เมื่อวาน เวลา 12:00 • ประวัติศาสตร์

เจสซี เจมส์ : เรื่องเล่าจากชีวิตอาชญากรผู้เป็นตำนานแห่งอเมริกา

วีรบุรุษนอกกฎหมายหรือฆาตกรเลือดเย็น?
เจสซี เจมส์ เป็นชื่อที่กระตุ้นจินตนาการของผู้คนมานานนับศตวรรษ ในมุมหนึ่ง เขาคือสัญลักษณ์ของการต่อต้านอำนาจรัฐ เป็นกองโจรฝ่ายใต้ผู้ไม่ยอมจำนน แต่ในอีกมุมหนึ่ง เขาคืออาชญากรผู้โหดเหี้ยมที่ปล้นและฆ่าอย่างเลือดเย็น เรื่องราวนี้จะไม่ได้ตัดสินว่าเขาเป็นใคร แต่จะเจาะลึกเข้าไปในประสบการณ์ส่วนตัวที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นบุคคลในตำนาน โดยอาศัยฉากหลังของความขัดแย้งทางการเมือง สังคม และสงครามกลางเมืองอเมริกาที่เดือดพล่านเป็นเบ้าหลอมชีวิตของเขา
1. รากเหง้าแห่งการกบฏ: วัยเยาว์ใน "ลิตเติ้ลดิกซี"
ชีวิตของเจสซี เจมส์ เริ่มต้นขึ้นในใจกลางของความขัดแย้งที่กำลังจะปะทุขึ้นเป็นสงครามกลางเมือง สภาพแวดล้อมและครอบครัวในวัยเด็กได้ปลูกฝังอุดมการณ์และความเชื่อที่จะกำหนดเส้นทางชีวิตของเขาไปตลอดกาล
1.1. การเติบโตในครอบครัวฝ่ายใต้
เจสซี วูดสัน เจมส์ เกิดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 1847 ในเคลย์เคาน์ตี้ รัฐมิสซูรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รู้จักกันในชื่อ 'ลิตเติ้ลดิกซี' (Little Dixie) เนื่องจากมีผู้คนจำนวนมากอพยพมาจากรัฐฝ่ายใต้ บิดาของเขา โรเบิร์ต เจมส์ เป็นทั้งนักเทศน์และชาวไร่ป่านที่นับถือ แต่ได้เสียชีวิตลงด้วยอหิวาตกโรคระหว่างเดินทางไปแคลิฟอร์เนียในช่วงตื่นทอง ทำให้มารดาของเขา เซเรลดา ต้องเป็นม่ายตั้งแต่อายุเพียง 25 ปี เพื่อความอยู่รอด เธอได้แต่งงานใหม่กับเบนจามิน ซิมส์ ชาวไร่ผู้มั่งคั่ง ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต
และต่อมาได้แต่งงานกับ ดร. รูเบน ซามูเอล แพทย์ชนบท ครอบครัวเจมส์เป็นเจ้าของทาสจำนวน 6 คน ซึ่งสะท้อนถึงสถานะและวิถีชีวิตแบบชาวใต้ได้อย่างชัดเจน
1.2. อุดมการณ์ที่ถูกหล่อหลอม
เจสซีเกิดและเติบโตในเบ้าหลอมทางการเมืองที่ร้อนระอุ รัฐบัญญัติแคนซัส-เนแบรสกา ปี 1854 ได้คุกคามสถานะการเป็นรัฐที่สนับสนุนการค้าทาสของมิสซูรี และการเลือกตั้ง อับราฮัม ลินคอล์น ในปี 1860 ก็ยิ่งผลักดันให้รัฐฝ่ายใต้แยกตัวออกจากสหภาพ เหตุการณ์เหล่านี้ได้สร้างบรรยากาศแห่งความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การเติบโตมาในครัวเรือนที่สนับสนุนการมีทาสท่ามกลางความวุ่นวายนี้
ทำให้เจสซีซึมซับอุดมการณ์ความสูงสุดของคนขาว (white supremacy) มาตั้งแต่เยาว์วัย ดังที่นักประวัติศาสตร์ ที.เจ. สไตลส์ (T.J. Stiles) ได้กล่าวไว้ว่า "เขาเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กว่าคนแอฟริกัน-อเมริกันนั้นด้อยกว่า และการกดขี่พวกเขาคือรากฐานของสังคมฝ่ายใต้" ความเชื่อนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในตัวตนของเขา และเป็นแรงผลักดันสำคัญในการเข้าร่วมสงครามในเวลาต่อมา
1.3. ประกายไฟแห่งความขัดแย้ง
จุดเปลี่ยนสำคัญในวัยเด็กของเจสซีเกิดขึ้นเมื่อกองกำลังฝ่ายสหภาพบุกโจมตีบ้านของเขาเพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับแฟรงก์ พี่ชายของเขาซึ่งเข้าร่วมกับกองโจรฝ่ายใต้ พวกเขาได้ทรมานพ่อเลี้ยงของเจสซีอย่างโหดเหี้ยม และมีข้อกล่าวหาว่าเจสซีในวัยเยาว์ก็ถูกทำร้ายในเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย
ประสบการณ์อันเลวร้ายนี้ได้จุดประกายความเกลียดชังต่อฝ่ายสหภาพ และผลักดันให้เจสซี เจมส์ ในวัยหนุ่มตัดสินใจเลือกเดินบนเส้นทางแห่งความรุนแรงในสงครามกลางเมืองที่กำลังคืบคลานเข้ามา
2. กองโจรแห่งสมรภูมิ: จุดเปลี่ยนในสงครามกลางเมือง
สงครามกลางเมืองไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังในชีวิตของเจสซี เจมส์ แต่มันคือโรงเรียนที่สอนให้เขารู้จักความโหดเหี้ยม และเปลี่ยนเด็กหนุ่มชาวไร่ให้กลายเป็นนักรบที่ไร้ความปรานี
2.1. สู่สมรภูมิรบ
ในปี 1864 เจสซี เจมส์ ในวัยเพียง 16 ปี ได้ตัดสินใจตามรอยแฟรงก์ พี่ชายของเขา เข้าร่วมกับกองโจรของ 'บลัดดี บิลล์' แอนเดอร์สัน (Bloody Bill' Anderson) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มกองโจรฝ่ายใต้ที่โหดเหี้ยมที่สุดในมิสซูรี
2.2. บทพิสูจน์ความโหดเหี้ยม
ชื่อเสียงของเจสซีในฐานะนักรบได้ถูกจารึกไว้ใน เหตุการณ์สังหารหมู่ที่เซนทราเลีย (Centralia Massacre) เมื่อวันที่ 27 กันยายน 1864 กลุ่มของแอนเดอร์สันได้บุกปล้นรถไฟและสังหารทหารฝ่ายสหภาพที่ไม่มีอาวุธ 22 นายอย่างเลือดเย็น จากนั้น เมื่อกองกำลังฝ่ายสหภาพถูกส่งมาไล่ล่า พวกเขาก็ถูกซุ่มโจมตี ทหารเกือบทั้งหมดถูก "สังหารโหด ถลกหนังศีรษะ และชำแหละศพ" ซึ่งสะท้อนถึงความป่าเถื่อนของสงครามกองโจรที่หล่อหลอมเจสซี เหตุการณ์นี้สร้างชื่อเสียงให้เขาในฐานะ "นักรบผู้กล้าหาญและโหดเหี้ยม"
2.3. บาดแผลจากสงคราม
แม้จะรอดชีวิตจากสมรภูมิมาได้ แต่สงครามก็ได้ทิ้งบาดแผลไว้กับเจสซี ตอนอายุ 17 ปี เขาถูกยิงที่หน้าอกขณะพยายามยอมจำนนต่อทหารฝ่ายสหภาพ และเมื่อสงครามสิ้นสุดลง อดีตทหารฝ่ายใต้อย่างเขาก็ถูกจำกัดสิทธิ์ต่างๆ เช่น การห้ามลงคะแนนเสียงหรือดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งยิ่งตอกย้ำความรู้สึกแปลกแยกและโกรธแค้นต่อรัฐบาลกลาง
ทักษะการต่อสู้ แนวคิดที่โหดร้าย และความไม่เคารพกฎหมายที่เขาได้เรียนรู้จากสงครามกองโจร ไม่ได้จบลงพร้อมกับสงคราม แต่กลับกลายเป็นรากฐานสำคัญที่นำเขาไปสู่การเป็นอาชญากรที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา
3. จากทหารสู่โจร: กำเนิดอาชญากรผู้โด่งดัง
เมื่อสงครามสิ้นสุดลง เจสซีและอดีตกองโจรคนอื่นๆ ไม่ได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุข แต่ได้นำยุทธวิธีแบบกองโจรมาปรับใช้กับการก่ออาชญากรรม โดยมีเป้าหมายเป็นสถาบันที่พวกเขามองว่าเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจฝ่ายเหนือ
การก่ออาชญากรรมของแก๊งเริ่มต้นขึ้นเกือบจะทันทีหลังสงครามจบสิ้น ภายใต้การนำของอาร์ชี เคลมองต์ (Archie Clement) หนึ่งในผู้ช่วยของ 'บลัดดี บิลล์' แอนเดอร์สัน เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1866 พวกเขาได้บุกปล้นธนาคารเคลย์เคาน์ตี้เซฟวิงส์ (Clay County Savings Association) ซึ่งเป็นของอดีตนายทหารพรรครีพับลิกัน และกวาดเงินสดและพันธบัตรไปกว่า 60,000 ดอลลาร์ ในเหตุการณ์ครั้งนั้น มีวัยรุ่นผู้บริสุทธิ์คนหนึ่งถูกยิงเสียชีวิต นับเป็นการเริ่มต้นเส้นทางอาชญากรรมหลังสงครามของพวกเขาอย่างแท้จริง
3.1. การปล้นที่สร้างชื่อ
การกระทำที่ทำให้เจสซี เจมส์ โด่งดังไปทั่วประเทศคือการปล้นธนาคารดาวีส์เคาน์ตี้เซฟวิงส์ (Davies County Savings Association) ในเดือนธันวาคม 1869 ซึ่งมีประเด็นสำคัญดังนี้:
* แรงจูงใจส่วนตัว: เจสซีได้ยิง จอห์น ชีตส์ (John Sheets) แคชเชียร์ของธนาคารเสียชีวิต เพราะเขาเข้าใจผิดว่าชีตส์คือนายทหารที่เคยสังหาร 'บลัดดี บิลล์' แอนเดอร์สัน ผู้เป็นต้นแบบและหัวหน้าเก่าของเขา
* ผลลัพธ์: การฆาตกรรมครั้งนี้ทำให้ชื่อของเขาถูกประโคมข่าวไปทั่ว และเขาถูกตราหน้าว่าเป็น "อาชญากรนอกกฎหมาย" (Outlaw) อย่างเป็นทางการ พร้อมมีค่าหัวจากผู้ว่าการรัฐมิสซูรี
3.2. การโจมตีของพิงเคอร์ตัน
เพื่อตามล่าแก๊งเจมส์ สำนักงานนักสืบพิงเคอร์ตัน (Pinkerton National Detective Agency) ได้บุกโจมตีบ้านของครอบครัวเจมส์ในตอนกลางคืน โดยขว้างระเบิดเข้าไปในบ้าน ส่งผลให้ Archie น้องชายต่างบิดาวัย 8 ขวบของเขาเสียชีวิต และแม่ของเขาสูญเสียแขนท่อนล่างไป เหตุการณ์ที่น่าสลดใจนี้กลับสร้างความเห็นใจจากสาธารณชนให้แก่เจสซีเป็นอย่างมาก และทำให้การกระทำของทางการดูโหดร้ายเกินกว่าเหตุ
3.3. รูปแบบการก่ออาชญากรรม
จะเห็นได้ว่าวิธีการและแรงจูงใจของเจสซีไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากสมัยสงครามเลยแม้แต่น้อย เขายังคงทำสงครามในรูปแบบของตัวเองต่อไป
การกระทำในฐานะกองโจร : การกระทำในฐานะอาชญากรยุคแรก
เป้าหมาย: กองกำลังฝ่ายสหภาพและผู้สนับสนุน : เป้าหมาย คือ ธนาคารและธุรกิจที่เป็นของเจ้าหน้าที่พรรครีพับลิกันและอดีตทหารฝ่ายสหภาพ
วิธีการ: การซุ่มโจมตี, การสังหารอย่างโหดเหี้ยม : วิธีการ คือ การปล้นโดยใช้อาวุธ, การสังหารผู้ขัดขวาง
แรงจูงใจ: อุดมการณ์ของฝ่ายใต้, การแก้แค้น : แรงจูงใจคือการต่อต้านรัฐบาลกลาง, การแก้แค้นส่วนตัว
นอกเหนือจากการใช้ความรุนแรงแล้ว เจสซียังฉลาดพอที่จะใช้เครื่องมือที่ทรงพลังอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ "สื่อ" เพื่อสร้างภาพลักษณ์และตำนานให้กับตนเอง
4. การสร้างตำนาน: ภาพลักษณ์ "โรบินฮู้ด" จอมปลอม
เจสซี เจมส์ เข้าใจดีว่าการต่อสู้ไม่ได้มีแค่ในสนามรบ แต่ยังรวมถึงการต่อสู้ในหน้าหนังสือพิมพ์ด้วย เขาจึงพยายามสร้างภาพลักษณ์ของตนเองให้เป็นมากกว่าแค่อาชญากรธรรมดา
4.1. พันธมิตรผ่านปลายปากกา
เจสซีได้ร่วมมือกับ จอห์น นิวแมน เอ็ดเวิร์ดส์ (John Newman Edwards) บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Kansas City Times ซึ่งเป็นอดีตทหารม้าฝ่ายใต้ เอ็ดเวิร์ดส์ได้ตีพิมพ์จดหมายและเรื่องราวของเจสซี โดยวาดภาพให้เขาเป็นวีรบุรุษผู้กล้าหาญที่ต่อสู้กับอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม
4.2. วาทะของจอมโจร
ในจดหมายที่ตีพิมพ์ เจสซีพยายามสร้างภาพลักษณ์ให้ดูยิ่งใหญ่และท้าทาย โดยกล่าวว่า:
"เราไม่ใช่ขโมย เราคือจอมโจรผู้กล้าหาญ" (We are not thieves, we are bold robbers)
คำพูดนี้สะท้อนความพยายามที่จะยกระดับการกระทำของตนเองจากการเป็นเพียงโจรปล้นธนาคาร ให้กลายเป็นการต่อสู้เชิงอุดมการณ์
4.3. ความจริงเบื้องหลังตำนาน
แม้เจสซีจะถูกขนานนามว่าเป็น "โรบินฮู้ดแห่งอเมริกาตะวันตก" แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตำนานนี้ไม่มีมูลความจริงเลยแม้แต่น้อย จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ "ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่บ่งชี้ว่าเขาเคยบริจาคหรือมอบเงินที่ปล้นมาให้แก่ผู้อื่น" เงินทั้งหมดที่ปล้นมาถูกใช้เพื่อประโยชน์ของตัวเขาและแก๊งเท่านั้น
4.4. แก๊งเจมส์-ยังเกอร์
ในช่วงที่โด่งดังที่สุด เขาได้ร่วมมือกับพี่น้องยังเกอร์ (Younger) ก่อตั้ง แก๊งเจมส์-ยังเกอร์ (James-Younger Gang) ซึ่งปฏิบัติการปล้นอย่างอุกอาจไปทั่ว การปล้นรถไฟสายร็อกไอแลนด์ (Rock Island Line) ที่พวกเขาได้สวมหน้ากากคูคลักซ์แคลน (Ku Klux Klan) เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงการกระทำของพวกเขากับอุดมการณ์ของฝ่ายใต้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ การปล้นรถไฟที่แกดส์ฮิลล์ รัฐมิสซูรี (Gads Hill, Missouri) ยังทำให้พวกเขาได้เงินไปถึง 12,000 ดอลลาร์ ซึ่งตอกย้ำถึงชื่อเสียงและความสำเร็จของแก๊ง
แม้ตำนานของเขาจะยิ่งใหญ่เพียงใด แต่ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวก็สามารถนำพาแก๊งอาชญากรที่โด่งดังที่สุดในยุคมาสู่จุดจบได้
5. จุดจบของแก๊ง และการทรยศครั้งสุดท้าย
ช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ของแก๊งเจมส์-ยังเกอร์สิ้นสุดลงอย่างกะทันหันในการปล้นเพียงครั้งเดียว ซึ่งนำไปสู่การล่มสลายของแก๊ง และจุดชนวนความหวาดระแวงที่นำไปสู่จุดจบของเจสซี เจมส์
5.1. การปล้นที่ล้มเหลว
ในปี 1876 แก๊งเจมส์-ยังเกอร์ได้วางแผนปล้นธนาคารที่เมืองนอร์ธฟิลด์ รัฐมินนิโซตา แต่การปล้นครั้งนี้กลับกลายเป็นหายนะ:
1. การวางแผนที่ผิดพลาด: ทันทีที่เริ่มการปล้น ชาวเมืองที่รู้ตัวได้หยิบปืนขึ้นมาต่อสู้ ทำให้สมาชิกแก๊ง 2 คนถูกยิงเสียชีวิตทันที
2. การฆาตกรรมที่โหดร้าย: โจเซฟ ลี เฮย์วูด (Joseph Lee Heywood) แคชเชียร์ของธนาคารที่ปฏิเสธจะเปิดตู้เซฟ ถูกสังหารอย่างเลือดเย็น
3. การล่มสลาย: หลังจากการไล่ล่าอย่างดุเดือด พี่น้องยังเกอร์ถูกจับกุมทั้งหมด เหลือเพียงเจสซีและแฟรงก์ที่หนีรอดไปได้ เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้แก๊งเจมส์-ยังเกอร์ที่เคยยิ่งใหญ่ต้องล่มสลายลงในชั่วข้ามคืน
5.2. ความหวาดระแวงในปีสุดท้าย
หลังจากแก๊งเดิมล่มสลาย เจสซีต้องตั้งแก๊งขึ้นมาใหม่กับสมาชิกรุ่นหลังที่ไม่เคยผ่านสงครามและไม่น่าไว้ใจเท่าเดิม ทำให้เขากลายเป็นคนขี้ระแวงและไม่เชื่อใจใคร แม้แต่คนที่ใกล้ชิดที่สุด
5.3. การทรยศจากคนที่ไว้ใจ
คนที่เจสซีไว้ใจที่สุดในบั้นปลายชีวิตคือสองพี่น้อง โรเบิร์ต และ ชาร์ลี ฟอร์ด เขายอมให้พวกเขาย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านด้วยเพื่อคอยคุ้มกัน แต่หารู้ไม่ว่า โรเบิร์ต ฟอร์ด (Robert Ford) ได้ทำข้อตกลงลับกับ ผู้ว่าการรัฐ โทมัส ที. คริตเทนเดน (Governor Thomas T. Crittenden) เพื่อแลกกับเงินรางวัลนำจับ 10,000 ดอลลาร์และอิสรภาพของตนเอง
5.4. วาระสุดท้าย
ในวันที่ 3 เมษายน 1882 ขณะที่เจสซีกำลังยืนจัดรูปภาพบนผนังในบ้านของตัวเองโดยหันหลังให้ โรเบิร์ต ฟอร์ด ได้ชักปืนขึ้นมายิงเขาที่ด้านหลังศีรษะ ปิดฉากชีวิตของอาชญากรผู้เป็นตำนานลงอย่างกะทันหัน
แม้ชีวิตของเจสซี เจมส์ จะจบลงด้วยการทรยศ แต่ตำนานของเขากลับยังคงอยู่และกลายเป็นหัวข้อที่ผู้คนถกเถียงกันมาจนถึงทุกวันนี้
6. มรดกที่ยังถกเถียง
ชีวิตของเจสซี เจมส์ เป็นผลผลิตของยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความรุนแรง การจะเข้าใจเขาได้นั้น จำเป็นต้องมองผ่านปัจจัยต่างๆ ที่หล่อหลอมตัวตนของเขาขึ้นมา
6.1. ปัจจัยที่หล่อหลอม
ชีวิตของเจสซี เจมส์ ถูกกำหนดโดยปัจจัยสำคัญ 3 ประการ:
* การเลี้ยงดู: เขาเติบโตมาในครอบครัวฝ่ายใต้ที่เป็นเจ้าของทาส ซึ่งปลูกฝังอุดมการณ์ความสูงสุดของคนขาวและความเกลียดชังต่อรัฐบาลกลาง
* ประสบการณ์สงคราม: ความโหดเหี้ยมของสงครามกองโจรได้ขัดเกลาเขาให้กลายเป็นนักรบที่เหี้ยมโหดและไม่เคารพกฎหมายใดๆ
* ความแค้นส่วนตัว: การที่ครอบครัวถูกกองกำลังฝ่ายสหภาพกระทำอย่างรุนแรง ได้สร้างแรงผลักดันส่วนตัวในการต่อต้านอำนาจรัฐอย่างถึงที่สุด
6.2. ตำนานที่ไม่เคยตาย
หลายสิบปีหลังการเสียชีวิตของเขา ชายชื่อ เจ. แฟรงก์ ดาลตัน (J. Frank Dalton) ได้อ้างว่าตนคือเจสซี เจมส์ตัวจริงที่รอดชีวิตมาได้ เรื่องนี้กลายเป็นข่าวดังและสะท้อนให้เห็นว่าผู้คนยังคงหลงใหลในตำนานของเขามากเพียงใด แม้ว่าผลการตรวจ DNA ในปี 1995 จะยืนยันอย่างแน่ชัดแล้วว่าร่างที่ถูกโรเบิร์ต ฟอร์ด สังหารนั้นคือเจสซี เจมส์ ตัวจริงก็ตาม
6.3. ทิ้งท้ายให้ขบคิด
ท้ายที่สุด มรดกของเจสซี เจมส์ คือเครื่องพิสูจน์ถึงพลังของเรื่องเล่า เขาคือฆาตกรที่โหดเหี้ยมและผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ความสูงสุดของคนขาวอย่างปฏิเสธไม่ได้ ทว่าเรื่องราวของเขากลับถูกรังสรรค์อย่างเชี่ยวชาญ—ทั้งจากตัวเขาเอง พันธมิตรของเขา และวัฒนธรรมสมัยนิยมในเวลาต่อมา—จนกลายเป็นตำนานแห่งการต่อต้านของฝ่ายใต้ ซึ่งยังคงบดบังความจริงอันโหดร้ายในชีวิตของเขามาจนถึงทุกวันนี้
แหล่งที่มา : All About History Annual - Volume 12 - September 2025
โฆษณา