8 ม.ค. เวลา 11:49 • ข่าว

‘สาธารณรัฐกอทูเล’ (Republic of Kawthoolei) ฝันใหญ่ของ ‘เนอดา เมียะ’ กับความเป็นไปได้ท่ามกลางไฟสงคราม

การประกาศสถาปนา “สาธารณรัฐกอทูเล” (Republic of Kawthoolei) เมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา โดย เนอดา เมียะ (Nerdah Mya) บุตรชายของนายพลโบ เมียะ อดีตตำนานผู้นำสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ณ บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา
แม้การประกาศนี้จะมาพร้อมกับโครงสร้างรัฐบาล (GOK) นโยบายประชาธิปไตย และการอ้างอิงหลักกฎหมายสากล แต่คำถามสำคัญที่ประชาคมโลกและไทยต้องขบคิดคือ “ความเป็นรัฐ” (Statehood) นี้มีความเป็นไปได้ทางปฏิบัติมากน้อยเพียงใด หรือเป็นเพียงเกมการเมืองเชิงสัญลักษณ์เพื่อช่วงชิงการนำในกลุ่มชาติพันธุ์?
บทความนี้จะวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการจัดตั้งประเทศผ่าน 4 มิติสำคัญ ดังนี้
1. เกณฑ์ความเป็นรัฐตามอนุสัญญามอนเตวิเดโอ (Montevideo Convention)
เนอดา เมียะ และคณะทำงาน GOK พยายามสร้างความชอบธรรมโดยอ้างอิงกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เมื่อพิจารณาตาม อนุสัญญามอนเตวิเดโอ ค.ศ. 1933 ซึ่งเป็นบรรทัดฐานสากล พบว่ายังมีจุดอ่อนที่สำคัญ
  • ประชากร (Permanent Population): แม้จะมีชาวกะเหรี่ยงจำนวนมาก แต่คำถามคือประชากรเหล่านี้ให้การยอมรับรัฐบาลชุดนี้ (GOK) หรือยังคงภักดีต่อองค์กรหลักอย่าง KNU (นำโดยปโดร ซอ กเว โท) ความแตกแยกในกลุ่มผู้นำกะเหรี่ยงอาจทำให้ขาดเอกภาพในการปกครองประชากร
  • ดินแดนที่แน่นอน (Defined Territory): นี่คืออุปสรรคใหญ่ที่สุด การอ้างสิทธิ์ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ตั้งแต่รัฐกะเหรี่ยง มอญ ไปจนถึงภาคพะโคและตะนาวศรี ซึ่งปัจจุบันพื้นที่เหล่านี้ยังเป็นสมรภูมิรบ (Contested Areas) ที่กองทัพเมียนมา (SAC) ยังคงปฏิบัติการทางอากาศและภาคพื้นดินอยู่ การประกาศเขตแดนโดยที่ยังยึดครองพื้นที่เบ็ดเสร็จไม่ได้จริง ทำให้ขาดคุณสมบัติข้อนี้อย่างชัดเจน
  • รัฐบาล (Government): การประกาศตั้ง GOK เป็นจุดเริ่มต้น แต่รัฐบาลต้องมีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย เก็บภาษี และบริหารสาธารณูปโภคได้อย่างแท้จริง ซึ่งยังต้องรอการพิสูจน์
  • ความสามารถในการสร้างสัมพันธ์กับรัฐอื่น (Capacity to enter into relations): ปัจจุบันยังไม่มีประเทศใดรับรองสถานะนี้ และเป็นเรื่องยากที่นานาชาติจะรับรองฝ่ายเดียวโดยไม่ผ่านกระบวนการเจรจาสันติภาพหรือมติ UN
2. เอกภาพภายในกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง
ปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จไม่ใช่แค่การสู้กับกองทัพพม่า แต่คือ "การเมืองภายใน" ของชาวกะเหรี่ยงเอง
  • เนอดา เมียะ vs KNU: เนอดา เมียะ แม้จะเป็นลูกชายของวีรบุรุษ (โบ เมียะ) แต่เขาถูกมองว่าเป็นผู้นำกองกำลังเฉพาะกิจและเคยมีปัญหากับโครงสร้างหลักของ KNU (สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง) ในอดีต การประกาศตั้ง "สาธารณรัฐ" แยกออกมา อาจถูกมองว่าเป็นการสร้างฐานอำนาจใหม่ทับซ้อนกับ KNU เดิม ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งแย่งชิงความชอบธรรมในการนำ (Legitimacy struggle) แทนที่จะเป็นการรวมพลังสู้กับเผด็จการทหาร
  • พันธมิตรกลุ่มอื่น: การอ้างพื้นที่ครอบคลุมรัฐมอญและเขตอื่นๆ จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากกองกำลังชาติพันธุ์ในพื้นที่นั้นๆ (เช่น พรรครัฐมอญใหม่) หากไม่มีการตกลงกันล่วงหน้า การประกาศนี้อาจกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยกันเอง
3. ความเป็นจริงทางทหารและภูมิรัฐศาสตร์
  • การควบคุมพื้นที่จริง: การระบุว่าจะครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่าง ตะนาวศรี (ติดทะเลอันดามัน) หรือ พะโค (ใกล้กรุงย่างกุ้ง) เป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยานมาก ในทางยุทธวิธี กองทัพเมียนมาจะไม่ยอมเสียพื้นที่เหล่านี้เด็ดขาดเพราะเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจและความมั่นคง
  • ท่าทีของประเทศไทย: พื้นที่ที่อ้างถึงขนานไปกับชายแดนไทยตั้งแต่ จ.ตาก ถึง จ.ระนอง ซึ่งเป็นแนวยุทธศาสตร์สำคัญ ไทยยึดถือนโยบายไม่แทรกแซงกิจการภายในและยังมีความสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารเมียนมา (ในระดับหนึ่ง) การเกิดขึ้นของรัฐใหม่ที่ไม่ผ่านการเจรจาจะสร้างความปวดหัวด้านความมั่นคงให้ไทย (เช่น ปัญหาผู้อพยพ, ยาเสพติด, การค้าชายแดน) ไทยจึงน่าจะสงวนท่าทีและไม่รับรองสถานะนี้ในเร็ววัน
4. โอกาสและความเป็นไปได้
การจัดตั้งประเทศให้สำเร็จในทางปฏิบัติ (De Facto State) มีความเป็นไปได้ "ต่ำ" ในระยะสั้นถึงระยะกลาง ด้วยเหตุผลดังนี้
  • 1.
    ขาดการควบคุมพื้นที่เบ็ดเสร็จ: ยังไม่สามารถสถาปนาอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนที่กล่าวอ้างได้จริง
  • 2.
    ขาดการรับรองจาก KNU หลัก: หากองค์กรแม่ไม่เอาด้วย รัฐนี้จะเป็นเพียงกลุ่มก้อนหนึ่งในหลายกลุ่มกองกำลัง
  • 3.
    นานาชาติยังเฝ้าระวัง: ชาติตะวันตกสนับสนุนประชาธิปไตยในพม่า แต่สนับสนุนผ่านรัฐบาลเงา (NUG) หรือกลุ่มพันธมิตรใหญ่ มากกว่าการสนับสนุนการแยกตัวเป็นรัฐอิสระรายกลุ่ม ซึ่งอาจทำให้พม่าแตกเป็นเสี่ยงๆ (Balkanization)
การประกาศตั้ง "สาธารณรัฐกอทูเล" ของเนอดา เมียะ ในขณะนี้ น่าจะถูกมองเป็น "ปฏิบัติการเชิงสัญลักษณ์" (Symbolic Act) มากกว่าการกำเนิดรัฐใหม่ที่สมบูรณ์ เป็นการแสดงเจตจำนงทางการเมือง (Political Will) ที่ต้องการยกระดับข้อเรียกร้องจากแค่ "การปกครองตนเองแบบสหพันธรัฐ" (Federalism) ไปสู่ "เอกราช" (Independence) หรืออาจเป็นการเดินเกมเพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจภายในกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารเอง
ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นจริง: ขึ้นอยู่กับว่า GOK จะสามารถเปลี่ยนคำประกาศในกระดาษ ให้กลายเป็นการยึดครองพื้นที่จริง การบริหารจัดการพลเรือน และการสร้างเอกภาพกับกลุ่ม KNU หลักได้หรือไม่ หากทำไม่ได้ คำประกาศนี้จะเป็นเพียงอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ยาวนานกว่า 70 ปีของชาวกะเหรี่ยงเท่านั้น
เล่าเรื่องโดย: ตานิ้ง
โฆษณา