7 ม.ค. เวลา 13:30 • ข่าว

สหรัฐฯ กับการเดิมพันการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของเวเนซุเอลา

การตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการใช้ปฏิบัติการทางทหารภายในเวเนซุเอลา และนำตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร พร้อมภรรยา ซีเลีย ฟลอเรส ออกนอกประเทศ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของท่าทีวอชิงตันต่อภูมิภาคลาตินอเมริกา กล่าวคือ เป็นการละทิ้งความยับยั้งชั่งใจที่ปฏิบัติมาอย่างยาวนาน และหันไปสู่การใช้อำนาจอย่างเปิดเผยในนามของความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ
การโจมตีฐานทหารของเวเนซุเอลาอย่างน้อยห้าแห่งสะท้อนว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้มองภูมิภาคนี้เป็นเพียงประเด็นรองด้านความมั่นคงอีกต่อไป หากแต่เป็นเวทีของการเผชิญหน้าโดยตรง อย่างไรก็ตาม ภารกิจการขับเคลื่อนเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านประเทศเวเนซุเอลานั้น ยังมีคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบอีกมาก
ประเด็นแรก ปฏิบัติการโจมตีและนำตัวมาดูโรออกนอกประเทศของสหรัฐฯ จะเสี่ยงนำไปสู่ความตึงเครียดที่บานปลายโดยไม่ตั้งใจหรือไม่? รัฐบาลที่เหลืออยู่ในกรุงการากัสย่อมไม่ยอมจำนนโดยสงบ และจนถึงเวลานี้ ยังเร็วเกินไปที่จะตีความความหมายที่แท้จริงของคำกล่าวประธานาธิบดีทรัมป์ที่กล่าวว่า สหรัฐฯ จะบริหารประเทศ เวเนซุเอลาไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่
กระนั้นก็ตาม กองทัพ กลุ่มกำลังกึ่งทหาร และเครือข่ายอาชญากรรมในประเทศ อาจยกระดับการต่อต้าน และสร้างฐาน โดยเฉพาะตามแนวพรมแดนติดโคลอมเบีย กายอานา และบราซิล ซึ่งอาจทำให้พื้นที่คาริบเบียนและลุ่มน้ำแอมะซอนกลายเป็นแนวปะทะที่ท้าทายต่อการเข้ามาแทรกแซงของทุกฝ่าย รวมทั้งสหรัฐฯ เองด้วย
ในความเป็นจริง คำกล่าวว่า “สหรัฐฯ จะบริหารประเทศ” นั้น น่าจะเป็นการส่งสัญญาณเตือนเชิงการเมืองต่อผู้นำเวเนซุเอลามากกว่าจะเป็นความตั้งใจตรงไปตรงมา กล่าวคือ สหรัฐฯ ต้องการแสดงจุดยืนว่าพร้อมทุ่มเททรัพยากรเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในประเทศ และผู้นำเวเนซุเอลาควรยอมรับและให้ความร่วมมือกับทิศทางดังกล่าว
ประเด็นที่สอง ฐานทางกฎหมายของการเสริมกำลังทางทหารและการนำตัวมาดูโรออกนอกประเทศ มีความชัดเจนมากขึ้นแล้วหรือไม่? แม้ทางสหรัฐฯ จะให้เหตุผลว่าปฏิบัติการเมื่อวันที่ 3 มกราคม รวมถึงการโจมตีทางเรือตลอดเกือบห้าเดือนในทะเลแคริบเบียน เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจต่อต้านยาเสพติด แต่มีฝ่ายวิจารณ์ตั้งคำถามถึงความไม่โปร่งใสการดำเนินงานด้านข่าวกรอง กลไกกำกับดูแลพลเรือน และกระบวนการอนุมัติคำสั่ง ซึ่งอาจขัดแย้งกับกฎหมายระหว่างประเทศและหลักเกณฑ์การใช้กำลัง
การที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังไม่สื่อสารอย่างชัดเจนอาจบั่นทอนความเชื่อมั่น และตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดความตึงเครียดในความสัมพันธ์สหรัฐ-ลาตินอเมริกามาอย่างยาวนาน
ประเด็นที่สาม ปฏิบัติการครั้งนี้จะส่งแรงสะเทือนไปทั่วซีกโลกละตินอเมริกาอย่างไร? หลายรัฐบาลและภาคประชาสังคมในภูมิภาคมองการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็นการหวนคืนสู่นโยบายแทรกแซง อาจยิ่งกระตุ้นกระแสต่อต้านสหรัฐฯ และผลักดันให้หลายประเทศเอนเอียงไปหามหาอำนาจนอกภูมิภาค เช่น จีนและรัสเซีย ส่งผลให้ความร่วมมือระดับภูมิภาคที่สหรัฐฯ ต้องการกลับยิ่งยากขึ้น
ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ปี 2025 วางกรอบให้ซีกโลกตะวันตกเป็นสมรภูมิยุทธศาสตร์หลักของสหรัฐฯ ภายใต้สิ่งที่รัฐบาลเรียกว่า “หลักการทรัมป์” ต่อเนื่องจากแนวคิดมอนโรนั่นเอง ซึ่งตีความใหม่ให้เน้นอธิปไตยของภูมิภาค การควบคุมการย้ายถิ่น และการต่อต้านยาเสพติดในฐานะผลประโยชน์ความมั่นคงระดับแกนกลาง
แต่ภายใต้การตีกรอบเชิงอุดมการณ์ใหม่นี้ ยังคงปรากฏความต่อเนื่องสำคัญอยู่ว่า การมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ กับภูมิภาคนี้ในทางปฏิบัติ ถูกขับเคลื่อนโดยกองบัญชาการภาคใต้ผ่านกิจการทูตทางทหาร ความร่วมมือด้านความมั่นคง และปฏิบัติการร่วมต่าง ๆ มานานแล้ว จนภูมิภาคนี้กลายเป็น “ลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างเงียบ ๆ” มาต่อเนื่อง
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เอกสารยุทธศาสตร์ฉบับนี้คือการเปลี่ยนทิศเชิงยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง หรือเพียงการบรรจุกรอบความร่วมมือทางทหารเดิมเข้าไปในถ้อยคำที่แข็งกร้าวขึ้น ซึ่งคราวนี้รวมถึงการพาเวเนซุเอลากลับสู่เส้นทางประชาธิปไตย หลังจากผ่านพ้น 27 ปีนับตั้งแต่การขึ้นสู่อำนาจของอูโก ชาเวซ ผู้ซึ่งมอบตำแหน่งประธานาธิบดีให้แก่นิโกลัส มาดูโรในปี 2013
ความมั่นคงในซีกโลกตะวันตกภายใต้นโยบาย America First
นโยบายAmerica First ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ ถือเป็นการปรับทิศทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ไปสู่ความร่วมมือแบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์มากขึ้น พร้อมกับให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อมาตรการที่มุ่งสร้างหลักประกันต่อความมั่นคงภายในประเทศของสหรัฐฯ ในกรอบคิดเช่นนี้ รัฐบาลทรัมป์มองเวเนซุเอลา นโยบายดังกล่าวไม่เพียงเป็นต้นตอของความไม่มั่นคงในภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังเป็นความท้าทายโดยตรงต่ออิทธิพลของสหรัฐฯ ในซีกโลกตะวันตก อย่างไรก็ดี ความสำคัญของเวเนซุเอลาในกรอบ อเมริกาต้องมาก่อน มีลักษณะซับซ้อนและหลายชั้น
ประการแรก เวเนซุเอลาถูกวางกรอบให้เป็นศูนย์กลางของอาชญากรรมข้ามชาติและเครือข่ายค้ายาเสพติด ซึ่งถูกอธิบายว่าเชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงภายในของสหรัฐฯ ประการที่สอง ระบอบการปกครองในเวเนซุเอลาถูกมองว่าเป็นตัวแทน ของมหาอำนาจนอกภูมิภาค โดยเฉพาะรัสเซียและคิวบา ซึ่งการเข้ามามีบทบาทของสองประเทศนี้ถูกมองว่าบั่นทอนอำนาจต่อรองและอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ของสหรัฐฯ ในลาตินอเมริกา
ด้วยเหตุนี้ การใช้กำลังเชิงรุก เช่น การโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ และการสกัดกั้นทางทะเล จึงสอดคล้องกับหลักคิด อเมริกาต้องมาก่อน กล่าวคือ เป็นการใช้กำลังฝ่ายเดียว เพื่อลดทอนขีดความสามารถในการปฏิบัติการของเวเนซุเอลา และส่งสัญญาณเชิงจิตวิทยาว่าสหรัฐฯ มีความมุ่งมั่นต่อภูมิภาคละตินอเมริกา โดยไม่จำเป็นต้องรอการเห็นชอบหรือการสนับสนุนจากนานาชาติในวงกว้าง
ขณะที่บรรยาการศภายในสหรัฐฯ การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศการแบ่งขั้วทางการเมืองที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การตัดสินใจของประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากฐานเสียงอนุรักษ์นิยม ซึ่งมองว่าการใช้กำลังทางทหารอย่างเด็ดขาดในภูมิภาคนี้เป็นสัญลักษณ์ของการฟื้นฟูความแข็งแกร่งและศักยภาพในการยับยั้งของสหรัฐฯ จากผลการสำรวจของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดร่วมกับฮาร์ริสในช่วงต้นเดือนธันวาคม พบว่า 64% ของชาวอเมริกันเห็นว่าจำเป็นต้องปลดมาดูโรออกจากตำแหน่ง
ขณะที่ผลสำรวจของสำนักข่าว CBS เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนกลับพบว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังทางทหาร และต้องการให้รัฐบาลชี้แจงท่าทีต่อเวเนซุเอลาให้ชัดเจนก่อน อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาในสภาคองเกรสมีความหลากหลาย ฝ่ายผู้นำพรรครีพับลิกันโดยมากสนับสนุนรัฐบาลทรัมป์ โดยมองว่าการแทรกแซงครั้งนี้เป็นการยืนหยัดต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติและเผด็จการค้ายาเสพติด
ในทางตรงกันข้าม พรรคเดโมแครตแสดงความกังวลต่อการขาดอำนาจอนุมัติจากสภาคองเกรส ความเสี่ยงที่พลเรือนจะได้รับผลกระทบ และความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะถูกดึงเข้าไปในความขัดแย้งระดับภูมิภาคที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้เกิดฉันทามติทางการเมืองที่แตกแยก ซึ่งอาจจำกัดพื้นที่การดำเนินนโยบายทางการทูตของฝ่ายบริหาร แม้สหรัฐฯ จะประกาศจุดยืนทางทหารอย่างแข็งกร้าวในเวทีระหว่างประเทศก็ตาม
ตลอดการดำรงตำแหน่งในห้วงปี 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์ได้หันไปใช้มาตรการทางทหารอย่างชัดเจนในหลายพื้นที่ความขัดแย้ง ในตะวันออกกลาง สหรัฐฯ ดำเนินการโจมตีทางอากาศต่อสิ่งอำนวยความสะดวกด้านนิวเคลียร์ภายในอิหร่าน โดยมุ่งเป้าไปยังแหล่งเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่สำคัญ เช่น Fordow, Natanz และโรงงานใกล้เมืองIsfahan ส่วนในภูมิภาคทะเลแดง สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการขนาดใหญ่ในชื่อ Operation Rough Rider โดยใช้กำลังโจมตีทางอากาศและทางเรือต่อกองกำลังฮูตีในเยเมน เพื่อยุติการโจมตีเส้นทางเดินเรือพาณิชย์
สหรัฐฯ ได้อธิบายปฏิบัติการเหล่านี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกรอบแนวคิดการป้องกันภัยล่วงหน้า (forward defence) และเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการในบางกรณี โดยเฉพาะเมื่อเป้าหมายถูกจัดให้เป็น “ผู้ก่อการร้ายค้ายาเสพติด” ควบคู่กันนั้น ยังมีข้อเสนอให้ยกระดับท่าทีทางทหารของสหรัฐฯ อย่างครอบคลุม รวมถึงการเพิ่มความเข้มข้นของปฏิบัติการข่าวกรอง การส่งกำลังปฏิบัติการพิเศษ และการเสริมกำลังทางทหารอย่างมีนัยสำคัญทั้งในภูมิภาคแคริบเบียนและนอกประเทศ
ส่งผลให้แนวทางเชิงรุกของสหรัฐฯ มีหลายแนวรบ ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ มีตั้งแต่กลุ่มที่ไม่ใช่รัฐไปจนถึงรัฐคู่แข่ง พร้อมกับลดข้อจำกัดทางกฎหมายที่เป็นทางการต่อการดำเนินการฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ
ในทำนองเดียวกัน ปฏิบัติการ Operation Absolute Resolve ซึ่งเป็นปฏิบัติการนำตัวมาดูโร ถูกประธานาธิบดีทรัมป์วางกรอบให้เป็นปฏิบัติการร่วมระหว่างทหารและการบังคับใช้กฎหมา ที่ดำเนินการตามคำร้องขอของกระทรวงยุติธรรม
ผลกระทบของการโจมตีต่อสิ่งที่ยังคงเหลืออยู่ในเวเนซุเอลาเป็นอย่างไร?
ปฏิบัติการร่วมระหว่างฝ่ายทหารและการบังคับใช้กฎหมายภายในเวเนซุเอลาได้สร้างแรงกดดันอย่างเด็ดขาดต่อแกนนำกลุ่มผู้สนับสนุนนิโกลัส มาดูโรที่ยังคงอยู่ในอำนาจ ได้แก่ เดลซี่ โรดริเกซ (Delcy Rodriguez) อดีตรองประธานาธิบดีซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่รักษาการประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปาดรีโน (Vladimir Padrino) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และดิโอโอดาโด กาเบโย (Diosdado Cabello) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อย่างไรก็ดี ประสิทธิผลของปฏิบัติการดังกล่าวยังไม่สามารถระบุถึงแรงกดดันดังกล่าวได้
Vladimir Padrino (คนที่ 2 จากซ้าย), Delcy Rodriguez (คนที่ 3 จากซ้าย) และ Diosdado Cabello (คนที่ 4 จากซ้าย)
ในทางยุทธวิธี การโจมตีทำให้ขีดความสามารถเร่งด่วนของระบอบการปกครองลดต่ำลง ทั้งการทำลายหรือสร้างความเสียหายต่อฐานทัพ เครื่องบิน ที่เก็บเชื้อเพลิง สถานีเรดาร์ และศูนย์โลจิสติกส์ที่กองทัพเวเนซุเอลาใช้สำหรับการปฏิบัติการทางการทหาร ส่งผลให้ต้นทุนด้านทรัพยากรในการต่อต้านสหรัฐฯ และกองกำลังฝ่ายตรงข้ามเพิ่มสูงขึ้น และทำให้การดำเนินงานและการส่งกำลังบำรุงในชีวิตประจำวันซับซ้อนและยากลำบากยิ่งขึ้น
ในระดับยุทธการ การโจมตีได้บ่อนทำลายระบบสั่งการและควบคุม ขัดขวางช่องทางการสื่อสาร และลดทอนพื้นที่หลบภัยที่ปลอดภัยสำหรับฝ่ายรัฐบาล ส่งผลให้หน่วยความมั่นคงของระบอบการปกครองและกองกำลังกึ่งทหารพันธมิตรต้องเผชิญความเสี่ยงและต้นทุนที่สูงขึ้นในการปฏิบัติการอย่างเสรี การโจมตีทางอากาศและภาคพื้นในลักษณะกดดันเช่นนี้ ยังอาจเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการแตกแถวในหมู่เจ้าหน้าที่ระดับล่าง หรือกลุ่มชนชั้นนำที่ได้ประโยชน์เชิงอุปถัมภ์ ซึ่งกังวลว่าจะถูกตัดขาดจากเครือข่ายผลประโยชน์เดิมของมาดูโร
ในเชิงการเมือง การโจมตีได้บ่อนทำลายเกราะคุ้มกันทางการเมืองของระบอบอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญหากสหรัฐฯ ต้องการให้การต่อรองกันภายในชนชั้นนำเดินหน้าไปสู่การเปลี่ยนผ่าน ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเตือนผู้นำเหล่านี้ในการแถลงข่าววันเสาร์ว่า ‘นักการเมืองในเวเนซุเอลาควรตระหนักว่ามีสิ่งที่เกิดขึ้นกับมาดูโร ซึ่งอาจเกิดขึ้นกับพวกเขาได้เช่นกัน’
อย่างไรก็ตาม แรงกดดันทางทหารอาจให้ผลตรงกันข้ามได้เช่นกัน อาทิ การทำให้ประชาชนรวมตัวสนับสนุนรัฐบาลมากขึ้น การปราบปรามภายในประเทศที่รุนแรงขึ้น การหันไปพึ่งพาผู้สนับสนุนจากต่างชาติอย่างรัสเซีย อิหร่าน และจีน ตลอดจนปฏิกิริยาตอบโต้เชิงชาตินิยมที่ทำให้ความพยายามจูงใจให้เกิดการแตกแถวซับซ้อนยิ่งขึ้น รายงานล่าสุดระบุว่า การากัส (Caracus) ได้เริ่มเดินหน้าขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนว่าการโจมตีอาจยิ่งดึงผู้เล่นจากภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น
การแถลงข่าวของทรัมป์จากมารา-ลาโก (Mar-a-Lago) สะท้อนให้เห็นถึงนัยของการใช้กำลังทางทหารโดยปราศจากจุดสิ้นสุดที่ชัดเจน รวมถึงระบุด้วยว่าสหรัฐฯ พร้อมเปิดฉากการโจมตีรอบที่สองซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเดิม หากเห็นว่าจำเป็น ขณะที่กระบวนการทางการเมืองและการทูตไม่ได้เดินหน้าควบคู่ไปพร้อมกัน อาจทำให้การดำเนินการของสหรัฐฯ ขาดความชอบธรรม และเพิ่มอำนาจให้กับเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายระบอบ และก่อให้เกิดความไม่มั่นคงยืดเยื้อในเวเนซุเอลาในระยะยาว
ในขณะนี้ ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ (NSS) ของทรัมป์และท่าทีในภาพรวมถูกมองว่าเป็นความพยายามปรับโฉมการเมืองของภูมิภาค สนับสนุนรัฐบาลที่มีแนวคิดสอดคล้อง และกดดันรัฐบาลที่มีความแตกต่าง ทว่าหากสหรัฐฯ ต้องการเปลี่ยนภาพดังกล่าว ก็จำเป็นต้องส่งสัญญาณให้ชัดเจนว่า ความร่วมมือไม่ได้ขึ้นกับความสอดคล้องทางอุดมการณ์ แต่ตั้งอยู่บน “ผลประโยชน์ร่วม” โดยเฉพาะอาชญากรรมข้ามชาติที่มีต้นตอมาจากเวเนซุเอลา ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์ร่วม แม้จะยังมีความเห็นต่างในประเด็นอื่น ๆ ก็ตาม
จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้?
แนวทางของสหรัฐฯ ในการสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงระดับภูมิภาค มักวางกรอบความร่วมมือในมิติของ “ผลประโยชน์ด้านความมั่นคงร่วมกัน” เช่น การต่อต้านยาเสพติด การสกัดกั้นทางทะเล และการปราบปรามการลักลอบ มากกว่าการเข้าไปมีส่วนร่วมในปฏิบัติการรบโดยตรงร่วมกับประเทศในภูมิภาค
แต่ภายหลังการโจมตีครั้งนี้ คำถามสำคัญคือ สหรัฐฯ จะยังยืนยันท่าทีเรื่อง การเคารพอธิปไตยและการปรึกษาหารือในกรอบพหุภาคี ได้อย่างไร เพราะการโจมตีดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการยกระดับการใช้กำลังเท่านั้น หากยังอาจเป็นจุดเปลี่ยน ต่อรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับลาตินอเมริกาอีกด้วย
ผลลัพธ์สุดท้ายอาจจะจะนำไปสู่เสถียรภาพ หรือกลับสร้างวงจรความไม่ไว้วางใจรูปแบบใหม่ ย่อมขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของการดำเนินนโยบายในการผสมผสานท่าทีทางทหารเข้ากับ การทูต ความอ่อนน้อม และความร่วมมือเชิงสถาบันในระยะยาว
ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า หากสหรัฐฯ เข้าไปบริหารเวเนซุเอลา สหรัฐฯ จะ “นำความมั่งคั่งจากใต้ผืนดิน” มาใช้ โดยผลประโยชน์จะตกแก่ประชาชนเวเนซุเอลา และส่วนหนึ่งจะมอบให้สหรัฐฯ ในฐานะ “ค่าชดเชยต่อความเสียหาย” ที่ถูกกระทำ
ทั้งนี้ รัฐบาลลาตินอเมริกาจำนวนมาก ไม่ว่ามาจากฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา จะพยายามรักษาความเป็นอิสระของตน โดยเลือกสร้างดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจ มากกว่าการเข้าร่วมอย่างเบ็ดเสร็จกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
สำหรับประเทศเหล่านี้ การมีปฏิสัมพันธ์กับจีน หรือประเทศอื่น ๆ อาจเป็นวิธีเพิ่มอำนาจต่อรอง สร้างเงื่อนไขความร่วมมือที่ดีกว่า และลดการพึ่งพิงสหรัฐฯ มากเกินไป ทั้งนี้ยิ่งสอดคล้องกับเอกสารยุทธศาสตร์ล่าสุดของจีนต่อภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียน ซึ่งจีนให้คำมั่นสนับสนุน โดยมีเงื่อนไขทางการเมืองเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่มีเลย
นอกจากนี้ หากประธานาธิบดีทรัมป์สามารถเปลี่ยนการลงทุนของสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลาให้กลายเป็นผลตอบแทนทางการเงินแก่ชาวอเมริกันได้จริง ฐานเสียงของเขาย่อมสนับสนุนแนวทางดังกล่าวอย่างแน่นอน แต่การหวังผลตอบแทนจากอุตสาหกรรมน้ำมันที่ล่มสลายและไร้ประสิทธิภาพอย่างหนักเช่นนี้ ถือเป็น การเดิมพันที่เสี่ยงสูงในระยะสั้น
ทรัมป์ยังย้ำว่า หากสหรัฐฯ เข้าไปบริหารเวเนซุเอลา จะนำทรัพยากรใต้ดินมาใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนเวเนซุเอลา และเพื่อสหรัฐฯ ในฐานะค่าชดเชยความเสียหาย แต่การจะทำเช่นนั้น สหรัฐฯ จำเป็นต้องเปิดทางให้บริษัทอเมริกันและนานาชาติเข้าไปฟื้นฟูภาคน้ำมัน ลงทุนในทรัพยากรที่ยังไม่ได้ใช้ และย้ายวิศวกรกับช่างเทคนิคจำนวนมากเข้าไปในเวเนซุเอลา
ปัจจุบันเวเนซุเอลาถูกจัดเป็นพื้นที่ห้ามเดินทางของหลายประเทศตะวันตก นอกจากนี้ ปัญหาอาชญากรรม ความยากจน และโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรมยังต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เวเนซุเอลากลับมาน่าดึงดูดสำหรับการลงทุน ทั้งหมดนี้ต้องดำเนินควบคู่กับการประคับประคองกระบวนการกลับสู่ประชาธิปไตยได้อย่างปลอดภัย สนับสนุนหลักนิติธรรม และทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้จริง
เมื่อมองไปข้างหน้า เวเนซุเอลากำลังอยู่ใน ภาวะเปราะบางอย่างยิ่ง หากสถานการณ์ปัจจุบันนำไปสู่การยอมจำนนของระบอบอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเกิดจากความแตกแยกภายใน การถอนตัวของชนชั้นนำ หรือแรงกดดันจากภายนอกอย่างต่อเนื่อง เส้นทางสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยก็ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
แม้ว่ามาเรีย โครินา มาชาโด (María Corina Machado) เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพและผู้นำพรรคฝ่ายค้านจะกลับมามีพลังทางการเมือง แต่ส่วนใหญ่ยังพำนักอยู่นอกประเทศ และขาดฐานอำนาจเชิงสถาบันในการรองรับความชอบธรรมทางการเมือง ภายหลังจากถูกกดดันและกีดกันทางการเมืองมาหลายปี
ในระยะสั้น การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในเวเนซุเอลาจำเป็นต้องมี การเจรจาอย่างจริงจัง เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดสุญญากาศทางอำนาจยืดเยื้อที่เปิดโอกาสให้กลุ่มมาดูริสตา (Maduristas) ยังคงปกครองประเทศต่อไป สำหรับสหรัฐฯ และประเทศในภูมิภาค ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนระบอบระบอบการปกครอง
หากแต่อยู่ที่การสนับสนุนกระบวนการที่ชอบธรรมและครอบคลุม ที่จะนำการบริหารบ้านเมืองกลับคืนสู่การากัส (Caracas) ฟื้นฟูเศรษฐกิจทั่วประเทศ และหลีกเลี่ยงการทำให้เกิดวงจรการพึ่งพิงและความไม่ไว้วางใจซ้ำเดิม ซึ่งกัดกร่อนพัฒนาการของเวเนซุเอลามาอย่างยาวนาน
Sources:
โฆษณา