8 ม.ค. เวลา 14:45 • ข่าว

👁️ ม่านตา (Iris Scan): "รหัสลับ" ที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และ PDPA ชี้ว่ามันสำคัญแค่ไหน

คุณอาจจะเคยชินกับการสแกนใบหน้าปลดล็อกมือถือ หรือการใช้นิ้วแตะเพื่อเข้างาน แต่รู้ไหมครับว่าในโลกของ Biometrics มีข้อมูลอย่างหนึ่งที่ถูกยกให้เป็น "ราชาแห่งการระบุตัวตน" นั่นคือ "ม่านตา" (Iris) ครับ วันนี้เราจะมาเจาะลึกว่าทำไมอวัยวะชิ้นนี้ถึงกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่นักกฎหมายทั่วโลกกำลังจับตามอง
1. ม่านตาคืออะไร? และทำไม PDPA ชี้ว่ามันสำคัญระดับสูงสุด
ม่านตาคือกล้ามเนื้อรูปวงแหวนที่ควบคุมการเปิด-ปิดของรูม่านตา ความพิเศษของมันคือมีรูปแบบที่ซับซ้อนมาก และไม่เหมือนกันเลย แม้แต่ในแฝดแท้ หรือแม้แต่ตาข้างซ้ายและขวาของคุณเอง!
* ประเภทข้อมูล: ในทาง PDPA ม่านตาถูกจัดเป็นข้อมูลส่วนบุคคลชนิดพิเศษตามมาตรา 26
* ต้องขอความยินยอมโดยชัดแจ้ง (Explicit Consent): การจะเก็บข้อมูลม่านตา "ฐานสัญญา" หรือ "ฐานประโยชน์โดยชอบธรรม" แทบจะใช้ไม่ได้เลยครับ ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนเท่านั้น
* วงจรชีวิตที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ: ตั้งแต่การจัดเก็บ (ต้องเข้ารหัสขั้นสูงสุด) การใช้งาน (ต้องจำกัดสิทธิ์) ไปจนถึงการทำลายข้อมูล ต้องมีมาตรฐานสูงกว่าข้อมูลทั่วไปหลายเท่า เพราะหากหลุดไปแล้ว มันเปลี่ยนใหม่ไม่ได้
2. ม่านตา: กุญแจสำคัญของโลกอนาคต (Finance / Tech / Medical)
ทำไมหลายอุตสาหกรรมถึงอยากได้ "ดวงตา" ของเรา?
1
* การเงิน (Finance): เพื่อความปลอดภัยระดับสูงสุด การทำธุรกรรมที่มียอดเงินมหาศาล ม่านตาถูกนำมาใช้แทนรหัสผ่านเพราะปลอมแปลงได้ยากกว่าการสแกนใบหน้า (Deepfake) มากครับ
* เทคโนโลยี (Tech): การเข้าถึงศูนย์ข้อมูล (Data Center) หรือสถานที่ความลับระดับชาติ ม่านตาคือด่านสุดท้ายที่มั่นใจได้ว่า "คนคนนั้นคือตัวจริง"
* การแพทย์ (Medical): ใช้ยืนยันตัวตนคนไข้ที่หมดสติ หรือใช้ตรวจเช็กความผิดปกติของสุขภาพผ่านลักษณะของม่านตา (Iridology)
3. ฝันร้ายที่กู้คืนไม่ได้: หากถูก "ขโมย" ข้อมูลม่านตา
นี่คือจุดที่น่ากลัวที่สุดครับ หากบัตรประชาชนหาย คุณทำใหม่ได้ หากรหัสผ่านหลุด คุณรีเซ็ตได้ แต่ถ้าข้อมูลม่านตาหลุด...
* คุณจะสูญเสียอำนาจในการยืนยันตัวตน "ถาวร" ในระบบที่ใช้ม่านตาเป็นหลัก
* แฮกเกอร์สามารถนำรหัสดิจิทัลของม่านตาคุณไปสร้าง "ตาจำลอง" เพื่อเข้าถึงทรัพย์สินหรือข้อมูลความลับของคุณได้ตลอดไป
* มันคือการ "Identity Theft" ที่เยียวยายากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์
4. ปัจจุบันเราใช้ม่านตาทำอะไรกันบ้าง?
* Worldcoin: โปรเจกต์คริปโตที่ให้คนเอาตาไปสแกนแลกเหรียญ (ซึ่งเป็นเคสดราม่าไปทั่วโลก)
* Border Control: สนามบินชั้นนำ (เช่น สิงคโปร์, ดูไบ) ใช้ม่านตาแทนพาสปอร์ตเพื่อให้เดินผ่านได้ทันที
* Smart Device: แว่น VR ระดับไฮเอนด์ (เช่น Apple Vision Pro) ใช้การสแกนม่านตา (Optic ID) เพื่อปลดล็อก
5. โลกกำลังขยับ: ปัจจุบันองค์กรกำกับดูแลเริ่มตื่นตัวกับเรื่องนี้อย่างมาก
* ในต่างประเทศ หลายประเทศในยุโรปสั่งระงับการเก็บข้อมูลม่านตาของโครงการบางโครงการ เพราะกังวลเรื่องการถ่ายโอนข้อมูลข้ามพรมแดนและความปลอดภัยของข้อมูลในระยะยาว
* ในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เริ่มให้ความสำคัญกับ Biometric มากขึ้น การเก็บข้อมูลม่านตาในที่ทำงานหรือโครงการใดๆ หากทำโดยไม่แจ้งวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน หรือไม่มีมาตรการป้องกันที่เพียงพอ มีสิทธิ์เจอโทษปรับทางปกครองได้
✨ บทสรุปจาก PP: ดวงตามีไว้มอง... ไม่ใช่มีไว้ให้ใครก็ได้
ผมอยากให้ทุกคนตระหนักครับว่า "ม่านตา" คือทรัพย์สินที่ประเมินค่าไม่ได้ อย่าเพียงแค่เห็นแก่ความสะดวกสบาย หรือรางวัลล่อใจเล็กๆ น้อยๆ จนยอมยื่นดวงตาไปให้ระบบที่เราไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าเก็บรักษา
ก่อนจะสแกนตาที่ไหน ถามตัวเองก่อน 3 ข้อ
* เก็บไปทำไม?
* เก็บไว้นานแค่ไหน?
* ถ้าหลุดไป ใครจะรับผิดชอบชีวิตเรา?
เพราะรหัสผ่านเปลี่ยนได้... แต่ดวงตาคุณเปลี่ยนไม่ได้ครับ 👁️🛡️⚖️
"คุณล่ะครับ? กล้าแลกข้อมูลม่านตากับความสะดวกสบายไหม? หรือมีใครเคยสแกนตาเพื่อวัตถุประสงค์อะไรบ้าง มาแชร์กันหน่อยครับ! 👇"
#PDPA #ม่านตา #IrisScan #Biometrics #Privacy #SensitiveData #PPคุยกฎหมาย #Worldcoin

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา