24 ม.ค. เวลา 12:10 • ประวัติศาสตร์

เลดี้โกไดวา: สตรีสูงศักดิ์ ผู้อุปถัมภ์ศาสนา และตำนานเปลือยกายบนหลังม้า

แยกแยะข้อเท็จจริงจากตำนาน
ภาพของเลดี้โกไดวาผู้เปลือยกายบนหลังม้า คือหนึ่งในจินตภาพที่หยั่งรากลึกที่สุดในคติชนวิทยาอังกฤษ—สัญลักษณ์อันทรงพลังของการท้าทายซึ่งเสียงสะท้อนแห่งตำนานได้บดบังตัวตนของสตรีในประวัติศาสตร์ผู้เป็นที่มาของเรื่องเล่านี้ไปจนเกือบหมดสิ้น ภาพจำของสตรีสูงศักดิ์ผู้ขี่ม้าโดยมีเพียงเรือนผมยาวสลวยปกปิดร่างกายไปทั่วท้องถนนของเมืองโคเวนทรี เพื่อประท้วงการเก็บภาษีที่กดขี่ของสามี ได้ตราตรึงอยู่ในจินตนาการของผู้คนมานานหลายศตวรรษ นี่คือเรื่องเล่าแห่งความกล้าหาญและความเสียสละที่กลายเป็นตำนานพื้นบ้านอันเป็นที่รักยิ่ง
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาพลักษณ์อันโด่งดังนี้กลับมีความขัดแย้งที่สำคัญระหว่างตัวละครในตำนานกับบุคคลในประวัติศาสตร์ที่มีตัวตนอยู่จริง เลดี้โกไดวาไม่ใช่เพียงตัวละครในนิทาน แต่เป็นสตรีสูงศักดิ์ที่มีชีวิตอยู่ในสมัยแองโกล-แซกซอน แต่เรื่องราวใดคือความจริงและเรื่องใดคือสิ่งที่ถูกแต่งเติมขึ้นในภายหลัง?
บทความนี้จะพาผู้อ่านไปสำรวจชีวิตจริงของเลดี้โกไดวาและเลโอฟริก เอิร์ลแห่งเมอร์เซีย ผู้เป็นสามี เพื่อทำความเข้าใจถึงความสำคัญของพวกเขานอกเหนือจากเรื่องเล่าที่ได้รับความนิยม พร้อมทั้งสืบหาต้นกำเนิดและวิวัฒนาการของตำนานที่ทำให้ชื่อของเธอกลายเป็นอมตะ
1. บุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์อังกฤษสมัยแองโกล-แซกซอน
เพื่อทำความเข้าใจอำนาจที่แท้จริงของเลโอฟริกและโกไดวา เราจำเป็นต้องมองย้อนกลับไปในบริบททางการเมืองและสังคมของอังกฤษในศตวรรษที่ 11 ซึ่งเป็นยุคที่อำนาจถูกรวมศูนย์ไว้ที่กษัตริย์และเอิร์ลผู้ทรงอิทธิพลเพียงไม่กี่คน ตำแหน่งเอิร์ลแห่งเมอร์เซียนั้นไม่ได้เป็นเพียงตำแหน่งขุนนางธรรมดา แต่เป็นหนึ่งในศูนย์กลางอำนาจที่สำคัญที่สุดของอาณาจักร
บทบาทและอำนาจของเลโอฟริก เอิร์ลแห่งเมอร์เซีย
เลโอฟริกเป็นบุคคลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในหน้าประวัติศาสตร์อังกฤษสมัยแองโกล-แซกซอน ในฐานะเอิร์ลแห่งเมอร์เซีย เขาคือหนึ่งในสี่บุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในแผ่นดิน รองจากกษัตริย์ และเป็นหนึ่งในสามเอิร์ลที่มีอิทธิพลสูงสุดร่วมกับเอิร์ลแห่งนอร์ธัมเบอร์แลนด์และเอิร์ลแห่งเวสเซ็กซ์ ตลอดช่วงเวลาที่เขาดำรงตำแหน่ง เลโอฟริกได้ถวายการรับใช้กษัตริย์ถึงสี่พระองค์ ได้แก่ พระเจ้าคนุต, พระเจ้าฮาโรลด์ แฮร์ฟุต, พระเจ้าฮาร์ธาคนุต และพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดผู้สารภาพ
บทบาทของเขาในการรักษาเสถียรภาพของราชบัลลังก์และปกป้องกษัตริย์จากภัยคุกคามทั้งภายในและภายนอกนั้นไม่อาจปฏิเสธได้ ดังที่บันทึก Chronicon ex Chronicis ของจอห์นแห่งวูร์สเตอร์ได้กล่าวถึงเขาไว้ว่า:
"ตลอดชีวิตของเขา ความเฉียบแหลมของเอิร์ลผู้นี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อกษัตริย์และเครือจักรภพแห่งอังกฤษทั้งมวล"
สถานะของเลดี้โกไดวา: สตรีสูงศักดิ์ผู้เป็นเจ้าของที่ดิน
ในขณะที่เลโอฟริกมีอำนาจทางการเมืองอย่างมหาศาล เลดี้โกไดวา (หรือในชื่อแองโกล-แซกซอนว่า "ก็อดกิฟู" ซึ่งแปลว่า "ของขวัญจากพระเจ้า") ก็ไม่ได้เป็นเพียงภรรยาที่อยู่ใต้เงาของสามี บันทึกทางประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าเธอเป็นสตรีสูงศักดิ์ผู้มั่งคั่งและมีสถานะที่โดดเด่นด้วยตัวเธอเอง หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดมาจาก Domesday Book ซึ่งเป็นบันทึกการสำรวจที่ดินครั้งใหญ่ในปี 1086 ในบันทึกดังกล่าวมีการอ้างอิงถึงที่ดินที่เกี่ยวข้องกับเธอถึง 52 ครั้ง แสดงให้เห็นว่าเธอเป็นเจ้าของที่ดินรายใหญ่ด้วยตัวเอง
สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นคือ โกไดวาเป็นหนึ่งในเจ้าของที่ดินชาวอังกฤษเพียงสามคนเท่านั้นที่ยังคงมีชื่อปรากฏอยู่ในบันทึกดังกล่าว สถานะอันสุดพิเศษนี้ ซึ่งถูกบันทึกไว้สองทศวรรษหลังการพิชิตของชาวนอร์มันได้เข้ามายึดครองและริบทรัพย์สินของชนชั้นสูงแองโกล-แซกซอนอย่างเป็นระบบ ไม่เพียงแต่ตอกย้ำถึงความมั่งคั่งส่วนตัวของเธอเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงเกียรติภูมิอันยิ่งใหญ่ของวงศ์ตระกูลที่ทำให้มรดกของเธอยังคงดำรงอยู่ได้แม้จะผ่านช่วงเวลาแห่งความพลิกผันทางการเมืองครั้งใหญ่ก็ตาม
ศรัทธาและการอุปถัมภ์ศาสนา
นอกเหนือจากอำนาจและความมั่งคั่งแล้ว บันทึก Chronicon ex Chronicis ยังได้เน้นย้ำถึงศรัทธาอันแรงกล้าและการอุปถัมภ์ศาสนาของทั้งเลโอฟริกและโกไดวา ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับภาพลักษณ์ของเอิร์ลผู้กดขี่ในตำนาน ทั้งคู่เป็นที่รู้จักในฐานะผู้อุปถัมภ์ศาสนสถานรายใหญ่ โดยจอห์นแห่งวูร์สเตอร์ได้บันทึกว่าโกไดวาเป็น "ผู้บูชาพระเจ้า และสหายผู้ภักดีของนักบุญมารีย์ พรหมจารีตลอดกาล" การบริจาคที่สำคัญของทั้งสองได้แก่:
* ก่อตั้งและบริจาคที่ดินและทรัพย์สินมากมายแก่อารามในโคเวนทรี จนทำให้อารามแห่งนี้มั่งคั่งไปด้วยทองคำ เงิน และอัญมณีมากที่สุดแห่งหนึ่งในอังกฤษ
* มอบทองคำ เงิน และอัญมณีแก่อารามที่เวนล็อกและเลโอมินสเตอร์
* บริจาคที่ดินแก่อารามในวูร์สเตอร์
ภาพลักษณ์ของคู่สามีภรรยาผู้ทรงอำนาจและใจบุญสุนทานตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์นี้ ช่างแตกต่างจากภาพเอิร์ลผู้เข้มงวดและภรรยาผู้ยอมสละศักดิ์ศรีในตำนานอย่างสิ้นเชิง ซึ่งนำเราไปสู่คำถามที่ว่า เรื่องราวการขี่ม้าเปลือยกายอันโด่งดังนั้นมีที่มาอย่างไร
2. กำเนิดและวิวัฒนาการของตำนาน
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดเกี่ยวกับตำนานเลดี้โกไดวาก็คือ เรื่องราวการขี่ม้าเปลือยกายนั้นไม่ได้ปรากฏอยู่ในบันทึกทางประวัติศาสตร์ร่วมสมัยฉบับใดเลย ไม่ว่าจะเป็น Chronicon ex Chronicis หรือ Domesday Book ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับชีวิตของเธอและเลโอฟริก ความเงียบงันในหน้าประวัติศาสตร์นี้สร้างความขัดแย้งที่น่าสนใจ และบ่งชี้ว่าตำนานอันโด่งดังนี้เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นในยุคหลัง
จุดกำเนิดของตำนาน
เรื่องราวการขี่ม้าของเลดี้โกไดวาปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในพงศาวดาร Flores Historiarum ซึ่งเขียนโดยโรเจอร์แห่งเวนโดเวอร์ นักบวชจากอารามเซนต์อัลบันส์ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 13 หรือกว่าหนึ่งศตวรรษหลังจากการเสียชีวิตของโกไดวา ในบันทึกของเขาได้เล่าถึงความมุ่งมั่นของโกไดวาในการช่วยเหลือชาวเมืองโคเวนทรี ข้อเสนอของเลโอฟริก
และการขี่ม้าเปลือยกาย ซึ่งเป็นแกนหลักของเรื่องราวที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นปริศนาว่าโรเจอร์แห่งเวนโดเวอร์นำเรื่องราวนี้มาจากที่ใด ไม่ว่าเขาจะคิดค้นขึ้นเอง หรือได้ยินมาจากเรื่องเล่ามุขปาฐะที่สืบทอดกันมาก็ตาม
การเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติมรายละเอียดของตำนาน
หลังจากที่เรื่องราวของโกไดวาได้ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นครั้งแรก ตำนานก็ได้ถูกดัดแปลงและเพิ่มเติมรายละเอียดสำคัญต่างๆ ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา ทำให้เรื่องราวมีความซับซ้อนและน่าทึ่งมากยิ่งขึ้น
1. การปกปิดร่างกาย: ในเวอร์ชันดั้งเดิมของโรเจอร์แห่งเวนโดเวอร์นั้น โกไดวาใช้เพียงเรือนผมที่ยาวสลวยของเธอเพื่อปกปิดร่างกายทั้งหมด ยกเว้นเพียงขาของเธอ และไม่ได้มีการกล่าวถึงการขอให้ชาวเมืองหลบซ่อนตัวแต่อย่างใด
2. การประกาศิตต่อชาวเมือง: รายละเอียดที่โกไดวาขอให้ชาวเมืองทุกคนปิดประตูและหน้าต่างและอยู่แต่ในบ้านนั้น ถูกเพิ่มเข้ามาใน Chronicle of England ของริชาร์ด กราฟตัน ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1569 นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าการเพิ่มเติมนี้อาจมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มมิติทางศีลธรรมและรักษาเกียรติของเธอในยุคสมัยที่มีความเคร่งครัดทางศาสนามากขึ้น
3. การกำเนิดของ "พีปปิงทอม" (Peeping Tom): ตัวละครที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในตำนานนี้ถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 17 เรื่องเล่ากล่าวถึง "ทอม ช่างตัดเสื้อ" ผู้อาศัยในโคเวนทรีซึ่งไม่อาจต้านทานความอยากรู้อยากเห็นของตนเองได้ เขาจึงแอบมองเธอผ่านบานหน้าต่าง แต่แล้วเขาก็ถูกลงโทษให้ตาบอดในทันที การสร้างตัวละครพีปปิงทอมขึ้นมาจึงถือเป็นสิ่งประดิษฐ์ทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมในศตวรรษที่ 17 ที่หมกมุ่นอยู่กับการให้คติสอนใจและการลงทัณฑ์จากสวรรค์อย่างฉับพลันต่อการล่วงละเมิดทางสังคม
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของตำนานที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ดังต่อไปนี้:
คุณลักษณะ : ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ (ศตวรรษที่ 11)
เลโอฟริก - เอิร์ลผู้มีเมตตาและใจกว้างด้านการบริจาค
โกไดวา - สตรีสูงศักดิ์ผู้ทรงอำนาจและเป็นเจ้าของที่ดินรายใหญ่
การขี่ม้า - ไม่มีบันทึกในเอกสารร่วมสมัย
ชาวเมือง - ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง
พีปปิงทอม - ไม่มีตัวตน
คุณลักษณะ : การพัฒนาในตำนาน (ศตวรรษที่ 13-17)
เลโอฟริก - เอิร์ลผู้เข้มงวดและเรียกเก็บภาษีอย่างไม่เป็นธรรม
โกไดวา - ภรรยาผู้ยอมสละศักดิ์ศรีเพื่อวิงวอนสามีแทนประชาชน
การขี่ม้า - เป็นแกนกลางของเรื่องราว เริ่มบันทึกในศตวรรษที่ 13
ชาวเมือง - ได้รับคำสั่งให้หลบซ่อน (เพิ่มในศตวรรษที่ 16)
พีปปิงทอม - ถูกเพิ่มเข้ามาในศตวรรษที่ 17 เพื่อเป็นตัวแทนของความไร้ศีลธรรม
การแต่งเติมเรื่องราวเหล่านี้ได้เปลี่ยนโฉมบุคคลในประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ทรงพลัง และส่งต่อมรดกของเธอมาจนถึงปัจจุบัน
3. มรดกที่ยั่งยืน: จากสตรีสูงศักดิ์สู่สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
เป็นเรื่องน่าทึ่งที่ตำนานของเลดี้โกไดวายังคงดึงดูดใจผู้คนตลอดหลายศตวรรษ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของคติชนวิทยาอังกฤษที่โด่งดังที่สุดเรื่องหนึ่ง พลังของเรื่องเล่านี้อยู่ที่การผสมผสานระหว่างความกล้าหาญ ความเสียสละ และความแข็งแกร่งของผู้หญิง ซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ของเธอกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สามารถตีความได้หลากหลายตามยุคสมัย
การตีความในยุคต่างๆ
* ยุคกลาง: ในยุคแห่งอัศวินและความกล้าหาญ โกไดวาได้รับการยกย่องให้เป็น "วีรสตรีที่หาได้ยาก" และเป็นต้นแบบของสตรีผู้กล้าหาญที่ยอมสละศักดิ์ศรีของตนเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น เรื่องราวของเธอเป็นที่ชื่นชอบของสตรีสูงศักดิ์ในยุโรป ซึ่งมองว่าเธอเป็นวีรสตรีในโลกที่เต็มไปด้วยวีรบุรุษชาย
* ยุคโรแมนติกและวิกตอเรีย (ศตวรรษที่ 18-19): การฟื้นคืนความนิยมนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ กระแสโรแมนติกซึ่งหลงใหลในอุดมคติของวีรกรรมส่วนบุคคล ความกล้าหาญแบบอัศวิน และอดีตของชาติที่ถูกทำให้งดงาม ได้ค้นพบว่าโกไดวาคือภาพตัวแทนอันสมบูรณ์แบบของคุณธรรมเหล่านี้ เธอไม่ได้เป็นเพียงบุคคลในประวัติศาสตร์ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการท้าทายอย่างสูงส่งและความแข็งแกร่งของผู้หญิงที่ถูกปรับให้เข้ากับค่านิยมของยุคสมัย ผลงานชิ้นสำคัญที่ตอกย้ำตำนานให้ฝังรากลึกในวัฒนธรรมอังกฤษ ได้แก่:
* บทกวี Godiva ของอัลเฟรด เทนนีสัน ในปี 1840 ซึ่งได้บอกเล่าเรื่องราวการขี่ม้าของเธออย่างงดงาม
* ภาพวาดของจอห์น คอลลิเออร์ ในปี 1897 ซึ่งกลายเป็นภาพจำของเลดี้โกไดวาที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักมากที่สุดภาพหนึ่ง
มรดกในยุคปัจจุบัน
มรดกของเลดี้โกไดวายังคงปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะในเมืองโคเวนทรีซึ่งเป็นบ้านของเธอ และในวัฒนธรรมสมัยนิยมทั่วโลก
* การรำลึกในเมืองโคเวนทรี:
* มีการจัดขบวนแห่เลดี้โกไดวาประจำปี ซึ่งจำลองการขี่ม้าในตำนานไปตามท้องถนนของเมือง โดยเริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ปี 1678
* เทศกาลดนตรีประจำปี "Godiva Festival" ซึ่งจัดขึ้นในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งของเมือง
* รูปปั้นทองสัมฤทธิ์ "Self Sacrifice" ซึ่งเปิดตัวในปี 1949 ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง เป็นเครื่องเตือนใจถึงตำนานที่เป็นที่รู้จักดีที่สุดของเมือง
* การอ้างอิงในวัฒนธรรมสมัยนิยม:
* เรื่องราวของเธอถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์หลายครั้ง รวมถึงภาพยนตร์เงียบในปี 1911 และภาพยนตร์อเมริกัน Lady Godiva of Coventry ในปี 1955
* ชื่อของเธอยังปรากฏอยู่ในบทเพลงของศิลปินชื่อดังมากมาย เช่น Peter and Gordon, The Velvet Underground และที่โด่งดังที่สุดคือวง Queen ในเพลง Don't Stop Me Now (1978) ซึ่งมีท่อนที่ร้องว่า "I'm a racing car, passing by like Lady Godiva"
ความน่าทึ่งอยู่ที่เรื่องราวซึ่งน่าจะเป็นเพียงเรื่องแต่ง กลับสามารถสร้างมรดกที่ยั่งยืนให้กับบุคคลในประวัติศาสตร์ได้มากกว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับชีวิตของเธอเสียอีก ซึ่งนำไปสู่บทสรุปสุดท้ายเกี่ยวกับความจริงที่อยู่เบื้องหลังชื่ออันเป็นอมตะนี้
ความจริงเบื้องหลังชื่อที่เป็นอมตะ
เมื่อเปรียบเทียบระหว่างบุคคลในประวัติศาสตร์กับตัวละครในตำนาน เราจะเห็นภาพของสตรีสองคนในร่างเดียวกัน คนหนึ่งคือ ก็อดกิฟู สตรีสูงศักดิ์ผู้มั่งคั่ง มีอำนาจ และใจบุญสุนทานแห่งศตวรรษที่ 11 ส่วนอีกคนหนึ่งคือ เลดี้โกไดวา วีรสตรีผู้เสียสละและกล้าหาญในตำนานที่ถือกำเนิดขึ้นในอีกหลายร้อยปีต่อมา
เหตุใดตำนานจึงมีพลังมากกว่าข้อเท็จจริงในกรณีนี้? คำตอบอาจอยู่ที่ตัวตนที่แท้จริงของเธอนั่นเอง ความมีน้ำใจและศรัทธาอันแรงกล้าของโกไดวาตามที่ปรากฏในบันทึกทางประวัติศาสตร์ อาจเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดเรื่องราวที่สะท้อนถึงคุณธรรมอันสูงส่งของเธอในรูปแบบที่น่าจดจำและทรงพลังกว่าเดิม เรื่องเล่าเกี่ยวกับการเสียสละเพื่อประชาชนได้สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งความเมตตาของเธอ และทำให้ชื่อของเธอเป็นที่เล่าขานต่อกันมาจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของคติชนวิทยาอังกฤษ
แม้ว่าการขี่ม้าเปลือยกายอาจไม่เคยเกิดขึ้นจริง แต่ดังที่บทกวีของเทนนีสันได้กล่าวไว้ การกระทำในตำนานนั้นได้ "สร้างชื่ออันเป็นนิรันดร์ให้แก่เธอ" และในทางวัฒนธรรมแล้ว คำกล่าวนี้ได้กลายเป็นความจริง ตำนานได้มอบความเป็นอมตะให้กับเลดี้โกไดวา ทำให้เธอยังคงเป็นที่จดจำในฐานะสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญและความเสียสละมาจนถึงทุกวันนี้
แหล่งที่มา : All About History Annual - Volume 12 - September 2025
โฆษณา