8 ม.ค. เวลา 06:57 • ปรัชญา
เมื่อกายเจ็บป่วย ทุกข์ทรมาน ..กายก็สอนให้จิตรู้จักกรรม.ให้รู้จักทุกข์มากขึ้น .บางที่พระ ท่านก็บอกว่า ลูกมาอาศัยกายบิดามารดา ..เอ้า ..พ่อแม่จะสอนให้รู้จักกรรม ..ตั้งจิตดีๆ .กายนี้เป็นทุกข์ เจ็บป่วยทุกข์ทรมาน .ลูกตั้งใจดี พ่อแม่จะสอนให้ ลูกรู้จักทุกข์ของกาย .ที่ลูกเกิดมาอาศัย..มีตรงไหนบ้าง ที่ลูกว่าเป็นสุข .จิตของลูกจะยึดกายที่เป็นทุกข์หรือ ทำอย่างไรให้กายนี้เป็นสุข. จะทำอย่างไรดี. จะเอาอะไรเป็นที่พึ่งของจิตที่อยู่อาศัยกายนี้ ให้จิตนั้นผ่านพ้นทุกข์ ตะทำอย่างไรให้กายนี่ไม่มีทุกข์ จะพึ่งใครดี.. .
เราไม่รู้จัก การทำ manifest คือ อะไร ก็อาศัย AI ช่วย . การรักษา (หรือการทำ) Manifest คือการใช้พลังความคิด จินตนาการ และความเชื่อมั่น เพื่อดึงดูดสิ่งดีๆ หรือสร้างความปรารถนาให้เป็นจริง โดยต้องเริ่มจากการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน (รู้ว่าต้องการอะไร) ควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและพลังงานให้เป็นบวก (เชื่อว่าทำได้และคู่ควร) และลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ เช่น เขียนบันทึก ทำสมาธิ ขอบคุณสิ่งดีๆ เพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการ.
คราวนี้ ในส่วนของเรา นั้น เราใช้คำสอนของพระ มาทบทวน ที่ว่า กรรมมีจริง บุญก็มีจริง .ปกติเราก็สวดมนต์ ทำบุญ นั่งสมาธิปฏิบัติธรรมเมื่อมีโอกาสอำนาย เพร่ะ๖้องทำงานหากิน การเรียนรู้ ที่ว่า แก่เจ็บ ..ตอนนี้ เป็นขั้นตอนที่ว่า กายเจ็บป่วย ก็ด้วยกรรม . เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นที่กาย ที่กาย ..เพราะกายมีกรรม ก็มีเจ็บป่วยเล็กน้อย เจ็บไม่กี่วันก็หาย ..
คราวนี้ เมื่อมาถึงว่า เอ้า..หมอว่า เป็นมะเร็ง .ทางเดินปัสสาวะ บอกวิธีการรักษาของหมอ .เราไปไปส่องกล้องครั้งเดียว หมอนัดผ่าตัดสามหน เครื่องเสียสามหน ..เราก็เลยไม่ไปหาหมออีกเลย ปัสสาวะก็มีเลือดไหล ก็ไม่ได้อาศัยยามาช่วยห้ามเลือด .ก็เมื่อเรา ..ที่เค้ากายมีกรรม ที่เจ็บป่วย ก็เพราะกรรม ..เราก็เอากายมาสร้างบุญกุศล ปฏิบัติธรรมของเราไป ภาวนาพุทโธไป มันเจ็บปวด .ก็ภาวนาพุทโธไป เราก็ใช้ชีวิต เหมือนปกติ ทำงานเป็นปกติ ก็เพียงสวมใส ผ้าอ้อมสำเร็จรูป(กลับเป็นเด็กใหม่) บางวันผ้าอ้อมมีแต่เลือด
เรื่องพวกนี้ เราก็ทำตัวเป็นปกติ ..เวลาไปตามห้าง ก็ไปปัสสาวะตามโถปัสสาวะไม่ได้ เพราะมันมีแต่เลือด ที่ปัสสวะออกมา มันไม่ได้เป็นแค่สันสองวันหาย มันเป็นวันเป็นเดือนเป็นปี เราก็พยายามดูแลร่างกาย ปฏิบัติธรรมไป ยามที่เจ็บป่วย ก็ดีอย่างที่เราค่อยได้ตั้งสติ พิจารณา .เรื่องกายที่เกิดมา .เกิดมาอาศัยกายยึดกาย . แลังยึงอยากเกิดอีกมั้ย คนที่เค้ายุติการเกิดแก่เจ็บตาย เค้าทำอย่างไรกัน .
การที่นำกายที่เจ็บป่วย มาปฏิบัติธรรม ..นำกายที่เป็นกรรม มาปฏิบัติธรรมในรอย ทั้งสี่ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ร เราก็เดินจงกรม กายก็เดินไป .กายกรรม มันเดิน มีเลือดไหล เจ็บปวด เราก็เอาจิตมาภาวนาพุทโธ ..คราวไหนที่กายเรานิ่งได้ จิตนิ่งได้ .ก็มีเรื่องราว เจ้ากรรมนายมา ..เค้าเดินมาให้เห็น .บางที่ก็เรื่องที่เราใช้มือไปทำร้ายเค้าก็ปรากฏให้เห็น .พอเราเห็นอย่างนี้ ..เราก็รีบ ทำบุญ ถวายผ้าไตรจีวร พร้อมสังฆทาน
คราวนี้ พระที่ท่านรับกองสังฆทาน ท่านก็ไม่รีบร้อน ท่านสอนให้นำกิริยาท่าทางดีๆ มากราบพระ หัพูดคำสูงๆ ให้หูได้ยินเสียงของตัวเอง เพื่อส่งไปให้จิตภายในได้รับรู้ ว่ากำลังทำอะไร ตากำลังบันทึกเรื่องราวอะไร เพื่อส่งไปให้ธาตุทั้งสี่ แล้วก็นำธาตุนะโมธาตุทั้งสี่มากระจายบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร เพื่อให้เค้ามีบุญ เกิดเป็นการอโหสิกรรมเกิดขึ้น
เรื่องของการกระจายบุญกุศล เจาะจงไปให้เจ้ากรรมนายเวร ที่เราก็ไม่รู้ว่า เค้าไปอยู่ที่ไหน .เราก็อาศัยผ้ากาสาวพัสตร์ อาศัยพระธรรมขององค์พระสัมมาสัมมาพุทธเจ้า ช่วยกระจายบุญกุศลไปให้..เจ้ากรรมนายเวร
เรื่องราว ความเจ็บป่วย ที่มันยังไปถึงตายนั้น เราก็ได้เรียนรู้ ว่ากรรมมีจริง ..เจ้ากรรมนายเวรมีจริง ..บางคนก็ยังไปไหนไม่ได้ ทุกข์ทรมาน เข่น เจ้ากรรมนายเวร ยังอยู่ในเมืิงนรก เค้าก็ทวงสื่มาทางธาตุทั้งสี่ ธาตุทั้งสี่ ก็มีกรรม . ความเจ็บป่วยก็เกิดขึ้น
แล้วช่วงที่เจ็บป่วย เราก็ได้เรียนรู้จัก เรื่องราวน้ำเลือดน้ำหนอง ของผู้ที่มีกรรม ที่เราไปกินเค้าเอร็ดอร่อย .มาหนุนนำเรือนกายที่จิตอาศัย มันก็มีเรื่องราวตัวกินเลือดกินเนื้อมากัดกินน้ำเบือดน้ำหนองในกายเรา . เรื่องราวพวกนี้ .เค้ากัดกินอยู่ในกาย ทับถมในกาย .กัดกินไปเรื่อย .ก็เจ็บ กัดกินไปจนกายนั้นแก่เฒ่าชราตาย ..ก็ไม่สามารถเอาตัวกินเลือดกินเนื้อออกไปได้
พอเรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้ มากขึ้น เราก็จะเห็นว่า เกิดมาแต่ละครั้ง ก็มีภาระดูแลกาย ต้องไปอาศัย น้ำเลือดน้ำหนองของผู้ที่มีกรรมมาหล่อเลี้องกาย เราก็ต้องเกิดแก่เจ็บตายไม่จบสิ้น .ผู้ที่ท่านเห็นอย่างนี้ ท่านก็เลิก ..ไปอยู่ป่า ไปหากิน ผลไม้ .มาบำรุงกาย แล้วก็นั่งนิ่ง ทำจิตเฉย .มีอะไรเข้ามาในกายในจิต สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา
ท่านก็ชำระสะสาง ปลดเปลื้องออกไป พระอานนท์ ท่านเล่าให้ฟัง ปกติพระพุทธเจ้า ท่านนั่งนอน อยู่ในที่แจ้ง พื้นดิน ฝนฟ้าตากท่านก็นั่งนิ่งเฉย เป็นวันเป็นคืน ไม่มีอะไรรบกวนจิตท่านได้เลย ..มาดูเศรษฐี มีบ้านใหญ่โต ..นั่งนอนกินนอนอยู่กับกรรม ยึดนั้นยึดนี่ จิตหาความสุขไม่ได้เลย กินดีอยู่ดี ทำไม่กายมันป่วยเจ็บชราตาย .
มีพระท่าน เล่าแนะนำให้ฟัง เรื่องตัวกินเลือดกินเนื้อนั้น ต้องอาศัย .จิตที่มีแสงรัตนะ ไปละลาย ตัวกินเลือดกินเนื้อ ทีเกาะอาศัย ตามส่วนต่างในร่างกาย เป็นรังออกลูกหลาย กระจายไปตามส่วนต่างของร่างกาย เหมือนถูกแม่เหล็กดูดไต่ ไปตามเส้นเลือด พังผืด เส้นเอ็นต่างในร่างกาย ไต่ขึ้นไปถึงสมอง .สมองเบลอ เนื้องอกในสมอง .เดือดร้อนผู้อื่น .เอาเวินไปจ้างเค้า ผ่าสมอง ...แล้วเรา..จะเอาอะไร..มาทำให้ตัวกินเลือดกินเนื้อหมดไปจากกาย .ที่เค้ามาเกาะกินน้ำเลือดน้ำหนองของผู้ที่มีกรรม .
คำว่าน้ำเลือดน้ำหนองของผู้ที่มีกรรม ยังราวไปถึง เรื่องราวข้าว ที่ชาวนาเค้าปลูกไถ ผู้ที่ช่วยเหลือ อุปถัมภ์มาจนเมล็ดข้านั้น ลงสู่ที่ปลายลิ้น .ตกลงไปในกระเพราลำไส้ ให้ดูดซึม .บดขยี้ .มีน้ำชนิดมาช่วยเสริม กระจายไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย กินเข้าไปแล้วโต บ้างก็อ้วน บ้างก็ผอม .แตกต่างกันไป …มันมีสิ่งที่เรียกว่า กรรมนั้นแอบแฝง อยู่ในน้ำเลือดน้ำหนอง. กินเค้ามาเลี้ยงกาย นำกายไปร้างกรรม หรือ สร้างบุญกุศลบารมี
คราวนี้ ทำบุญอย่างไร จะให้ไปถึงเจ้ากรรมนายเวร ให้เค้าไปเกิดสถานที่ดีๆ หรือ เคลื่อนที่ออกจากสถานที่ที่เป็นทุกข์ ไปสู่สถานที่ที่เป็นสุข เมื่อเค้าออกจากสถานที่ทุกข์ทรมาน เค้าก็อนุโมทนา อโหสิกรรมให้ ..กายที่มีกรรม ก็กลับมาเป็นปกติ แต่ร่างกายก็ส่วนร่างกาย เค้าก็แก่เจ็บตายไปตามเส้นทางของเค้า
เรื่องราวราวนี่ เราใช้คำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็ฝึกหัดของเราไป ฝึกหัดกันด้วยจิตที่อาศัชดาย ที่ว่า กายส่วนกาย จิตส่วนจิต ชำระสะสางอารมณ์ต่างๆไป ชืีึ่งเป็นเรื่องราว สติสัมปชัญญะของจิตทั้งนั่น จิตสัมปชัญญะ .จิตมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ไม่ใช่เอาอารมณ์เป็นที่พึ่งของจิต
โฆษณา