายชั่วโมงและเต็มไปด้วยทุ่นระเบิดหนาแน่น
แม้ในการปะทะรอบที่ 2 ช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 ไทยจะสามารถสถาปนาความมั่นคงและยึดคืนพื้นที่สำคัญได้หลายจุด เช่น ช่องอานม้าซึ่งรวมไปถึงพื้นที่เนิน 677 และเนิน 500 แต่สำหรับเนิน 745 นั้นกองทัพอากาศไทยยังทำได้เพียงการใช้เครื่องบินขับไล่ F-16 เข้าโจมตีทางอากาศเพื่อลดทอนขีดความสามารถของข้าศึก หลังจากนั้นไม่กี่วันทหารกัมพูชาก็กลับมาสร้างสิ่งก่อสร้างสิ่งก่อสร้างบนเนินดังกล่าวอีกครั้ง ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ไม่มั่นใจสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่หลังจากการหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคมปีเดียวกัน
ชาวบ้านในพื้นที่และอดีตทหารพรานต่างฝากความหวังไว้ที่ "พี่เติ่ง" โดยต้องการให้ท่านสั่งการให้กองทัพบกไทยส่งกำลีงทหารประสานงานร่วมกับเครื่องบินขับไล่ F-16 โจมตีทหารกัมพูชาจนสามารถเผด็จศึกยึดเนิน 745 กลับมาให้ได้ เพื่อไม่ให้เกิดการปะทะซ้ำซากในอนาคต
ซึ่งพลโท วีรยุทธ รักศิลป์ได้เน้นย้ำถึงบทเรียนที่ได้รับ โดยสั่งการให้ เร่งสร้างถนน เข้าสู่พื้นที่ป่าเพื่อให้ยานพาหนะทางทหารเข้าถึงจุดยุทธศาสตร์ได้สะดวกขึ้น เพื่อปิดช่องว่างที่ฝ่ายกัมพูชาเคยมักใช้แอบอ้างสิทธิ์และวางกำลังรุกราน
ภารกิจทวงคืนอธิปไตยเหนือเนิน 745 จึงเปรียบเสมือนบททดสอบสำคัญของ "ขุนศึกอีสาน" ผู้นี้ ที่ต้องใช้ทั้งความเด็ดขาดทางทหาร ชั้นเชิงทางการทูต และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อนำผืนดินไทยที่ยังหลงเหลือกลับคืนมาเป็นดินแดนที่สมบูรณ์ของประเทศไทยหลังจากปราบทหารกัมพูชาได้แล้ว
พี่เติ่ง พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ พี่ชายที่แสนดีของทหารในสังกัดกองทัพภาคที่ 2 ไม่เพียงแต่เป็นผู้นำที่เด็กขาด เฉียบขาด และหลักแหลมในด้านยุทธการเท่านั้น แต่ท่านยังเข้าถึงชุมชนได้ง่าย ทำให้ชาวบ้านมองว่าทหารคือพึ่งของประชาชนในทุกโอกาส หากจะถามว่าการปะทะรอบ 3 ท่านจะทำได้หรือไม่ คำตอบนั้นต้องรอดูต่อไปกับบทบาทของท่านนับจากนี้ สุดท้ายนี้ขอนำภาพพี่เติ่ง พี่ชายใจดีขณะที่เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 มาให้ชมกัน สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
กองทัพภาคที่ 2
Nusra Vorapatratorn
ส่งกำลังใจ
DARK SIDE
ไทยรัฐทีวี
เรียบเรียงโดย : จ่าหวาน เกรียงไกร
กัมพูชา
ประเทศไทย
การเมือง
บันทึก
1
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย