8 ม.ค. เวลา 12:00 • ข่าวรอบโลก

เจาะลึกแผนยึดครองกรีนแลนด์ เดิมพันสุดท้ายของสหรัฐฯ ในยุคระเบียบโลกใหม่

สัญญาณเตือนภัยจากละตินอเมริกาถึงขั้วโลกเหนือ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงคารากัส ประเทศเวเนซุเอลา เมื่อประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ถูกสหรัฐอเมริกาเข้าควบคุมตัวและนำพาข้ามพรมแดนไปยังศาลในมหานครนิวยอร์ก ไม่ได้เป็นเพียงปฏิบัติการทางทหารหรือการบังคับใช้กฎหมายข้ามชาติเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการส่งสัญญาณไปทั่วโลกถึงการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกที่เคยยึดถือกันมาอย่างยาวนาน การกระทำที่ดูเหมือนจะก้าวข้ามเส้นแบ่งของอธิปไตยรัฐในครั้งนี้ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปไกลถึงอีกซีกโลกหนึ่ง นั่นคือดินแดนน้ำแข็งอันกว้างใหญ่ไพศาลอย่างกรีนแลนด์
แม้ว่าในทางภูมิศาสตร์ กรีนแลนด์จะตั้งอยู่ห่างไกลจากเวเนซุเอลาหลายพันไมล์ และมีสถานะทางการเมืองที่มั่นคงในฐานะดินแดนปกครองตนเองภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรทางทหารที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกอย่างองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต
แต่ความหวาดวิตกได้เริ่มก่อตัวขึ้นในหมู่ผู้นำและประชาชนชาวกรีนแลนด์ สิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องตลกขบขันหรือความเป็นไปไม่ได้ในอดีต เกี่ยวกับความพยายามของสหรัฐอเมริกาในการเข้าครอบครองเกาะแห่งนี้ กำลังกลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงด้วยน้ำเสียงที่จริงจังและเต็มไปด้วยความกังวล การจับกุมผู้นำเวเนซุเอลาเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ภายใต้การนำของฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ชุดปัจจุบัน เส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่ทำไม่ได้กับสิ่งที่กำลังจะทำนั้นบางเบาจนแทบมองไม่เห็น
การเปลี่ยนแปลงของดุลอำนาจ
เพื่อให้เข้าใจถึงแรงจูงใจเบื้องหลังความสนใจในกรีนแลนด์ เราจำเป็นต้องพิจารณากรอบความคิดและตรรกะเชิงยุทธศาสตร์ของผู้นำสหรัฐฯ และทีมที่ปรึกษาความมั่นคงในปัจจุบันให้ละเอียด จากคำให้สัมภาษณ์และท่าทีที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังดำเนินนโยบายต่างประเทศภายใต้หลักสัจนิยมที่เข้มข้น รัฐบาลชุดนี้มองว่าโลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยหลักการในอุดมคติหรือตัวบทกฎหมายระหว่างประเทศที่สวยหรู แต่ถูกขับเคลื่อนและปกครองด้วยความแข็งแกร่งทางการทหาร การใช้กำลัง และอำนาจที่แท้จริง
มุมมองดังกล่าวส่งผลให้กฎบัตรสหประชาชาติ ที่เคยเป็นเสาหลักในการคุ้มครองอธิปไตยของรัฐและความคงเส้นคงวาของพรมแดน ถูกลดทอนความสำคัญลงเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผลประโยชน์แห่งชาติของมหาอำนาจ
ในกรณีของเวเนซุเอลาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการใช้อำนาจเข้าจัดการปัญหาโดยไม่สนใจขั้นตอนตามจารีตประเพณีทางกฎหมายระหว่างประเทศ และเมื่อแนวคิดนี้ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับกรีนแลนด์ มันจึงไม่ใช่เรื่องของการเจรจาทางการทูตตามปกติ แต่เป็นการมองดินแดนในฐานะสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ที่จำเป็นต้องครอบครองเพื่อความอยู่รอดและความยิ่งใหญ่ของชาติ
ภัยคุกคามใหม่ในสมรภูมิอาร์กติก
ปัจจัยเร่งด่วนที่ทำให้สหรัฐฯ ไม่อาจละสายตาจากกรีนแลนด์ได้ คือสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในอดีตช่วงสงครามเย็น สหรัฐฯ เคยใช้กรีนแลนด์เป็นฐานทัพสำคัญในการเฝ้าระวังภัยคุกคามจากสหภาพโซเวียต
แต่ในปัจจุบัน ภัยคุกคามเหล่านั้นได้หวนกลับมาในรูปแบบที่ซับซ้อนและรุนแรงยิ่งกว่าเดิม รัสเซียได้แสดงเจตจำนงที่ชัดเจนในการแผ่อิทธิพลเข้าสู่ภูมิภาคนี้ โดยมีการสร้างฐานทัพทางทหารกว่าสี่ร้อยแห่ง และวางกำลังเรือรบจำนวนมากในน่านน้ำแถบขั้วโลกเหนือ ซึ่งมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่จะครองความเป็นเจ้าในภูมิภาคนี้ให้ได้ภายในปี 2035
นอกจากรัสเซียแล้ว การปรากฏตัวของจีนยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความกังวลให้กับสหรัฐฯ อย่างมหาศาล จีนได้ดำเนินยุทธศาสตร์ "เส้นทางสายไหมขั้วโลก (Polar Silk Road) " และมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นยิ่งขึ้นกับรัสเซีย ส่งผลให้ในขณะนี้ น่านน้ำรอบกรีนแลนด์เต็มไปด้วยเรือของทั้งรัสเซียและจีนที่ปฏิบัติการอยู่อย่างหนาแน่น
ภาพของเรือต่างชาติที่ล้อมรอบเกาะซึ่งเปรียบเสมือนประตูหลังบ้านของทวีปอเมริกาเหนือ ทำให้ฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐฯ มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันเข้าขั้นวิกฤต
และเดนมาร์กเพียงลำพังอาจไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะรับมือกับมหาอำนาจเหล่านี้ได้ คำกล่าวที่ว่า "เดนมาร์กไม่สามารถทำได้" จึงเป็นข้ออ้างสำคัญที่สหรัฐฯ ใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมในการเข้ามามีบทบาทโดยตรง
ขุมทรัพย์ใต้แผ่นน้ำแข็ง
นอกเหนือจากมิติทางทหารแล้ว เหตุผลทางเศรษฐกิจยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่มีน้ำหนักไม่แพ้กัน ภายใต้แผ่นน้ำแข็งของกรีนแลนด์ที่กำลังละลายลงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้เปิดเผยให้เห็นถึงทรัพยากรธรรมชาติที่มีมูลค่ามหาศาลและมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของโลกยุคใหม่
ข้อมูลจากการสำรวจระบุว่า กรีนแลนด์มีแร่ธาตุสำคัญถึง 43 ชนิด จากทั้งหมด 50 ชนิดที่สหรัฐฯ ได้ขึ้นบัญชีไว้ว่าเป็นแร่ธาตุวิกฤตที่จำเป็นต่อความมั่นคงของชาติ
ประเด็นที่น่ากังวลสำหรับสหรัฐฯ คือ ในปัจจุบันจีนเป็นผู้ผูกขาดตลาดแร่ธาตุหายากเหล่านี้เกือบทั้งหมด ซึ่งทำให้สหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตกตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบและต้องพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูง
ดังนั้น การเข้าควบคุมกรีนแลนด์จึงไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การได้มาซึ่งดินแดน แต่หมายถึงการปลดล็อกพันธนาการทางทรัพยากร และสร้างหลักประกันความมั่นคงให้กับภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินสถานการณ์ที่มองว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องความมั่นคงทางทหาร แต่เป็นเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจขนาดยักษ์ที่ซ่อนอยู่
กลยุทธ์การทูตแบบนักธุรกิจ
ความพยายามในการครอบครองกรีนแลนด์ของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ มีความแตกต่างจากข้อเสนอซื้อดินแดนในอดีตอย่างสิ้นเชิง ย้อนกลับไปในปี 1946 ประธานาธิบดีแฮร์รี ทรูแมน เคยเสนอเงินจำนวนมหาศาลแก่เดนมาร์กเพื่อแลกกับกรีนแลนด์ แต่กลับถูกปฏิเสธ ต่อมาในสมัยของประธานาธิบดีทรัมป์ แนวทางดังกล่าวถูกปรับเปลี่ยนให้มีความซับซ้อนและแยบยลมากขึ้น โดยมองกรีนแลนด์เป็นเสมือนดีลอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ที่ต้องปิดการขายให้ได้
รายงานข่าวระบุถึงร่างข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการข้ามหัวรัฐบาลกลางของเดนมาร์ก โดยสหรัฐฯ มีแผนที่จะเสนอเงินทุนสนับสนุนโดยตรงให้กับรัฐบาลท้องถิ่นของกรีนแลนด์ เพื่อแลกกับการที่กรีนแลนด์จะมอบอำนาจการตัดสินใจด้านกิจการทหารและการต่างประเทศทั้งหมดให้กับสหรัฐฯ
กลยุทธ์นี้มุ่งเน้นไปที่การสร้างแรงจูงใจทางการเงินและการให้อิสระในการจัดการกิจการภายในแก่ชาวกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นจุดอ่อนไหวที่ทราบกันดีว่าชาวกรีนแลนด์มีความต้องการเอกราชจากเดนมาร์กอยู่แล้ว
การยื่นข้อเสนอนี้จึงเปรียบเสมือนการเชื้อเชิญให้กรีนแลนด์ย้ายจากการอยู่ภายใต้ร่มเงาของเดนมาร์ก มาอยู่ภายใต้การดูแลของสหรัฐฯ โดยตรง ซึ่งเป็นวิธีการที่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นการใช้เล่ห์เหลี่ยมทางการทูตเพื่อบีบให้เดนมาร์กหลุดออกจากสมการอำนาจ
รอยร้าวในพันธมิตรนาโต
ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดจากความทะเยอทะยานของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ ตกอยู่ที่ความสัมพันธ์ภายในกลุ่มพันธมิตรนาโต นายกรัฐมนตรีของเดนมาร์กได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างแข็งกร้าวว่า หากสหรัฐฯ ตัดสินใจใช้กำลังทางทหารเพื่อเข้ายึดครองกรีนแลนด์ หรือกระทำการใดๆ ที่ละเมิดอธิปไตยของเดนมาร์ก ซึ่งเป็นสมาชิกนาโตด้วยกัน นั่นย่อมหมายถึงจุดจบของพันธมิตรที่ดำรงอยู่มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะแก่นแท้ของนาโตคือการป้องกันสมาชิกจากการรุกรานภายนอก ไม่ใช่การป้องกันสมาชิกจากการรุกรานกันเอง โดยเฉพาะจากพี่ใหญ่อย่างสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเดนมาร์กและผู้นำยุโรปบางส่วนจะออกมาแสดงความไม่พอใจ แต่ปฏิกิริยาโดยรวมของยุโรปกลับดูระมัดระวังและแผ่วเบากว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งสาเหตุที่ยุโรปไม่สามารถตอบโต้ได้อย่างรุนแรง เป็นเพราะยุโรปยังคงต้องพึ่งพาสหรัฐฯ อย่างมากทั้งในด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ การเปิดศึกทางการค้าหรือการแตกหักกับสหรัฐฯ ในประเด็นนี้ อาจนำมาซึ่งความเสียหายที่ยุโรปไม่พร้อมจะแบกรับ ทำให้ยุโรปตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และอาจจำต้องยอมรับสภาพความเป็นจริงที่ขมขื่นหากสหรัฐฯ ตัดสินใจเดินหน้าแผนการนี้อย่างจริงจัง
ท้ายที่สุดแล้ว แรงขับเคลื่อนเบื้องหลังความพยายามยึดครองกรีนแลนด์อาจไม่ได้มีเพียงแค่เหตุผลทางยุทธศาสตร์หรือเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความต้องการสร้างมรดกทางการเมือง ของประธานาธิบดีทรัมป์ ในวาระที่สหรัฐฯ กำลังจะเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีแห่งการก่อตั้งประเทศ การขยายดินแดนสหรัฐฯ ด้วยการผนวกกรีนแลนด์จะถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ว่าเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของฝ่ายบริหารชุดนี้ เทียบเท่ากับการซื้อ Alaska หรือ Louisiana ในอดีต
สถานการณ์ของกรีนแลนด์ในขณะนี้ จึงเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นถึงโลกใบใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น โลกที่หลักการสากลถูกแทนที่ด้วยความต้องการของผู้แข็งแกร่ง และความมั่นคงของชาติมหาอำนาจถูกยกไว้เหนืออธิปไตยของรัฐขนาดเล็ก
นี่คือบททดสอบสำคัญที่กำลังท้าทายระเบียบโลก และคำตอบของบททดสอบนี้อาจเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของแผนที่โลกและการเมืองระหว่างประเทศไปตลอดกาล สหรัฐฯ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขามีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการเรื่องนี้ให้สำเร็จภายในระยะเวลาอันสั้น และเมื่อพิจารณาจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับเวเนซุเอลา คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า เดิมพันครั้งนี้เป็นเรื่องจริงที่โลกต้องจับตามองอย่างไม่กระพริบตา
โฆษณา