จริงหรือ !! Cola หรือน้ำดำ จะยอมแปลงร่างเป็น 'Health Partner'เพื่อรักษามูลค่าแสนล้าน

หากมองภาพตลาดน้ำอัดลมในช่วง 5 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2569 - 2573) เราอาจได้เห็นการเปลี่ยนผ่านที่น่าสนใจอย่างยิ่ง จากเครื่องดื่มที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็น "ศัตรูของสุขภาพ" แต่จากความพยายามที่จะวิวัฒนาการตัวเองให้กลายเป็น "ทางเลือกที่ตอบโจทย์ชีวิตสมัยใหม่" โดยมีกระแสความใส่ใจสุขภาพเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ
อย่างไรก็ตามแม้คนจะรักสุขภาพมากขึ้น แต่ทุกวันนี้ตลาดน้ำอัดลมทั่วโลกไม่ได้หดตัวลง กลับมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดโลกจะพุ่งสูงถึง 950,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2574 (เติบโตเฉลี่ยประมาณปีละ 5.12%)
ขณะที่ในประเทศไทย ตลาดนี้ก็ยังคงรักษาตำแหน่งพี่ใหญ่ในกลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ด้วยมูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท โดยน้ำอัดลมแบบ "ไม่มีน้ำตาล" (Zero Sugar) จะเป็นพระเอกตัวจริงที่จะดึงมูลค่าตลาดให้สูงขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้น (Premiumization) เพื่อแลกกับเครื่องดื่มที่อร่อยแต่ไม่ทำลายสุขภาพ
ภาวะบีบคั้นจะหนักหน่วงขึ้น จาก "ความซ่า" จำต้องผันตัวสู่ "ฟังก์ชัน"
จากข้อมูลของรายงาน Food and Health Survey (2023) โดยสภาข้อมูลอาหารนานาชาติ (IFIC - International Food Information Council) ซึ่งสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคเกี่ยวกับโภชนาการเป็นประจำทุกปี พบว่า 72% ของผู้บริโภคทั่วโลกกำลังพยายามลดการบริโภคน้ำตาลอย่างจริงจัง
ขณะที่รายงานผลการสำรวจของ NielsenIQ (NIQ) และรายงานจาก Ingredion (2024-2025) เรื่องพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าฉลากสะอาด (Clean Label)พบว่า64% ของคนรุ่นใหม่ (Gen Z และ Millennials) มองหาเครื่องดื่มที่ไม่มีสารปรุงแต่งสังเคราะห์
ดังนี้แล้วจึงมีการประเมินกันว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า จุดขายเดิมๆของน้ำอัดลม คือรสชาติและความสดชื่นจะเปลี่ยนไปใน 3 ทิศทางหลักดังนี้
-Beyond Zero Sugar: การตัดน้ำตาลออกไปจะไม่พออีกต่อไป แบรนด์หลักในตลาดต้องเริ่มเติม "สิ่งดีๆ" เข้าไปแทน เช่น พรีไบโอติกส์ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย, วิตามินเสริมภูมิคุ้มกัน หรือแม้แต่สารสกัดจากพืช (Adaptogens) ที่ช่วยลดความเครียด
-Hybrid Beverages: เส้นแบ่งระหว่างน้ำอัดลม น้ำผลไม้ และชาจะจางลง เราจะเห็น "น้ำอัดลมผสมน้ำผลไม้แท้" หรือ "ชาอัดก๊าซ" ที่ให้ความซ่าแบบธรรมชาติมากขึ้น
-Hyper-Personalization: เทคโนโลยีตู้กดน้ำอัจฉริยะและการวิเคราะห์ข้อมูลจะทำให้ผู้บริโภคสามารถ "ผสมรสชาติ" หรือเลือก "ระดับความหวาน" ได้ตามใจชอบผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายสุขภาพของแต่ละคน
“Functional Soda” ผู้ท้าชิง “บัลลังก์” น้ำอัดลม
หากจะมองในมิติของเครื่องดื่มทดแทนที่จะเขย่าบัลลังก์น้ำอัดลมได้ หลายคนหันมาที่“Functional Soda” ที่ไม่ได้ขายแค่ "ความหวานซ่า" แต่ขาย "ความสบายใจ" และ "ประโยชน์" ซึ่งเป็นสิ่งที่โคล่าแบบดั้งเดิมให้ไม่ได้ ขณะเดียวกันยังมีตัวเลขจากรายงาน Functional Drinks Market Outlook (2025-2033) โดยบริษัทวิจัยตลาดชั้นนำ เช่น SkyQuest Technology, Straits Research และ Mordor Intelligence ระบุว่าทิศทางตลาดน้ำอัดลมแบบดั้งเดิม (Traditional Soda)เติบโตเฉลี่ยเพียงประมาณ 5%
ขณะที่กลุ่มเครื่องดื่ม Functional Beverages (ซึ่งรวมถึง Functional Soda) ถูกพยากรณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ประมาณ 7.4% ถึง 7.99% ในช่วงทศวรรษหน้า
อย่างไรก็ตาม Functional Soda ยังต้องฝ่าฟันกับป้อมปราการที่แข็งแกร่งของน้ำอัดลมโดยเฉพาะโคล่ากั้นขวางไว้
อย่างน้อย 3 ด่านคือ
1.รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ (Iconic Taste) ซึ่งเกิดจากสูตรลับของน้ำมันหอมระเหยและเครื่องเทศ การจะใช้ส่วนผสมเชิงฟังก์ชัน (เช่น กากใยอาหารหรือโปรตีน) เข้ามาผสมโดยไม่ให้เสียรสชาติเดิมนั้นทำได้ยากมาก "รสชาติ" ยังคงเป็นเหตุผลอันดับ 1 ในการเลือกซื้อเครื่องดื่ม
2.ความคุ้มค่าและราคา (Price Sensitivity) Functional Soda มักมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าโคล่าทั่วไป 2-3 เท่า เนื่องจากวัตถุดิบคุณภาพสูง ในขณะที่โคล่าครองตลาดแมสด้วยราคาที่เข้าถึงง่าย (Affordability) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในประเทศกำลังพัฒนา
3.พลังแห่งความคิดถึง (Nostalgia & Lifestyle) โคล่าไม่ได้เป็นแค่เครื่องดื่ม แต่เป็นวัฒนธรรม ปรากฏการณ์ "Neostalgia" (ความโหยหาอดีตแบบร่วมสมัย) ทำให้คนยังคงเลือกโคล่าในมื้ออาหารที่ต้องการความฟินสูงสุด เช่น การกินกับพิซซ่าหรือปิ้งย่าง ซึ่ง Functional Soda ยังสร้างอารมณ์ร่วมแบบนี้ได้ไม่เท่า
ซึ่งทั้งหมดนี้ “ไม่ง่าย” ดังนี้แล้ว อนาคตของตลาดน้ำอัดลม อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ชัด ในวันที่ผู้บริโภคกำลังตั้งเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองอย่างเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
โฆษณา