เมื่อวาน เวลา 12:00 • ประวัติศาสตร์

มหาวายุแห่งสวรรค์ : ตำนานซามูไรต้านทัพมองโกล

จักรวรรดิผู้พิชิตและเกาะที่ท้าทาย
ในศตวรรษที่ 13 เงาทะมึนของจักรวรรดิมองโกลได้ทอดยาวไปทั่วผืนทวีปเอเชีย ภายใต้การนำของ กุบไล ข่าน ผู้ยิ่งใหญ่ จักรวรรดิได้พิชิตจีนและคาบสมุทรเกาหลีได้สำเร็จ การพิชิตคาบสมุทรเกาหลีไม่เพียงแต่ขยายอาณาเขต แต่ยังทำให้กองทัพมองโกลซึ่งเดิมทีเป็นมหาอำนาจทางบก ได้เข้าถึงช่างต่อเรือชาวเกาหลีจำนวนมหาศาล ทำให้การรุกรานทางทะเลครั้งใหญ่เป็นไปได้ เป้าหมายต่อไปของมหาจักรพรรดิคือหมู่เกาะญี่ปุ่นที่มั่งคั่งและท้าทาย
ระหว่างปี ค.ศ. 1266-1268 กุบไล ข่านได้ส่งคณะทูตพร้อมสาส์นถึงโชกุนเพื่อเรียกร้องให้ยอมจำนน แต่เขาได้ประเมินจิตวิญญาณนักรบของเหล่าซามูไรผิดไปโดยสิ้นเชิง ภายใต้การนำของ โฮโจ โทคิมุเนะ ผู้สำเร็จราชการแทนโชกุนและผู้ปกครองที่แท้จริงของญี่ปุ่นในขณะนั้น เหล่าซามูไรเลือกที่จะยืนหยัดต่อสู้แทนการยอมจำนนอย่างน่าอดสู
1. คลื่นลูกแรก: การรุกรานปี 1274
การปฏิเสธของญี่ปุ่นนำไปสู่การรุกรานครั้งแรก กองทัพผสมมองโกล-เกาหลี-จีน ได้เคลื่อนทัพสู่ชายฝั่งญี่ปุ่นเพื่อสั่งสอนบทเรียนแห่งความพ่ายแพ้
1.1 เกาะที่แหลกสลาย: ยุทธการที่ทสึชิมะและอิกิ
ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1274 กองเรือมหึมาพร้อมกำลังพลราว 30,000 นาย ได้ยกพลขึ้นบกที่ เกาะทสึชิมะ ด่านหน้าสำคัญระหว่างเกาหลีและญี่ปุ่น พวกเขาเผชิญหน้ากับการต่อต้านอย่างกล้าหาญจากกองกำลังซามูไรเพียงหยิบมือที่นำโดย สุเคะคุนิ โซ แม้จะต่อสู้อย่างสุดกำลัง แต่ด้วยกำลังที่น้อยกว่าอย่างเทียบไม่ติด ในที่สุดพวกเขาก็พ่ายแพ้ และเกาะทสึชิมะก็ถูกทำลายล้าง
จากนั้น กองทัพของข่านได้มุ่งหน้าต่อไปยัง เกาะอิกิ ที่อยู่ทางใต้ ที่นั่น ไทระ คาเกะทากะ ผู้ว่าราชการเกาะ ได้นำทัพป้องกันอย่างห้าวหาญแต่ก็ต้องพบกับชะตากรรมเดียวกัน ความพ่ายแพ้ที่เกาะทั้งสองได้แสดงให้เห็นถึงความโหดเหี้ยมและแสนยานุภาพที่เหนือกว่าของกองทัพมองโกลอย่างชัดเจน
1.2 การปะทะแห่งวัฒนธรรม ณ อ่าวฮากาตะ
เมื่อกองทัพมองโกลเดินทางมาถึงอ่าวฮากาตะบนเกาะคิวชู พวกเขาได้พบกับการต้านทานอย่างเข้มแข็งจากกองทัพซามูไรจำนวน 5,000 นาย การปะทะกันครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้ทางกายภาพ แต่เป็นการปะทะกันของปรัชญาการสงครามที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
สำหรับซามูไร สงครามคือเวทีแห่งเกียรติยศที่ดำเนินไปตามหลักบูชิโด พวกเขาคาดหวังการต่อสู้ตัวต่อตัวที่ประกาศชื่อเสียงเรียงนามก่อนเข้าปะทะ ซึ่งเป็นการให้เกียรติคู่ต่อสู้ แนวคิดนี้เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดอย่างสิ้นเชิงสำหรับกองทัพมองโกลที่เน้นผลลัพธ์ ใช้กลยุทธ์แบบกองทัพขนาดใหญ่ และมองว่าเป้าหมายมีค่าเหนือกว่าวิธีการ
ยุทธวิธีซามูไร (ตามหลักบูชิโด) :
การต่อสู้ที่ให้เกียรติ
ซามูไรคาดหวังการต่อสู้ตัวต่อตัวอย่างมีเกียรติตามธรรมเนียมปฏิบัติ
ยุทธวิธีมองโกล (เน้นผลลัพธ์) :
การใช้วัตถุระเบิดและธนูอาบยาพิษ
มองโกลใช้ทุกวิถีทางเพื่อชัยชนะ โดยไม่ยึดติดกับธรรมเนียมใดๆ
การสู้รบดำเนินไปอย่างดุเดือดตลอดหนึ่งวันเต็ม แต่ท้ายที่สุด กองทัพของข่านก็ตัดสินใจล่าถอยกลับไปยังเรือของตน
แม้การยกพลขึ้นบกครั้งแรกจะล้มเหลว แต่กุบไล ข่านผู้ไม่ย่อท้อ ได้เริ่มวางแผนการรุกรานครั้งใหม่ที่ใหญ่กว่าและรุนแรงกว่าเดิม
2. ช่วงสงบก่อนพายุ: สาส์นเลือดและการเตรียมรับมือ
ในช่วงระหว่างปี 1274-1280 ญี่ปุ่นและมองโกลต่างเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้าครั้งต่อไป ซึ่งสถานการณ์ได้ทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างมาก
* สาส์นที่เด็ดขาด: กุบไล ข่านส่งคณะทูตมายังญี่ปุ่นอีกครั้งเพื่อเรียกร้องให้ยอมจำนน แต่ครั้งนี้ ฝ่ายญี่ปุ่นได้ตอบกลับอย่างชัดเจนและเด็ดขาดด้วยการ ประหารชีวิตคณะทูต เป็นการส่งข้อความกลับไปยังจักรวรรดิมองโกลว่าพวกเขาจะไม่มีวันยอมจำนน
* การเตรียมพร้อมป้องกัน: ฝ่ายญี่ปุ่นไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขาเริ่มการเตรียมการป้องกันครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการก่อสร้าง กำแพงหินขนาดใหญ่ ทอดยาวตามแนวชายฝั่งอ่าวฮากาตะ เพื่อเป็นปราการขัดขวางการยกพลขึ้นบกของข้าศึกในอนาคต
เมื่อการทูตถูกตอบกลับด้วยคมดาบของเพชฌฆาต ฉากแห่งมหาสงครามก็ได้เปิดฉากขึ้น กุบไล ข่านผู้เดือดดาลกำลังรวบรวมกองเรือมหึมา ไม่ใช่เพื่อการพิชิตอีกต่อไป แต่เพื่อการล้างแค้นทำลายล้าง และจุดหมายของมันคือชายฝั่งอันท้าทายของญี่ปุ่น
3. มหาสงครามปี 1281: กำแพงเหล็กและวายุเทพ
การรุกรานครั้งที่สองคือจุดสุดยอดของความขัดแย้ง เป็นการเดิมพันทุกสิ่งทุกอย่างของทั้งสองฝ่าย
3.1 ทัพเรือสองมหาสมุทร
กุบไล ข่าน ได้ระดมกองทัพที่สองซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเดิมมาก โดยมีรายงานว่ามีกำลังพลสูงถึง 140,000 นาย (แม้ว่าตัวเลขนี้อาจเป็นการกล่าวเกินจริงก็ตาม) เขาแบ่งกองเรือออกเป็นสองกองหลัก:
1. กองเรือตะวันออก: ออกเดินทางจากคาบสมุทรเกาหลี
2. กองเรือใต้: ออกเดินทางจากจีนแผ่นดินใหญ่
แผนการคือให้กองเรือทั้งสองนัดพบกันและเข้าโจมตีเกาะคิวชูพร้อมกันเพื่อบดขยี้แนวป้องกันของญี่ปุ่นให้สิ้นซาก
3.2 การต่อสู้ที่ไร้ทางออก
แต่ทว่าแผนการนี้กลับเริ่มต้นด้วยความผิดพลาดครั้งใหญ่ เมื่อกองเรือเกาหลีที่เล็กกว่าได้ออกเดินทางล่วงหน้า โดยเพิกเฉยต่อคำสั่งของกุบไล ข่าน และมาถึงอ่าวฮากาตะก่อนโดยไม่รอกองเรือหลักจากจีน เมื่อมาถึง พวกเขาต้องพบกับกำแพงหินที่ฝ่ายญี่ปุ่นสร้างขึ้นซึ่งทำหน้าที่ของมันอย่างยอดเยี่ยม ทหารมองโกลถูกต้านทานอย่างหนักหน่วงด้วยหอกและห่าธนูจนไม่สามารถบุกทะลวงออกจากชายหาดได้ หลังจากความพยายามครั้งแรกล้มเหลว กองเรือจึงยกพลขึ้นบกบนเกาะชิกะอันเล็กจิ๋ว
"เหล่าซามูไรเริ่มส่งหน่วยจู่โจมขนาดเล็กเข้าโจมตีเรือของมองโกล โดยใช้ยุทธวิธีแบบตีแล้วหนี—สังหารและเผาทำลายให้ได้มากที่สุดก่อนจะล่าถอยกลับเข้าฝั่ง"
ไม่นานนัก กองเรือจีนที่ใหญ่กว่าก็เดินทางมาถึง แต่ก็ยังไม่สามารถเจาะแนวป้องกันที่แข็งแกร่งของญี่ปุ่นได้ การรบจึงกลายเป็นการปิดล้อมที่ยืดเยื้อและนำไปสู่สภาวะจนมุม
3.3 "คามิคาเซะ": วายุเทพผู้พิทักษ์
ขณะที่การสู้รบดำเนินไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด ในวันที่ 13-14 สิงหาคม 1281 ธรรมชาติก็ได้เข้าแทรกแซง พายุไต้ฝุ่นขนาดมหึมาได้พัดถล่มชายฝั่งเกาะคิวชูอย่างรุนแรง กองเรือของมองโกลซึ่งจอดทอดสมออยู่กลางทะเลเปิดต้องเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่
เรือรบประมาณ 4,000 ลำ พร้อมด้วยกำลังพลและยุทโธปกรณ์จำนวนมหาศาลถูกคลื่นลมโหมกระหน่ำจนอับปางลงสู่ก้นทะเล ความสูญเสียยิ่งเลวร้ายลงไปอีกเนื่องจากเรือรบจำนวนมากถูกล่ามโซ่เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เรือที่แข็งแรงถูกเรือที่กำลังจะจมดึงลงไปด้วย ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าพายุลูกนี้คือลมจากสวรรค์ที่ถูกส่งมาเพื่อปกป้องแผ่นดินของพวกเขา และได้ขนานนามเหตุการณ์นี้ว่า "คามิคาเซะ" (神風) หรือ "วายุเทพ"
จุดจบของการรุกรานมาถึงอย่างฉับพลันและเด็ดขาด ไม่ใช่ด้วยคมดาบ แต่ด้วยพลังอันเกรี้ยวกราดของธรรมชาติ
4. มรดกแห่ง "คามิคาเซะ" และความทรนงของซามูไร
ความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับของกองทัพที่สองสร้างความตกตะลึงให้กับกุบไล ข่านเป็นอย่างมาก แม้เขาจะมีความตั้งใจที่จะส่งกองทัพมารุกรานเป็นครั้งที่สาม แต่แผนการดังกล่าวก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริง เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งและสงครามกลางเมืองภายในจักรวรรดิของเขาเอง
ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคช่วยเพียงอย่างเดียว แม้ "คามิคาเซะ" จะเป็นปัจจัยตัดสินชี้ขาด แต่ก็เป็นเพราะความทรนงไม่ยอมจำนนของเหล่าซามูไรและการป้องกันที่เตรียมมาอย่างดี ณ อ่าวฮากาตะ ที่สามารถตรึงกองทัพผู้รุกรานอันเกรียงไกรให้อยู่ในสภาวะจนมุมได้นานพอที่ธรรมชาติจะเข้าแทรกแซง ชัยชนะครั้งนี้ได้สร้างตำนาน "คามิคาเซะ" ขึ้นมาในฐานะสัญลักษณ์แห่งการปกป้องจากสวรรค์
และที่สำคัญที่สุด มันได้ตอกย้ำบทบาทของ ซามูไร ในฐานะผู้พิทักษ์แห่งชาติ ผู้ที่ยอมสละชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินเกิดจากผู้รุกรานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้นได้อย่างสมศักดิ์ศรี
แหล่งที่มา : All About History Japan At War - 1st Edition - April 2025
โฆษณา